เข้าสู่ภาวะอ้วนแล้ว เซลล์ไขมันมันจำได้นะคะว่าเคยอ้วน ไม่ว่าจะอ้วนชัดๆ หรืออ้วนซ่อนรูปมาจำหมด นี่คือที่มาว่าทำไมควรเปลี่ยนพฤติกรรมถาวรไง ไม่งั้นเจอโยโย่จ้า
.
🧬 เซลล์ไขมันที่เคย ‘อ้วนปริ’ แม้จะลดน้ำหนักกลับมาปกติแล้ว แต่มันยังมี ‘ความจำ’ ฝังอยู่ ทำให้กลับมาอ้วนได้ง่ายกว่าปกติ จึงเป็นที่มาว่าการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไป
หลายคนลดน้ำหนักได้สำเร็จ แต่พอเผลอแป๊บเดียว น้ำหนักกลับขึ้นง่ายผิดปกติ นี่ไม่ใช่เพราะวินัยไม่ดี แต่เพราะ เนื้อเยื่อไขมันมีความจำ
.
🟢 เนื้อเยื่อไขมันไม่ได้แค่เก็บแต่ไตรกลีเซอไรด์ไว้เป็นพลังงานสำรองเท่านั้นนะคะ แต่ยังหลั่งฮอร์โมนช่วยร่างกายตามแต่ละสถานการณ์ เช่น ตอนระยะพัก จะหลั่งสารฟื้นฟู/ต้านอักเสบ แต่ถ้ามี stress เกิดขึ้น จะหลั่งสารอักเสบ
ปัญหาที่สำคัญคือ เซลล์ไขมันสะสมไขมันจนบวมเป่ง มันจะเบียดกันจน stress แล้วเริ่มหลั่งสารอักเสบในที่สุด
.
🧫 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่พฤติกรรม ณ ขณะนั้นอย่างเดียว แต่ DNA ของมันยัง ‘ฝังความทรงจำ’ โดยใช้กลไกที่เรียกว่า epigenetics
นั่นคือ ทำให้สาย DNA จุดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเซลล์ไขมัน ถูกปิดผนึก/ปลดผนึก ทำให้เซลล์นั้นๆ ยังคงมีความสามารถบางอย่างมากเกินไป ต่างจากตอนปกติ
.
📖 พูดง่ายๆ คือ แม้น้ำหนักจะลดลงแล้ว แต่เซลล์ไขมันจำนวนมาก ยังไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งเคยอยู่ในสภาพที่มีพลังงานล้นเหลือ จึงตอบสนองต่อการได้รับพลังงานส่วนเกินได้ไวกว่าเดิมอยู่ช่วงหนึ่ง
.
จริงๆ เนื้อหาเอาเท่านี้ก็พอละค่ะ ต่อจากนี้จะอธิบายจริงจังว่า ‘ฝังความจำ’ ที่ว่า
มันไม่ใช่ความจำทั่วไปแบบเราจำนั่นจำนี่ แต่มาในรูปแบบพฤติกรรมของ DNA ที่เปลี่ยนไป นั่นคือ
🧪ตำแหน่ง DNA ที่มียีนอักเสบ เช่น CCL2, IL-6, TNF-a และ SOCS3 ถูกเปิดค้างไว้มากกว่าปกติ ทำให้แม้จะผอมแล้ว เซลล์ไขมัน ยังปลดปล่อยสารอักเสบง่ายกว่าปกติ ไประยะหนึ่ง
ตำแหน่ง DNA ที่มียีนสร้างและขยายเซลล์ไขมัน เช่น PPAR-g, Cebpa, Fabp4 ทำงานมากผิดปกติ ทำให้กินเกินแล้ว มีโอกาสสะสมไขมัน แล้วเซลล์เพิ่มจำนวน ขยายตัว ง่ายกว่าปกติ
ตำแหน่ง DNA ที่มียีนตอบสนองพลังงาน เช่น Srebf1 และเส้นทาง mTOR ทำให้ร่างกายเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ไว
.
