บทความนี้เกิดขึ้นเพื่อใครสักคนที่กำลังถามตัวเองว่า ฉันเรียนปริญญาเอกดีไหมนะ?
มาแชร์ประสบการณ์การเรียนระดับปริญญาเอก
ก่อนอื่นเราจะเห็นอยู่แล้วตั้งแต่สมัยเรียน ว่าใครมีแนวโน้มจะเรียนต่อไปไกล และเป็นอาจารย์ ก็คือคนที่เรียนเก่งที่สุดอยู่แล้วในชั้นเรียนนั้นๆ แต่เราจะไม่ค่อยเห็นคนที่กลางๆ จะไปต่อสักเท่าไร แต่ก็มี ความเข้าใจของคนที่ไม่เคยเรียนปริญญาเอก และไม่มีเพื่อนที่เรียนป.เอก เท่าไร ไม่ได้สนิทจนพอรู้ความยากลำบากของคนที่กำลังเรียน เพราะเพื่อนส่วนใหญ่จะจบอยู่ที่ปริญญาตรี ซึ่งไอเดียแรกที่คนส่วนใหญ่เข้าใจของการเรียนระดับนี้คือจบมาเป็นอาจารย์แหละนะ แล้วเราเรียนเองก็ไม่รู้เรื่อง ไปอาศัยเพื่อนติวให้ จะมาเป็นอาจารย์ยังไง
แต่โชคชะตาก็นำพาไปค้นพบความชอบในการศึกษาความรู้แล้วนำมาย่อยเป็น Presentation รู้สึกว่าการเรียนรู้โดยมีเป้าหมายว่าจะไปสอนคนอื่นยังไง นี่มันคือความรู้ที่แตกฉานมากกว่าการเรียนเพื่อจำไปสอบ ก็พัฒนาด้านนี้มาเรื่อยๆ ไม่ได้พัฒนาด้วยตัวเอง พัฒนาจากภาระหน้าที่ในงาน แต่ดันเกิดความรักและชอบในการตกผลึกหัวข้อต่าง หรือมองหาสิ่งที่จะนำไปอธิบายให้คนอื่นฟัง เหมือนเป็นการสอนตัวเองไปในตัว ชอบที่จะได้รู้ ได้เรียนหัวข้อใหม่ๆ
และโดยส่วนตัวชอบความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม อยากเรียนรู้คนจากพื้นที่อื่นๆ แต่การจะไปท่องโลกด้วยเงินเดือนตัวเอง หรือทำธุรกิจ
ก็ประสบพบเจอมาแล้ว ว่าทำไม่ได้ อาจจะไม่มีความต้องการมากพอ เลยไม่ได้พยายามทำ การไปท่องโลกด้วยการเรียนจึงเป็นตัวเลือกที่ดีมากของเรา
ข้อมูลโดยพื้นฐานของเราคือ เกรดเฉลี่ยสายวิทย์ ม.ปลาย 3.03ด้วยคะแนนฟิสิกส์ 1 ตลอด และเกรดเฉลี่ย ป.ตรี แค่ 2.85 ตรงนี้สุ่มเสี่ยงมาก ถ้าย้อนไปได้หรือบอกใครได้ อยากให้ตั้งใจเรียน แค่ในห้อง ทำการบ้านเลย แค่นี้ จบเลย แต่ทุกวันที่เราเรียนคือพอกพูนความไม่เข้าใจและการบ้านเป็นดินพอกหางหมู เสียเวลา และเสียสติมาก เราจะมีเวลาเล่นเพิ่มมากมายเลย แค่ตั้งใจเรียนในคาบ ทำความเข้าใจและทำการบ้านเลย แต่ในวันที่เราเป็นเด็ก เราก็คิดไม่ได้ เราเองเช่นกัน และรู้ว่าเด็กที่อ่านวันนี้ก็คิดไม่ได้ หลายๆ อย่างมันอยากจะเรียนรู้เอง หรือว่าไม่เห็นโรงศพไม่หลั่งน้ำตานั่นเอง และวันนี้เราโตแล้ว ถึงเด็กจะไม่เชื่อ แต่เราก็อยากบอกว่าทุกอย่างมี Consequences หรือทุกการกระทำ มีกรรมเป็นผลเสมอ
