สำนักงานทดสอบแห่งชาติ (NTA) ได้ประกาศผลการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ (NEET-UG) รอบจัดสอบใหม่ (Re-test) เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2026
การสอบรอบเดิมที่จัดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคม 2026 ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 เนื่องจากมีข้อครหาเรื่องข้อสอบรั่วไหลอย่างกว้างขวาง จึงต้องมีการจัดสอบใหม่ในวันที่ 21 มิถุนายน 2026 เพื่อความโปร่งใส
มีนักเรียนจากรัฐทมิฬนาฑู 12 คนที่ทำคะแนนได้สูงกว่า 690 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 720) โดยมีผู้ทำคะแนนสูงสุดของรัฐทมิฬนาฑูครองอันดับที่ 12 ของการจัดอันดับทั่วประเทศ (All-India ranking)
จากจำนวนผู้เข้าสอบทั่วประเทศ มีผู้ที่ได้คะแนนสูงกว่า 690 คะแนนจำนวน 138 คน ซึ่ง NTA ระบุว่ากว่า 93% ของกลุ่มนี้เป็นผู้ที่สอบ NEET เป็นครั้งแรก
ผลสอบในปีนี้บ่งชี้ว่าคะแนนตัดเชือก (Cut-off) ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 30-35 คะแนนเมื่อเทียบกับปี 2025 โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามีนักเรียนจำนวนมากขึ้นที่ทำคะแนนได้สูงมาก ส่งผลให้การแข่งขันเพื่อแย่งชิงที่นั่งในคณะแพทยศาสตร์ปีนี้จะมีความดุเดือดกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก
มุมมองในทางเศรษฐศาสตร์
หากมองการสอบแข่งขันเป็นดั่ง "ตลาด" (Market) ที่ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกัน ข่าวการสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ของอินเดียเมื่อเร็วๆ นี้ คือภาพสะท้อนของตลาดที่เกิดภาวะ "ล้มเหลว" (Market Failure) อย่างรุนแรงที่สุด
รายงานข่าวจากสื่อ The Hindu ระบุถึงผลการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศอินเดีย (NEET-UG) รอบจัดสอบใหม่ประจำปี 2026 โดยมีนักเรียนจากรัฐทมิฬนาฑูถึง 12 คน ทำคะแนนได้สูงกว่า 690 คะแนน (จากเต็ม 720) ขณะเดียวกันภาพรวมของคะแนนตัดเชือก (Cut-off) ทั่วประเทศก็ขยับสูงขึ้นถึง 30-35 คะแนนเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักที่ต้องมีการ "สอบใหม่" (Re-test) ในเดือนมิถุนายน เป็นเพราะการสอบรอบแรกในเดือนพฤษภาคมถูกยกเลิกจากข้อหา "ข้อสอบรั่ว" และการทุจริตเป็นวงกว้าง
เกร็ดการสอบ NEET
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้รัฐทมิฬนาฑูเป็นรัฐที่มีปัญหากับการสอบ NEET มาโดยตลอด รัฐบาลท้องถิ่นและประชาชนต่อต้านการสอบรวมศูนย์แบบนี้อย่างรุนแรง โดยมองว่าข้อสอบ NEET เอื้อประโยชน์ให้เด็กในเมืองหรือเด็กบ้านรวยที่มีเงินจ่ายค่าเรียนกวดวิชา และกีดกันเด็กนักเรียนในชนบทที่เรียนหลักสูตรของรัฐ
การที่ระบบ NEET กลายเป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศนั้นสร้างความเสียเปรียบให้เด็กในชนบทหรือเด็กที่เรียนหลักสูตรของรัฐ (State Board) เมื่อเทียบกับเด็กในเมืองอย่างไร สรุปประเด็นให้เห็นภาพดังนี้ครับ