.
.
🚨 ปัญหาที่ตามมาเลยคือ หลังจากลดน้ำหนักมาได้แล้ว เซลล์ไขมันยังมี DNA ที่สั่งให้อักเสบง่าย ขยายตัวง่าย และสร้างไขมันเก็บง่ายกว่าปกติ จึงไม่แปลกที่ถ้ากลับมากินตามปกติ น้ำหนักจะกลับมาขึ้นง่าย จนเกิดปรากฎการณ์ที่มักเรียกว่าโยโย่
.
🧩 แล้วแก้ไขอย่างไร
การลดน้ำหนัก คุมอาหารอย่างเดียวไม่พอ เมื่อน้ำหนักลดแล้ว ควรปรับการกินอาหารต่อไป ร่วมกับต้องช่วยปรับแวดล้อมให้เนื้อเยื่อกลับมาปกติ ก็ไม่พ้นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนหลับดี ลดเครียด ฯลฯ
ก็นั่นแหละค่ะ นี่เลยเป็นหนึ่งในเหตุผลว่า
ผ่านด่านการคุมอาหารมาอย่างยากแล้ว อย่าเพิ่งดีใจ
ควรทำอย่างอื่นด้วย โดยเฉพาะออกกำลังกายค่ะ
.
.
.
เสมือนร่างกายมันจำอดีตได้ถึงระดับเซลล์นั่นแหละ
(เรื่องดีๆ ดันไม่จำ ชอบจำเรื่องแย่ๆ เพราะมันกลัวอนาคตจะซ้ำร้อยไง)
ความทรงจำของเซลล์ไขมัน คือเหตุผลว่าทำไมการดูแลสุขภาพต้อง “ทำต่อเนื่อง”
ไม่ใช่เพื่อลดน้ำหนักอย่างเดียว แต่เพื่อลบความทรงจำเดิมของไขมัน และเขียนความจำใหม่ที่แข็งแรงกว่า
https://www.facebook.com/share/p/14ho8w1Uniu/
🍔🥓 เซลล์ไขมันจำได้ว่าเคยอ้วนทำให้กลับมาอ้วนไว ที่เรียกว่า โยโย่
.
🧬 เซลล์ไขมันที่เคย ‘อ้วนปริ’ แม้จะลดน้ำหนักกลับมาปกติแล้ว แต่มันยังมี ‘ความจำ’ ฝังอยู่ ทำให้กลับมาอ้วนได้ง่ายกว่าปกติ จึงเป็นที่มาว่าการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไป
หลายคนลดน้ำหนักได้สำเร็จ แต่พอเผลอแป๊บเดียว น้ำหนักกลับขึ้นง่ายผิดปกติ นี่ไม่ใช่เพราะวินัยไม่ดี แต่เพราะ เนื้อเยื่อไขมันมีความจำ
.
🟢 เนื้อเยื่อไขมันไม่ได้แค่เก็บแต่ไตรกลีเซอไรด์ไว้เป็นพลังงานสำรองเท่านั้นนะคะ แต่ยังหลั่งฮอร์โมนช่วยร่างกายตามแต่ละสถานการณ์ เช่น ตอนระยะพัก จะหลั่งสารฟื้นฟู/ต้านอักเสบ แต่ถ้ามี stress เกิดขึ้น จะหลั่งสารอักเสบ
ปัญหาที่สำคัญคือ เซลล์ไขมันสะสมไขมันจนบวมเป่ง มันจะเบียดกันจน stress แล้วเริ่มหลั่งสารอักเสบในที่สุด
.
🧫 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่พฤติกรรม ณ ขณะนั้นอย่างเดียว แต่ DNA ของมันยัง ‘ฝังความทรงจำ’ โดยใช้กลไกที่เรียกว่า epigenetics
นั่นคือ ทำให้สาย DNA จุดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเซลล์ไขมัน ถูกปิดผนึก/ปลดผนึก ทำให้เซลล์นั้นๆ ยังคงมีความสามารถบางอย่างมากเกินไป ต่างจากตอนปกติ
.