ทำให้วันนี้เราต้องมานั่งทบทวนเบสิกง่ายๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เพราะเวลาที่เราต้องเรียนเราตั้งปณิธานแค่พอผ่าน พอผ่านก็โอเค แต่เกรดมันจะไม่เอื้อให้เราได้รับโอกาสในการชิงทุนไปในที่ ที่ดีๆ อย่างเราได้ 2.85 โดยปณิธานที่เรียนแค่ผ่าน แค่ไม่เอา F และไม่รู้จุดหมายปลายทางชีวิตว่าจะทำอะไร ไม่มีความฝันว่าจะเป็นอาชีพอะไร แต่มีความรู้สึกแค่ว่าอยากเข้าใจชีวิต และชีวิตที่ไทยมันไม่พอในการจะเข้าใจ อยากไปเห็นคน วิถีชีวิตในหลายๆ ที่ ด้วยความที่เรายังมีความรับผิดชอบประมาณหนึ่งในฐานะนักเรียน ก็ทำให้เกรด เราพอจะใช้ได้มาจนสามารถสมัครทุนได้ แต่ก็พลาดไปหลายทุนที่กำหนด เกรดเฉลี่ย 3.00 หรือ 3.25 เป็นอย่างต่ำ หลายๆคนก็จะพบว่า การเรียนให้ได้เกรดดีๆ มันยากและมันสูญเสียเวลาที่จะเล่น ซึ่งก็จริง แต่อาจจะจริงในระบบการศึกษาไทย ที่ข้อสอบและเกณฑ์การสอบผ่านยากมาก เหมือนอยากฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง
วันนี้ ณ เวลานี้ ในวัย 39 เรากำลังเรียน ปริญญาเอก ในปีที่ 1 กำลังจะหมดปีแรก ซึ่งหลักสูตรทั้งหมด 4 ปี ซึ่งมันเป็นการเปิดโลกเรามาก ว่าเรามีความสุขและเป็นชีวิตที่สบายจังเลย เหมือนได้พักผ่อน ตอนนี้รู้สึกแบบนี้จริงๆ (เพราะเวลามันยืดหยุ่นให้เรากำหนดเอง ไม่ต้องเข้างานตามเวลาที่กำหนด อย่างน้อยก็ไม่ใช่เป็นประจำทุกวัน) แต่ปีหน้าอาจจะไม่คิดแบบนี้แล้ว เพราะจะมี Midterm Evaluation ที่บอกว่าคุณจะได้ไปต่อใน ปีที่ 3 หรือไม่ ก็เลยจะมาเล่าให้ฟัง ว่าการเรียนระดับปริญญาเอกในปีแรกของเราเป็นยังไง เพื่อเป็นแนวทางให้น้องๆ ที่สงสัยว่าการเรียนป.เอกนี่เป็นยังไงกันนะ มันจะโหด หิน และอยากจะเป็นบ้า เหมือนที่คนส่วนใหญ่ใช้แซวคนจบป.เอกหรือไม่
เริ่มจากเรามาเรียนป.โท ในสาขาที่เราทำงานจริง เพราะอยากเข้าใจงานที่ทำด้วย เพราะ background ของป.ตรี แทบจะไม่ใช้ในงานเลย เราทำงานเป็น นักอุทกวิทยา (Hydrologist) แทนตัวเองว่าพี่ดีกว่าเนอะ แก่แล้วเนอะ xD (อย่าถึงขั้นป้ากันเลยนะเด็กๆ แต่จะเรียกป้า หน้าต้องเด็กกว่าป้าก่อนนะ อิอิ)
พี่เป็นนักอุทกวิทยา ที่จบธรณีศาสตร์ ก็เลยมาเรียนต่อด้าน Geoinformation and Spatial Management ที่ Poznan University of Life Scciences
(เรียนฟรีเช่นกัน สนับสนุนโดย European Union แต่ไม่มีทุนการศึกษา แต่หลังปีแรก คนที่ได้คะแนนเยอะเป็นลำดับหนึ่งและสองจะได้รับเงินสนับสนุนเป็นเวลา 10 เดือน ไม่เยอะ ไม่ครอบคลุมค่าครองชีพ แค่เป็นขวัญถุง แต่เป็นกำลังใจที่ดีเลย ซึ่งข้อสอบง่ายมาก หลังไมค์มาถามการเรียน การสมัครได้)
