ยักษ์ใหญ่พลังงานสเปนฮุบเครือข่ายไฟฟ้าใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์
รัฐมนตรีรีบเคลียร์ชัด “ไม่มีผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟ”
เฮลซิงกิระอุ เกิดการเปลี่ยนมือครั้งใหญ่เมื่อ
Caruna บริษัทเครือข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์ กำลังจะตกเป็นของต่างชาติ หลังจาก
Iberdrola บริษัทพลังงานข้ามชาติยักษ์ใหญ่จากสเปน ประกาศเข้าซื้อกิจการซึ่งเดิมทีอยู่ภายใต้การถือครองของกองทุนบำเหน็จบำนาญครูจากแคนาดาและบริษัทลงทุนจากสหรัฐฯ ดีลนี้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในแวดวงการเมืองทันทีว่า โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญระดับวิกฤตของประเทศควรถูกดึงกลับมาเป็นของคนในชาติหรือไม่
รัฐมนตรีเร่งสยบกระแสข่าว
ซารี มุลทารา (Sari Multala) รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรับผิดชอบด้านพลังงาน ออกมาตรการดับกระแสความกังวล โดยยืนยันว่าการเปลี่ยนเจ้าของครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าแต่อย่างใด
”ทั้งกฎหมายและรูปแบบการควบคุมดูแลของสำนักงานพลังงาน (Energiavirasto) กำกับกิจการเครือข่ายไฟฟ้าไว้อย่างเข้มงวดมากๆ เนื่องจากธุรกิจเครือข่ายไฟฟ้ามีลักษณะเป็นผูกขาดโดยธรรมชาติ (Natural Monopoly) การเปลี่ยนผ่านผู้ถือหุ้นจึงไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค เพราะไม่ว่ากลุ่มทุนใดจะเข้ามาถือครอง กฎระเบียบและการควบคุมก็ยังคงมีความเท่าเทียมกันเสมอ” มุลทาราเน้นย้ำ
เธอยังให้ความมั่นใจด้วยว่า กรอบกฎหมายมีกลไกป้องกันไม่ให้บริษัทเหล่านี้ฉวยโอกาสกอบโกยผลกำไรที่สูงเกินควรจากผู้บริโภค ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้พวกเขามีเงินทุนเพียงพอสำหรับการลงทุนพัฒนาระบบ ทั้งนี้ มุลทาราเผยว่าทั้งตัวเธอและทีมงานข้าราชการไม่ได้ระแคะระคายเรื่องดีลนี้ล่วงหน้า เนื่องจากในฟินแลนด์แต่ละบริษัทมีอิสระในการตัดสินใจดำเนินธุรกิจภายในกรอบกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ดีลดังกล่าวอาจจะต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากหน่วยงานราชการตามกระบวนการต่อไป
ฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลหวั่นเกรงสูญเสียความมั่นคงทางชาติ
ด้าน แอนตี ไคก์โคเนน (Antti Kaikkonen) หัวหน้าพรรคศูนย์กลาง (Centre Party) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางเจรจาเพื่อนำเครือข่ายไฟฟ้าของ Caruna กลับมาอยู่ในมือของนักลงทุนฟินแลนด์ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ
สอดคล้องกับ สส. พรรคคอโคอูมุส (National Coalition Party) อย่าง ทิโม เฮิเนน (Timo Heinonen), มีอา ไลโฮ (Mia Laiho) และ เทร์ฮิ โคอูลูมิเอส (Terhi Koulumies) ที่ออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียทำนองเดียวกันว่า ทางที่ดีควรซื้อกิจการนี้ไว้ในมือคนฟินแลนด์
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีมุลทาราปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นว่าควรนำเครือข่ายไฟฟ้ากลับมาเป็นของคนในชาติหรือไม่ โดยระบุว่าเป็นเรื่องของการตัดสินใจทางธุรกิจ หากพูดถึงเรื่องการกำกับดูแลภาครัฐควรไปสอบถาม โยอาคิม สแตรนด์ (Joakim Strand) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและเจ้าของกิจการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่สามารถติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์ได้ในเย็นวันพุธ
ความมั่นคงทางพลังงานและการคุมเข้มกฎหมายในอนาคต
เมื่อถูกถามถึงประเด็นความมั่นคงทางเสถียรภาพของประเทศ มุลทารายกตัวอย่างบริษัท
Fingrid ซึ่งดำเนินกิจการระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงและมีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยทำหน้าที่ควบคุมดูแลระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทำงานได้อย่างราบรื่นแบบเรียลไทม์