📖 พูดง่ายๆ คือ แม้น้ำหนักจะลดลงแล้ว แต่เซลล์ไขมันจำนวนมาก ยังไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งเคยอยู่ในสภาพที่มีพลังงานล้นเหลือ จึงตอบสนองต่อการได้รับพลังงานส่วนเกินได้ไวกว่าเดิมอยู่ช่วงหนึ่ง
.
จริงๆ เนื้อหาเอาเท่านี้ก็พอละค่ะ ต่อจากนี้จะอธิบายจริงจังว่า ‘ฝังความจำ’ ที่ว่า
มันไม่ใช่ความจำทั่วไปแบบเราจำนั่นจำนี่ แต่มาในรูปแบบพฤติกรรมของ DNA ที่เปลี่ยนไป นั่นคือ
🧪ตำแหน่ง DNA ที่มียีนอักเสบ เช่น CCL2, IL-6, TNF-a และ SOCS3 ถูกเปิดค้างไว้มากกว่าปกติ ทำให้แม้จะผอมแล้ว เซลล์ไขมัน ยังปลดปล่อยสารอักเสบง่ายกว่าปกติ ไประยะหนึ่ง
ตำแหน่ง DNA ที่มียีนสร้างและขยายเซลล์ไขมัน เช่น PPAR-g, Cebpa, Fabp4 ทำงานมากผิดปกติ ทำให้กินเกินแล้ว มีโอกาสสะสมไขมัน แล้วเซลล์เพิ่มจำนวน ขยายตัว ง่ายกว่าปกติ
ตำแหน่ง DNA ที่มียีนตอบสนองพลังงาน เช่น Srebf1 และเส้นทาง mTOR ทำให้ร่างกายเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ไว
.
.
.
🚨 ปัญหาที่ตามมาเลยคือ หลังจากลดน้ำหนักมาได้แล้ว เซลล์ไขมันยังมี DNA ที่สั่งให้อักเสบง่าย ขยายตัวง่าย และสร้างไขมันเก็บง่ายกว่าปกติ จึงไม่แปลกที่ถ้ากลับมากินตามปกติ น้ำหนักจะกลับมาขึ้นง่าย จนเกิดปรากฎการณ์ที่มักเรียกว่าโยโย่
.
🧩 แล้วแก้ไขอย่างไร
การลดน้ำหนัก คุมอาหารอย่างเดียวไม่พอ เมื่อน้ำหนักลดแล้ว ควรปรับการกินอาหารต่อไป ร่วมกับต้องช่วยปรับแวดล้อมให้เนื้อเยื่อกลับมาปกติ ก็ไม่พ้นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนหลับดี ลดเครียด ฯลฯ
ก็นั่นแหละค่ะ นี่เลยเป็นหนึ่งในเหตุผลว่า
ผ่านด่านการคุมอาหารมาอย่างยากแล้ว อย่าเพิ่งดีใจ
ควรทำอย่างอื่นด้วย โดยเฉพาะออกกำลังกายค่ะ
.
.
.
เสมือนร่างกายมันจำอดีตได้ถึงระดับเซลล์นั่นแหละ
(เรื่องดีๆ ดันไม่จำ ชอบจำเรื่องแย่ๆ เพราะมันกลัวอนาคตจะซ้ำร้อยไง)
ความทรงจำของเซลล์ไขมัน คือเหตุผลว่าทำไมการดูแลสุขภาพต้อง “ทำต่อเนื่อง”
ไม่ใช่เพื่อลดน้ำหนักอย่างเดียว แต่เพื่อลบความทรงจำเดิมของไขมัน และเขียนความจำใหม่ที่แข็งแรงกว่า
https://www.facebook.com/share/p/14ho8w1Uniu/