ที่เรียนสาขานี้เพราะนักอุทกวิทยาส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานด้วย Geography หรือภูมิศาสตร์ ซึ่งจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล แสดงข้อมูล ไปจนถึงการบริหารจัดการและนำข้อมูลไปใช้ในเชิงแผนที่ เป็นการซ้อนทับกันของข้อมูลหลายๆ รูปแบบ ทั้งภูมิประเทศ จำนวนประชากร มลพิษ โรคภัย ใส่ได้หมด เท่าที่ใจจะจินตนาการได้ และวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่หายไป จากการคำนวณ ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่เราไม่ต้องคำนวณเอง เพราะมันซ่อนอยู่ในโปรแกรมต่างๆ หมดแล้ว เราต้องรู้จักการนำข้อมูลมาใช้ คือเราต้องเข้าใจและรู้ทุกอย่าง และรู้สูตรของการคำนวณ แต่ไม่ต้องคำนวณเอง จะคำนวณเองสร้างโมเดลหรือพัฒนาสูตรใหม่ในการคำนวณก็ได้ ซึ่งสภาพฉันนั้นไม่ได้เพราะคะแนนคณิตศาสตร์ของพี่ก็ไม่ต่างจากฟิสิกส์หรอกนะ เกรด 2 บ้าง แต่ 3-4 ในระดับ ม.ปลาย น่าจะหายาก และแน่นอนระดับมหาลัย C ตลอด
จะบอกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาคือกุญแจสำคัญของการเรียนทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับปริญญาเอก แต่ปริญญาโทก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะพี่ค้นพบอาจารย์ที่ปรึกษาจากการทำวิจัยของระดับปริญญาโท คนที่กำลังเรียนและมีแผนการจะเรียนต่อ ก็ควรมองหาและศึกษาประวัติของอาจารย์ ชีวิตเราแทบจะอยู่ในกำมือของเขา
อาจารย์ที่ปรึกษาคนนี้สอนวิชา ทำแบบจำลองน้ำท่วม และวิชาการประมวลผลข้อมูลภูมิศาสตร์ ล่าสุดมีสอนการเขียนโปรแกรมไพทอนในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งพี่มาเรียนด้วยพื้นฐานของการมีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับน้ำท่วม เลยโป๊ะเชะ ทำวิจัยเรื่องการทำแบบจำลองน้ำท่วมไปเลย พอเรียนจบก็กลับไปต่อยอด ใช้ข้อมูลดิบจากที่ทำงานมาลองทำแบบจำลองน้ำท่วมเอง แบบงูๆ ปลาๆ แต่ก็เอาให้อาจารย์ดูและได้พัฒนาต่อ จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งขอ วิทยานิพนธ์ด้วย
ด้วยความที่เป็นคนชอบบรรยากาศการเรียน ชอบการจด lecture และแม้กระทั่งชอบการจด short note เตรียมตัวไปสอบ คล้ายๆ กับที่เกริ่นว่าชอบทำ presentation เลยค้นพบว่าตัวเองมีความสุขกับการอยู่ในบรรยากาศการเรียนหรือการวิจัยมากกว่าการทำงาน ต้องการอยู่ท่ามกลางสังคมที่พัฒนาตัวเอง และมีคนที่ให้คำปรึกษาเราได้ มีคนคุยเรื่องที่เราสนใจและแนะนำเราต่อไปได้ จึงติดต่ออาจารย์และสอบถามอาจารย์หลังจากจบปริญญาโทไปสองปีแล้ว ว่า
ฉันเรียนได้ไหม? ชีวิตการเรียนปริญญาเอกเป็นยังไงเหรอ? ฉันจะบ้าไหม? หรือฉันจะบรรลุธรรม? และที่สำคัญ ฉันง่อยฟิสิกส์และเลขมากนะ ซึ่งแทบจะเป็นหัวใจของการทำแบบจำลองนี้เลย
อาจารย์ตอบมาและนัดคุยออนไลท์เพื่ออธิบายให้เข้าใจ และอาจารย์อธิบายในแบบที่เป็นธรรมชาติของชีวิตมาก ไม่ใช่แค่มิติการเรียน และอาจารย์ให้คำจำกัดความพี่มาสามคำ (เหมือนเล่นเกมส์โชว์) บอกว่าพี่มี You have potential (skills, attitude, knowledge).