1. ความแตกต่างของ "ต้นทุนการเข้าถึง" (Accessibility Cost)
เด็กในเมือง มักมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า ครอบครัวสามารถส่งไปเรียนในสถาบันกวดวิชา (Coaching Centers) ชั้นนำที่มีราคาแพง ซึ่งสถาบันเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อ "ติวสอบ NEET" โดยเฉพาะ (เน้นเทคนิคการทำข้อสอบมากกว่าความรู้ความเข้าใจจริง) เด็กกลุ่มนี้จึงได้เปรียบอย่างมหาศาล เพราะมีคลังข้อสอบและกลยุทธ์การทำคะแนน
เด็กในชนบท ส่วนใหญ่เรียนตามหลักสูตรของรัฐ (State Board) ซึ่งเน้นเนื้อหาตำราเรียนมาตรฐาน ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตรงกับแนวข้อสอบ NEET ที่มีความเฉพาะตัวและยากเกินหลักสูตรปกติ เด็กกลุ่มนี้ไม่มีกำลังทรัพย์พอจะเข้าสถาบันกวดวิชา และไม่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีหรือสื่อการเรียนการสอนพิเศษ จึงเกิดภาวะ "แข่งขันด้วยอาวุธที่ไม่เท่ากัน"
2. "หลักสูตรที่ไม่เท่าเทียม" (Curriculum Disparity)
ข้อสอบ NEET มักอิงกับหลักสูตรกลาง (CBSE) ซึ่งมีมาตรฐานต่างจากหลักสูตรของรัฐทมิฬนาฑู การบังคับใช้มาตรฐานเดียวคือการบอกว่าเด็กที่เรียนหลักสูตรท้องถิ่นต้องหันมาปรับตัวเรียนเนื้อหาที่ตนเองไม่ได้เรียนมาตลอด 12 ปี เพื่อไปสอบแข่งกับเด็กที่เรียนหลักสูตรที่ตรงกับข้อสอบมาตั้งแต่ต้น นี่คือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนที่สุด
3. "ค่าเสียโอกาส" และภาระทางเศรษฐกิจ (Economic Opportunity Cost)
สำหรับครอบครัวในชนบท การที่ลูกหลานไม่ติดแพทย์ผ่านระบบ NEET ไม่ได้หมายถึงแค่ความผิดหวัง แต่มันคือการสูญเสีย "เส้นทางสู่การยกระดับชนชั้น" ที่ดีที่สุด การต้องดิ้นรนไปสอบ NEET จึงเป็นความเสี่ยงสูง หากพลาดไปก็เท่ากับเสียเวลาไป 1 ปี และอาจต้องเสียเงินก้อนสุดท้ายของครอบครัวไปกับการพยายามสอบใหม่หรือติวสอบ
เปรียบเทียบกับไทย
ในไทยเรามีระบบ "กสพท." (กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย) ซึ่งใช้สอบแข่งขันกลางคล้ายกับ NEET แต่อย่างน้อยในระบบไทยยังมี "โควตาพื้นที่" หรือ "โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท" (CPIRD) ที่เปิดช่องให้เด็กในพื้นที่ได้เข้าเรียนแพทย์โดยไม่ต้องแข่งขันกับเด็กจากกวดวิชาในกรุงเทพฯ ทั้งประเทศเพียงอย่างเดียว
รัฐทมิฬนาฑูจึงมองว่า การไม่มี "พื้นที่" ให้เด็กท้องถิ่นผ่านโควตาพิเศษที่ชัดเจน แต่กลับใช้ระบบกลาง (NEET) ที่เอื้อต่อคนรวยและเด็กในเมือง คือการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำที่ทำให้ "คนจนยิ่งจนลง และคนเมืองยิ่งผูกขาดโอกาส" นั่นเองครับ