แม้ว่าฟินแลนด์ในอดีตจะเคยอนุญาตให้ Fortum ขายเครือข่ายไฟฟ้าให้ต่างชาติ แต่มุลทาราระบุว่าไม่ขอรื้อฟื้นอดีต พร้อมย้ำว่าทางฝ่ายนิติบัญญัติได้วางระบบคุ้มครองผู้บริโภคไว้รัดกุมแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ รัฐบาลมีแผนจะเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ว่าด้วยการติดตามและตรวจสอบการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและยกระดับการควบคุมการซื้อขายกิจการในลักษณะนี้ให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ซารี มุลทารา (
aamulehti.fi)
ที่มา (เอไอสรุป)
aamulehti.fi
เกร็ดประเทศที่ระบบเครือข่ายไฟฟ้าถูกแปรรูปหรือเปิดให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้1. สหราชอาณาจักร (UK)
รูปแบบ ถือเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ทำการแปรรูปกิจการไฟฟ้าแบบเบ็ดเสร็จในช่วงทศวรรษ 1990 (สมัยนายกรัฐมนตรี มาร์กาเรต แททเชอร์) โดยรัฐบาลได้แยกธุรกิจออกจากกันอย่างชัดเจน ทั้งการผลิต การส่งไฟฟ้า (Transmission) และการจำหน่าย (Distribution)
ปัจจุบัน ระบบเครือข่ายจำหน่ายไฟฟ้า (Distribution Network Operators - DNOs) ในอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ ล้วนแต่อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทเอกชนทั้งหมด (เช่น บริษัท National Grid หรือเครือข่ายระดับภูมิภาคที่ถือครองโดยกลุ่มทุนนานาชาติ) โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง Ofgem คอยควบคุมราคาและมาตรฐานบริการ
2. ฟินแลนด์ (Finland)
รูปแบบ แม้ว่าระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับประเทศ (Transmission) จะดูแลโดยบริษัทรัฐวิสาหกิจอย่าง Fingrid แต่ในส่วนของเครือข่ายจำหน่ายไฟฟ้าในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค (Distribution Grids) หลายแห่งถูกถือครองโดยบริษัทเอกชน
ตัวอย่าง กรณีของ Caruna ซึ่งเป็นบริษัทเครือข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์ (เดิมทีส่วนหนึ่งเคยเป็นของรัฐวิสาหกิจ Fortum) ถูกขายให้แก่กลุ่มทุนต่างชาติ (เช่น กองทุนแคนาดา/สหรัฐฯ และล่าสุดกำลังจะเปลี่ยนมือไปยังกลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่จากสเปนอย่าง Iberdrola) ท่ามกลางเสียงถกเถียงเรื่องความมั่นคงของชาติ แต่ในแง่กฎหมายถือว่าดำเนินการภายใต้กรอบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ
3. ออสเตรเลีย (Australia)
รูปแบบ ตลาดพลังงานของออสเตรเลีย (National Electricity Market - NEM) มีการแปรรูปเครือข่ายไฟฟ้าทั้งในส่วนของการส่งและการจำหน่ายในหลายรัฐสำคัญ เช่น นิวเซาท์เวลส์ (NSW), วิกตอเรีย (Victoria) และเซาท์ออสเตรเลีย (South Australia)
ปัจจุบัน รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งเลือกใช้วิธี privatization หรือการให้สัมปทานระยะยาว (เช่น การให้เอกชนเช่าบริหารเครือข่าย 99 ปี) เพื่อนำเงินเข้าสู่รัฐ โดยมีหน่วยงานอิสระอย่าง Australian Energy Regulator (AER) ทำหน้าที่ควบคุมค่าบริการไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค
4. นิวซีแลนด์ (New Zealand)
รูปแบบ มีการปฏิรูปภาคพลังงานครั้งใหญ่ในช่วงปี 1990 โดยแปลงสภาพจากการเป็นกิจการท้องถิ่น/รัฐ มาเป็นบริษัทในรูปแบบการค้า (Commercial Companies) หลายแห่งอยู่ในรูปแบบบริษัทจำกัดที่ถือหุ้นโดยท้องถิ่นหรือเอกชน และบางส่วนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ปัจจุบัน เครือข่ายจำหน่ายไฟฟ้าส่วนใหญ่ดำเนินการโดยบริษัทเอกชนหรือบริษัทลูกภายใต้กฎหมายการค้า (Companies Act) โดยมีการควบคุมอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนโดยหน่วยงานกำกับดูแล
5. สหรัฐอเมริกา (United States)
รูปแบบ กิจการไฟฟ้าในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ดำเนินงานโดย ภาคเอกชน (Investor-Owned Utilities - IOUs) มาอย่างยาวนาน โดยมีสัดส่วนผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 70% ของประเทศที่อยู่ภายใต้บริษัทเอกชน (เช่น Pacific Gas and Electric ในแคลิฟอร์เนีย หรือ Con Edison ในนิวยอร์ก)