ที่ประทับใจมากคือ บอกว่ามี Attitude เป็นคำชมที่ล้ำค่ามาก และพอมาเรียนก็รู้สึกว่ามันสำคัญมากจริงๆ แทบจะสำคัญเท่าๆ กับความรู้ เพราะมันจะเป็นสิ่งที่นำพาเราไปสู่ความสำเร็จ เรียนเก่งมาก แต่ทัศนคติบ้ง ก็ทำงานวิจัยร่วมกับคนอื่นไม่ได้ สุดท้ายก็ทะเลาะกับอาจารย์หรือเพื่อนร่วมวิจัยและอาจจะไม่จบในที่สุด ซึ่งวันนี้มีเพื่อนในรุ่นเดียวกันโดนไล่ออกไปแล้ว 1
จากที่สอบถามหลายคนมาว่าการเรียนป.เอก มันไม่ได้ยาก แต่มันต้องมีความถึก ซึ่งน่าจะจริง แต่เข้าใจว่าความถึกในที่นี่ คือการศึกษาค้นคว้าข้อมูล
อ่านเยอะๆ อย่างมีประโยคหนึ่งที่เจอในคอมเม้นท์พันทิบว่า “ไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อรู้ แต่เป็นการไปเรียนเพื่อสร้างความรู้” มันจึงจำมีข้อหนึ่งในการเสนอร่างวิจัยตอนสอบเข้าว่า หัวข้อที่คุณจะศึกษามันใหม่ยังไง มันมีนวัตกรรมอะไร ที่โลกยังไม่มีคำตอบ? มันดูยิ่งใหญ่นะ แต่เชื่อเถอะ มันคือสิ่งเล็กๆ ที่มีช่องโหว่อยู่อีกมามายให้เราหาเหตุผลมาประกอบ มันเหมือนวรรณกรรมเล็กๆ แต่ทางวิทยาศาสตร์ วรรณกรรมนี้ต้องพิสูจน์ได้และมีวิธีให้พิสูจน์
ซึ่งตอนนี้ผ่านมา 1 ปี พี่ยังรู้สึกว่าเบาสบายและสนุกอยู่เลย อาจจะเพราะเรียนในสิ่งที่ชอบ จะว่าชอบมากๆ มั้ย สนใจมากๆ มั้ย ก็มีอย่างอื่นที่สนใจกว่า
แต่ background และทักษะที่สั่งสมมานำพามาทางนี้ ทั้งนี้มันก็ต้องอยู่ในการวางแผนที่ดี การเห็นภาพองค์รวมใน 4 ปี และไม่หลุดจุดมุ่งหมายของเราเอง ซึ่งอาจารย์จะแทบเป็นคนวางไว้ทุกอย่างแล้วว่าแต่ละเทอม เราต้องสำเร็จไปขั้นไหน และต่อให้อาจารย์ไม่วาง Individual Research Plan ของโรงเรียนนักเรียนปริญญาเอก (ชอบคำนี้จัง ภาษาอังกฤษ คือ Doctoral School) ก็จะบังคับให้เราวาง เพื่อที่จะไม่ไปเป็นภาระเราเองตอนท้ายๆ แต่มั้งนี้ทั้งนั้นมันก็มาจากการคุยกันว่าเราอยากทำอะไร อาจารย์อยากให้เพิ่มอะไร อาจารย์วางไว้ให้ว่าเราจะจำลองกี่แบบและกี่สถานที่ เราก็เสนอสิ่งที่เราอยากรู้ และผสมผสานให้ทั้งสองคนได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น
สิ่งนี้พี่ก็เห็นจากการทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์ตอนปริญญาโท อาจารย์เป็นคนที่นักศึกษาทั่วไปจะกลัวมาก เพราะว่าดุ แต่พี่กลับพบว่าอาจารย์แค่ไม่ยืดหยุ่นในสิ่งที่มันเป็นกฏ ซึ่งพี่ชอบมาก จริตเดียวกัน ไม่ใช่ยืดหยุ่นจนไม่มีมาตรฐาน
ตัวอย่างเช่น ตอนมาเรียน ปริญญาโท เทอมแรกยังเรียนแบบออนไลน์เพราะโควิด อาจารย์ก็ชี้แจง ทั้งเป็นตัวอักษรและทางการพูดอีกครั้งก่อนสอนว่า
ถ้าไม่เปิดกล้อง ขอเชิญออก และถ้าเปิดกล้องแต่ทำอย่างอื่น (มีคนหนึ่งอยู่ในรถ ไม่แน่ใจว่าขับรถไหม แต่มันคือวิชาปฏิบัติที่ทำไปพร้อมกันกับอาจารย์ด้วย comtuper) ก็จะขอเชิญออก และก่อนจะเชิญออกก็มีการเตือนล่วงหน้า น่าจะสามครั้งให้เปลี่ยนพฤติกรรม แค่นี้เอง แค่สิ่งพื้นฐาน แต่พอคนพวกนั้นโดยเชิญออก ก็จะโวยวายและบอกว่าอาจารย์ใจร้าย อาจารย์เหยียดสีผิว ไปโน้นนนนนน เล่นบทเหยื่อเลย ซึ่งแม้ว่าพี่จะมาเรียนยุโรป ความย้วยแบบเอเชียก็มี พี่และอาจารย์เลยดูเป็นคนจริงจังเกินไปในสายตาหลายๆ คน
(ต่อใน Comment)
[CR] ฉันเรียนปริญญาเอกดีไหมนะ?
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น