ผลสอบที่คะแนนพุ่งสูงปรี๊ดและการต้องจัดสอบใหม่นี้ เชื่อมโยงโดยตรงกับวิกฤตการณ์โกงข้อสอบระดับชาติ สนามสอบ NEET-UG คือหนึ่งในสนามที่โหดที่สุดในโลก และตกเป็นเป้าหมายของเครือข่ายทุจริตที่มีการซื้อขายข้อสอบล่วงหน้าในราคาสูงถึง 5 ล้านรูปี (ราว 1.9-2 ล้านบาท) หรือการจ่ายเงิน 3 ล้านรูปีเพื่อให้ได้ข้อสอบก่อนสอบหนึ่งคืน วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ดังเช่น "Vyapam Scam" หรือมหากาพย์การโกงสอบที่มีทั้งการจ้างมือปืนสอบแทน (Impostor) การเข้าไปแก้คะแนนในระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ และระบบ "เครื่องยนต์-ตู้โดยสาร" (Engine-bogie system) ที่ให้คนเก่งนั่งสอบข้างผู้จ่ายเงินเพื่อส่งโพยคำตอบ
มหากาพย์ Vyapam Scam
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://www.thepeople.co/history/the-legend/57010
ทำไมต้องโกง
การทุจริตที่เกิดขึ้นทั้งหมดสามารถอธิบายได้ด้วยแรงจูงใจทางผลประโยชน์ (Incentives) ดังนี้
1. ภาวะอุปทานขาดแคลนขั้นวิกฤต (Severe Supply Shortage)
สินค้าในตลาดนี้คือ "ที่นั่งในคณะแพทย์" ซึ่งมีโควตาเพียงประมาณ 1.29 แสนที่นั่ง แต่มีความต้องการ (Demand) จากผู้สมัครสูงถึง 2.28 ล้านคน คิดเป็นโอกาสสอบติดเพียง 5-6% เมื่อความต้องการล้นหลามแต่ทรัพยากรมีจำกัด ทรัพยากรนั้นย่อมมี "มูลค่าส่วนเพิ่ม" (Premium) ที่สูงมหาศาล
2.
ผลตอบแทนจากการลงทุน (High Return on Investment - ROI)
การจ่ายเงิน 5 ล้านรูปี ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย แต่คือ
"การลงทุนในสินทรัพย์มนุษย์" (Human Capital Investment) อาชีพแพทย์ในอินเดียเป็นหนึ่งในไม่กี่เส้นทางที่การันตีผลตอบแทนขั้นสูงลิ่ว ทั้งรายได้ตลอดชีพ สถานะทางสังคม และความมั่นคง เมื่อนำมูลค่าปัจจุบันของรายได้ที่จะได้รับในอนาคต (Net Present Value) มาหักลบกับเงินสินบนที่จ่ายไป การลงทุนนี้จึงให้ผลกำไรที่ "คุ้มค่าความเสี่ยง" ในสายตาของผู้ซื้อ
3.
ตลาดมืดและเศรษฐศาสตร์การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Shadow Economy & Rent-Seeking)
เมื่อระบบปกติมีการแข่งขันที่เข้าขั้นบ้าคลั่ง จึงเกิดช่องโหว่ให้ผู้มีอำนาจและเครือข่ายใต้ดินเข้ามาทำกำไร (Rent-seeking) เกิดเป็นธุรกิจสีเทาครบวงจร ตั้งแต่สถาบันกวดวิชาที่กอบโกยรายได้มหาศาล (อุตสาหกรรมกวดวิชามีมูลค่าสูงถึงหลายพันล้านปอนด์) ไปจนถึงนายหน้า (Brokers) ที่สร้างนวัตกรรมการโกงเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตนเอง เช่น การเก็บค่าหัว 200,000 รูปีในการจัดหามือปืนรับจ้างสอบ หรือจ่ายเงิน 25,000 รูปีต่อหัวให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเปลี่ยนที่นั่งสอบให้เอื้อต่อการลอกข้อสอบ
4. ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ไม่อาจแบกรับได้ (Unbearable Opportunity Cost)
ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงและสวัสดิการจำกัด หากไม่สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือหางานราชการที่มั่นคงได้ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) สำหรับเยาวชนคือการต้องตกงานหรือมีรายได้ต่ำไปตลอดชีวิต ความสิ้นหวังนี้ทำให้ศีลธรรมมีราคาถูกลง และผลักดันให้คนยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility)