การควบคุม แม้ตัวเสาไฟ สายไฟ และโรงไฟฟ้าจะเป็นของเอกชน แต่โครงสร้างราคาและการให้บริการจะต้องถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานในระดับรัฐ (State Public Utility Commissions) และระดับ federal (FERC) เพื่อป้องกันการผูกขาดราคา
ภาพสะท้อนและ "หัวใจสำคัญ" ของการแปรรูป
แม้ประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้จะให้เอกชนเข้ามาถือครองเครือข่ายไฟฟ้า แต่ทุกประเทศจะมีจุดร่วมที่เหมือนกันคือ "การมีกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลอิสระที่เข้มแข็งมาก" เนื่องจากเครือข่ายไฟฟ้าคือ "ระบบผูกขาดโดยธรรมชาติ" (Natural Monopoly) ประชาชนไม่สามารถเลือกเปลี่ยนบริษัทผู้ให้บริการสายส่งหน้าบ้านเองได้ รัฐจึงต้องใช้กลไกทางกฎหมายและเพดานราคาเข้าควบคุมอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้บริษัทเอกชนกอบโกยผลกำไรหรือขึ้นค่าไฟจนเกินกว่าเหตุ แม้เจ้าของกิจการจะเปลี่ยนมือไปเป็นทุนต่างชาติก็ตาม
มีหลายประเทศที่ไปลงทุนเครือข่ายไฟฟ้าในต่างประเทศ เช่น จีน, อิตาลี, สเปน, แคนาดา โดยส่วนใหญ่ผ่านรัฐวิสาหกิจ, ผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญ, บริษัทโครงสร้างพื้นฐานซึ่งสามารสร้างกระแสเงินสดและเงินปันผลมหาศาล แต่ก็มีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและการเมืองของประเทศที่ไปลงทุน
สำหรับประเทศไทย บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของไทย ส่วนใหญ่จะเน้นการออกไปลงทุนใน
โรงผลิตไฟฟ้า (Power Generation) ทั้งพลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ (เช่น ในญี่ปุ่น เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย) มากกว่าการเข้าไปซื้อ "เสาไฟและสายส่งไฟฟ้าแรงสูง" ในต่างประเทศโดยตรง เนื่องจากกิจการเครือข่ายจำหน่ายไฟฟ้ามักเป็นกฎหมายสงวนสิทธิ์หรือผูกขาดโดยรัฐหรือกลุ่มทุนท้องถิ่นขนาดใหญ่ของประเทศนั้นๆ การที่ไทยจะเข้าไปซื้อเครือข่ายไฟฟ้าจึงมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนที่สูงลิ่วและการกีดกันทางกฎหมายความมั่นคงค่อนข้างมาก
ใครมีความคิดเห็นอย่างไร ก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้นะ
ยักษ์ใหญ่พลังงานสเปนฮุบเครือข่ายไฟฟ้าใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์
รัฐมนตรีรีบเคลียร์ชัด “ไม่มีผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟ”
เฮลซิงกิระอุ เกิดการเปลี่ยนมือครั้งใหญ่เมื่อ Caruna บริษัทเครือข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์ กำลังจะตกเป็นของต่างชาติ หลังจาก Iberdrola บริษัทพลังงานข้ามชาติยักษ์ใหญ่จากสเปน ประกาศเข้าซื้อกิจการซึ่งเดิมทีอยู่ภายใต้การถือครองของกองทุนบำเหน็จบำนาญครูจากแคนาดาและบริษัทลงทุนจากสหรัฐฯ ดีลนี้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในแวดวงการเมืองทันทีว่า โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญระดับวิกฤตของประเทศควรถูกดึงกลับมาเป็นของคนในชาติหรือไม่
รัฐมนตรีเร่งสยบกระแสข่าว
ซารี มุลทารา (Sari Multala) รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรับผิดชอบด้านพลังงาน ออกมาตรการดับกระแสความกังวล โดยยืนยันว่าการเปลี่ยนเจ้าของครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าแต่อย่างใด
”ทั้งกฎหมายและรูปแบบการควบคุมดูแลของสำนักงานพลังงาน (Energiavirasto) กำกับกิจการเครือข่ายไฟฟ้าไว้อย่างเข้มงวดมากๆ เนื่องจากธุรกิจเครือข่ายไฟฟ้ามีลักษณะเป็นผูกขาดโดยธรรมชาติ (Natural Monopoly) การเปลี่ยนผ่านผู้ถือหุ้นจึงไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค เพราะไม่ว่ากลุ่มทุนใดจะเข้ามาถือครอง กฎระเบียบและการควบคุมก็ยังคงมีความเท่าเทียมกันเสมอ” มุลทาราเน้นย้ำ
เธอยังให้ความมั่นใจด้วยว่า กรอบกฎหมายมีกลไกป้องกันไม่ให้บริษัทเหล่านี้ฉวยโอกาสกอบโกยผลกำไรที่สูงเกินควรจากผู้บริโภค ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้พวกเขามีเงินทุนเพียงพอสำหรับการลงทุนพัฒนาระบบ ทั้งนี้ มุลทาราเผยว่าทั้งตัวเธอและทีมงานข้าราชการไม่ได้ระแคะระคายเรื่องดีลนี้ล่วงหน้า เนื่องจากในฟินแลนด์แต่ละบริษัทมีอิสระในการตัดสินใจดำเนินธุรกิจภายในกรอบกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ดีลดังกล่าวอาจจะต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากหน่วยงานราชการตามกระบวนการต่อไป
ฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลหวั่นเกรงสูญเสียความมั่นคงทางชาติ
ด้าน แอนตี ไคก์โคเนน (Antti Kaikkonen) หัวหน้าพรรคศูนย์กลาง (Centre Party) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางเจรจาเพื่อนำเครือข่ายไฟฟ้าของ Caruna กลับมาอยู่ในมือของนักลงทุนฟินแลนด์ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ
สอดคล้องกับ สส. พรรคคอโคอูมุส (National Coalition Party) อย่าง ทิโม เฮิเนน (Timo Heinonen), มีอา ไลโฮ (Mia Laiho) และ เทร์ฮิ โคอูลูมิเอส (Terhi Koulumies) ที่ออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียทำนองเดียวกันว่า ทางที่ดีควรซื้อกิจการนี้ไว้ในมือคนฟินแลนด์
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีมุลทาราปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นว่าควรนำเครือข่ายไฟฟ้ากลับมาเป็นของคนในชาติหรือไม่ โดยระบุว่าเป็นเรื่องของการตัดสินใจทางธุรกิจ หากพูดถึงเรื่องการกำกับดูแลภาครัฐควรไปสอบถาม โยอาคิม สแตรนด์ (Joakim Strand) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและเจ้าของกิจการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่สามารถติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์ได้ในเย็นวันพุธ
ความมั่นคงทางพลังงานและการคุมเข้มกฎหมายในอนาคต
เมื่อถูกถามถึงประเด็นความมั่นคงทางเสถียรภาพของประเทศ มุลทารายกตัวอย่างบริษัท Fingrid ซึ่งดำเนินกิจการระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงและมีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยทำหน้าที่ควบคุมดูแลระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทำงานได้อย่างราบรื่นแบบเรียลไทม์
แม้ว่าฟินแลนด์ในอดีตจะเคยอนุญาตให้ Fortum ขายเครือข่ายไฟฟ้าให้ต่างชาติ แต่มุลทาราระบุว่าไม่ขอรื้อฟื้นอดีต พร้อมย้ำว่าทางฝ่ายนิติบัญญัติได้วางระบบคุ้มครองผู้บริโภคไว้รัดกุมแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ รัฐบาลมีแผนจะเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ว่าด้วยการติดตามและตรวจสอบการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและยกระดับการควบคุมการซื้อขายกิจการในลักษณะนี้ให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้นในอนาคต
ภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ซารี มุลทารา (aamulehti.fi)
ที่มา (เอไอสรุป) aamulehti.fi
เกร็ดประเทศที่ระบบเครือข่ายไฟฟ้าถูกแปรรูปหรือเปิดให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
มีหลายประเทศที่ไปลงทุนเครือข่ายไฟฟ้าในต่างประเทศ เช่น จีน, อิตาลี, สเปน, แคนาดา โดยส่วนใหญ่ผ่านรัฐวิสาหกิจ, ผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญ, บริษัทโครงสร้างพื้นฐานซึ่งสามารสร้างกระแสเงินสดและเงินปันผลมหาศาล แต่ก็มีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและการเมืองของประเทศที่ไปลงทุน
สำหรับประเทศไทย บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของไทย ส่วนใหญ่จะเน้นการออกไปลงทุนใน โรงผลิตไฟฟ้า (Power Generation) ทั้งพลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ (เช่น ในญี่ปุ่น เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย) มากกว่าการเข้าไปซื้อ "เสาไฟและสายส่งไฟฟ้าแรงสูง" ในต่างประเทศโดยตรง เนื่องจากกิจการเครือข่ายจำหน่ายไฟฟ้ามักเป็นกฎหมายสงวนสิทธิ์หรือผูกขาดโดยรัฐหรือกลุ่มทุนท้องถิ่นขนาดใหญ่ของประเทศนั้นๆ การที่ไทยจะเข้าไปซื้อเครือข่ายไฟฟ้าจึงมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนที่สูงลิ่วและการกีดกันทางกฎหมายความมั่นคงค่อนข้างมาก
ใครมีความคิดเห็นอย่างไร ก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้นะ