สรุป การโกงสอบแพทย์ในอินเดียไม่ใช่แค่เรื่องของคนทุจริตไม่กี่คน แต่เป็น
"ดัชนีชี้วัดความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ" ที่สะท้อนว่าเมื่อตลาดแรงงานปกติไม่สามารถผลิตอาชีพที่ดีได้อย่างเพียงพอ และความเหลื่อมล้ำบีบคั้น ผู้คนจึงพร้อมใช้กระบวนการ "ตลาดมืด" เพื่อซื้อเส้นทางลัดสู่ความมั่งคั่ง แม้จะต้องแลกมาด้วยการเหยียบย่ำอนาคตของชาติก็ตาม
ส่วนตัวอ่านแล้วเห็นว่าความเข้มข้นความเครียดในการสอบไม่แพ้เกาหลีใต้เลย ท่านใดมีความเห็น หรือประสบการณ์ตรงแสดงความคิดเห็นได้เลยครับ

ที่มาข่าว(เอไอสรุปในช่วงแรก)
thehindu
อ้างอิงเหตุการณ์ช่วงแรก
อินเดียล้มกระดานสอบแพทย์
ch7
ผลสอบ NEET รอบจัดสอบใหม่ 2026 ของอินเดีย
การสอบรอบเดิมที่จัดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคม 2026 ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 เนื่องจากมีข้อครหาเรื่องข้อสอบรั่วไหลอย่างกว้างขวาง จึงต้องมีการจัดสอบใหม่ในวันที่ 21 มิถุนายน 2026 เพื่อความโปร่งใส
หากมองการสอบแข่งขันเป็นดั่ง "ตลาด" (Market) ที่ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกัน ข่าวการสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ของอินเดียเมื่อเร็วๆ นี้ คือภาพสะท้อนของตลาดที่เกิดภาวะ "ล้มเหลว" (Market Failure) อย่างรุนแรงที่สุด
รายงานข่าวจากสื่อ The Hindu ระบุถึงผลการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศอินเดีย (NEET-UG) รอบจัดสอบใหม่ประจำปี 2026 โดยมีนักเรียนจากรัฐทมิฬนาฑูถึง 12 คน ทำคะแนนได้สูงกว่า 690 คะแนน (จากเต็ม 720) ขณะเดียวกันภาพรวมของคะแนนตัดเชือก (Cut-off) ทั่วประเทศก็ขยับสูงขึ้นถึง 30-35 คะแนนเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักที่ต้องมีการ "สอบใหม่" (Re-test) ในเดือนมิถุนายน เป็นเพราะการสอบรอบแรกในเดือนพฤษภาคมถูกยกเลิกจากข้อหา "ข้อสอบรั่ว" และการทุจริตเป็นวงกว้าง
เกร็ดการสอบ NEET
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ผลสอบที่คะแนนพุ่งสูงปรี๊ดและการต้องจัดสอบใหม่นี้ เชื่อมโยงโดยตรงกับวิกฤตการณ์โกงข้อสอบระดับชาติ สนามสอบ NEET-UG คือหนึ่งในสนามที่โหดที่สุดในโลก และตกเป็นเป้าหมายของเครือข่ายทุจริตที่มีการซื้อขายข้อสอบล่วงหน้าในราคาสูงถึง 5 ล้านรูปี (ราว 1.9-2 ล้านบาท) หรือการจ่ายเงิน 3 ล้านรูปีเพื่อให้ได้ข้อสอบก่อนสอบหนึ่งคืน วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ดังเช่น "Vyapam Scam" หรือมหากาพย์การโกงสอบที่มีทั้งการจ้างมือปืนสอบแทน (Impostor) การเข้าไปแก้คะแนนในระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ และระบบ "เครื่องยนต์-ตู้โดยสาร" (Engine-bogie system) ที่ให้คนเก่งนั่งสอบข้างผู้จ่ายเงินเพื่อส่งโพยคำตอบ
มหากาพย์ Vyapam Scam
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ทำไมต้องโกง
การทุจริตที่เกิดขึ้นทั้งหมดสามารถอธิบายได้ด้วยแรงจูงใจทางผลประโยชน์ (Incentives) ดังนี้
1. ภาวะอุปทานขาดแคลนขั้นวิกฤต (Severe Supply Shortage)
สินค้าในตลาดนี้คือ "ที่นั่งในคณะแพทย์" ซึ่งมีโควตาเพียงประมาณ 1.29 แสนที่นั่ง แต่มีความต้องการ (Demand) จากผู้สมัครสูงถึง 2.28 ล้านคน คิดเป็นโอกาสสอบติดเพียง 5-6% เมื่อความต้องการล้นหลามแต่ทรัพยากรมีจำกัด ทรัพยากรนั้นย่อมมี "มูลค่าส่วนเพิ่ม" (Premium) ที่สูงมหาศาล
2. ผลตอบแทนจากการลงทุน (High Return on Investment - ROI)
การจ่ายเงิน 5 ล้านรูปี ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย แต่คือ "การลงทุนในสินทรัพย์มนุษย์" (Human Capital Investment) อาชีพแพทย์ในอินเดียเป็นหนึ่งในไม่กี่เส้นทางที่การันตีผลตอบแทนขั้นสูงลิ่ว ทั้งรายได้ตลอดชีพ สถานะทางสังคม และความมั่นคง เมื่อนำมูลค่าปัจจุบันของรายได้ที่จะได้รับในอนาคต (Net Present Value) มาหักลบกับเงินสินบนที่จ่ายไป การลงทุนนี้จึงให้ผลกำไรที่ "คุ้มค่าความเสี่ยง" ในสายตาของผู้ซื้อ
3. ตลาดมืดและเศรษฐศาสตร์การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Shadow Economy & Rent-Seeking)
เมื่อระบบปกติมีการแข่งขันที่เข้าขั้นบ้าคลั่ง จึงเกิดช่องโหว่ให้ผู้มีอำนาจและเครือข่ายใต้ดินเข้ามาทำกำไร (Rent-seeking) เกิดเป็นธุรกิจสีเทาครบวงจร ตั้งแต่สถาบันกวดวิชาที่กอบโกยรายได้มหาศาล (อุตสาหกรรมกวดวิชามีมูลค่าสูงถึงหลายพันล้านปอนด์) ไปจนถึงนายหน้า (Brokers) ที่สร้างนวัตกรรมการโกงเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตนเอง เช่น การเก็บค่าหัว 200,000 รูปีในการจัดหามือปืนรับจ้างสอบ หรือจ่ายเงิน 25,000 รูปีต่อหัวให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเปลี่ยนที่นั่งสอบให้เอื้อต่อการลอกข้อสอบ
4. ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ไม่อาจแบกรับได้ (Unbearable Opportunity Cost)
ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงและสวัสดิการจำกัด หากไม่สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือหางานราชการที่มั่นคงได้ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) สำหรับเยาวชนคือการต้องตกงานหรือมีรายได้ต่ำไปตลอดชีวิต ความสิ้นหวังนี้ทำให้ศีลธรรมมีราคาถูกลง และผลักดันให้คนยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility)
สรุป การโกงสอบแพทย์ในอินเดียไม่ใช่แค่เรื่องของคนทุจริตไม่กี่คน แต่เป็น "ดัชนีชี้วัดความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ" ที่สะท้อนว่าเมื่อตลาดแรงงานปกติไม่สามารถผลิตอาชีพที่ดีได้อย่างเพียงพอ และความเหลื่อมล้ำบีบคั้น ผู้คนจึงพร้อมใช้กระบวนการ "ตลาดมืด" เพื่อซื้อเส้นทางลัดสู่ความมั่งคั่ง แม้จะต้องแลกมาด้วยการเหยียบย่ำอนาคตของชาติก็ตาม
ส่วนตัวอ่านแล้วเห็นว่าความเข้มข้นความเครียดในการสอบไม่แพ้เกาหลีใต้เลย ท่านใดมีความเห็น หรือประสบการณ์ตรงแสดงความคิดเห็นได้เลยครับ
ที่มาข่าว(เอไอสรุปในช่วงแรก) thehindu
อ้างอิงเหตุการณ์ช่วงแรก