สวดมนต์ คาถาอะไรบ้างที่พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาต แบบไหนห้าม แบบไหนเข้าข่ายอวิชชา


....
เรื่องสวดมนต์กับคาถา เป็นเรื่องที่คนไทยคุ้นมากครับ
บางคนสวดก่อนนอน
บางคนสวดตอนกลัว
บางคนสวดเพื่อให้ใจสงบ
บางคนสวดเพื่อขอให้ค้าขายดี แคล้วคลาด เมตตามหานิยม หรือกันภัย
คำถามคือ ในมุมพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการสวดแบบไหน
แบบไหนไม่ควร
และแบบไหนเริ่มเข้าข่ายอวิชชา หรือเดรัจฉานวิชา
เรื่องนี้ต้องแยกให้ชัดครับ
เพราะ “การสวด” ไม่ได้ผิดทั้งหมด
แต่ “เจตนาในการสวด” และ “ความเชื่อที่เอาไปผูกกับการสวด” ต่างหากที่ทำให้ทางมันแยกกัน
....
สวดมนต์แบบพุทธแท้ ๆ คือสวดเพื่อระลึก ไม่ใช่สวดเพื่อบงการโลก
....
ถ้าพูดแบบเรียบง่าย การสวดในพุทธศาสนามีแกนสำคัญคือการระลึกถึงพระธรรม
สวดแล้วใจสงบ
สวดแล้วเกิดศรัทธา
สวดแล้วนึกถึงศีล
สวดแล้วลดความฟุ้งซ่าน
สวดแล้วมีเมตตา
สวดแล้วอยากทำดีมากขึ้น
แบบนี้เป็นการสวดที่ไปในทางพุทธ
เช่น สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
สวดเมตตา
สวดมงคลสูตร
สวดรัตนสูตร
สวดกรณียเมตตสูตร
สวดโพชฌงคปริตร
สวดเพื่อพิจารณาความไม่เที่ยง
สวดเพื่อเตือนใจตัวเองว่า อย่าประมาท
การสวดแบบนี้ไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อสั่งให้จักรวาลทำตามใจเรา
แต่เป็นการฝึกใจเราเองให้เข้าที่
....
แล้วพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตคาถาป้องกันภัยไหม
....
มีกรณีที่น่าสนใจมากในพระไตรปิฎก คือเรื่องบทสวดเกี่ยวกับเมตตาต่องูและสัตว์มีพิษ
ใน AN 4.67 มีเรื่องพระถูกงูกัด แล้วพระพุทธเจ้าตรัสให้แผ่เมตตาไปยังตระกูลงูทั้งหลาย
ใจความไม่ใช่การใช้คำวิเศษไปบังคับงู
แต่เป็นการตั้งจิตเมตตา ไม่เบียดเบียน และอยู่ร่วมกับสัตว์มีพิษด้วยความระวัง
ตรงนี้สำคัญครับ
เพราะถ้าดูดี ๆ พลังของบทสวดไม่ได้อยู่ที่เสียงลึกลับหรือคำขลังแบบเวทมนตร์
แต่อยู่ที่จิตที่มีเมตตา
นี่ต่างจากคาถาแบบไสยศาสตร์บางอย่างที่เชื่อว่า ตัวคำมีอำนาจบังคับสิ่งต่าง ๆ โดยไม่เกี่ยวกับศีลธรรมของผู้สวด
ในพุทธศาสนา ถ้าสวดแล้วใจมีเมตตา ไม่ประมาท และไม่เบียดเบียน นั่นไปในทางธรรม
แต่ถ้าสวดเพื่อให้ตัวเองเหนือคนอื่น บังคับคนอื่น หรือหลอกคนอื่น แบบนั้นเริ่มออกนอกทาง
....
บทสวดที่ควรสวดได้อย่างสบายใจ
....
ถ้าถามว่าบทสวดแบบไหนที่ควรสวดได้อย่างสบายใจ ผมคิดว่าแบ่งง่าย ๆ ได้แบบนี้
หนึ่ง บทระลึกถึงพระรัตนตรัย
เช่น นะโม พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
สวดเพื่อระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และตั้งใจอยู่ในทางดี
สอง บทที่เป็นพระสูตร
เช่น มงคลสูตร รัตนสูตร เมตตสูตร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร อาทิตตปริยายสูตร
สวดเพื่อจำคำสอน และเอาไปคิดต่อในชีวิต
สาม บทเมตตา
เช่น แผ่เมตตาให้ตนเอง ผู้อื่น สัตว์ทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรในความหมายแบบไม่ผูกพยาบาท
ถ้าสวดแล้วใจอ่อนลง โกรธน้อยลง เกลียดน้อยลง แบบนี้ดี
สี่ บทพิจารณา
เช่น พิจารณาอาหาร พิจารณาสังขาร พิจารณาความตาย
ฟังดูไม่หวือหวา แต่ช่วยให้ไม่ประมาท
ห้า บทปริตร
เช่น รัตนสูตร เมตตสูตร มงคลสูตร โพชฌงคปริตร ขันธปริตร
ในไทยนิยมสวดเป็นบทคุ้มครอง แต่ถ้าเข้าใจให้ตรง ควรสวดคู่กับศรัทธา เมตตา ความไม่ประมาท และการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ไม่ใช่สวดแทนการทำดี
....
แบบไหนที่เริ่มไม่ใช่ทางพุทธ
....
ถ้าคาถานั้นเน้นให้เกิดความโลภ ความหลง หรือการเอาเปรียบคนอื่น ควรระวังมาก
เช่น สวดเพื่อให้คนรักหลง
สวดเพื่อทำให้คนอื่นเลิกกับแฟน
สวดเพื่อให้คู่แข่งพัง
สวดเพื่อให้คนอื่นเจ็บป่วย
สวดเพื่อสะกดใจคน
สวดเพื่อให้ขายของได้โดยหลอกลูกค้า
สวดเพื่อให้รวยโดยไม่ต้องทำเหตุที่ถูกต้อง
สวดเพื่อชนะการพนัน
สวดเพื่อให้ศัตรูล่มจม
แบบนี้ถึงจะเรียกว่าคาถา แต่เจตนาไม่ใช่พุทธแล้วครับ
เพราะแกนของพุทธคือไม่เบียดเบียน ลดโลภ ลดโกรธ ลดหลง
ถ้าสวดยิ่งทำให้โลภมากขึ้น โกรธมากขึ้น อยากควบคุมคนอื่นมากขึ้น แบบนั้นต่อให้มีคำบาลีปนอยู่ ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นธรรมะ
....
เดรัจฉานวิชาคืออะไร
....
ในพระสูตรอย่างสามัญญผลสูตร มีการพูดถึงสิ่งที่สมณะไม่ควรใช้เลี้ยงชีพ เรียกว่าเดรัจฉานวิชา หรือวิชาขวางทางธรรม
มีตัวอย่างหลายอย่าง เช่น ทำนายดวงดาว ทำนายสุริยุปราคา จันทรุปราคา ดูฤกษ์แต่งงาน ดูฤกษ์หย่า ดูฤกษ์ลงทุน ทำเสน่ห์ สาปแช่ง ผูกลิ้น ทำให้เป็นใบ้ ทำพิธีถามผี ดูลาง บูชาเทพเพื่อผลทางโลก และเรื่องทำนองไสยศาสตร์ต่าง ๆ
ใจความสำคัญคือ พระไม่ควรหากินด้วยวิชาเหล่านี้
เพราะมันพาคนไปทางความงมงาย ความกลัว ความอยากได้ผลลัด และความหลงอำนาจลี้ลับ
ถ้าพระใช้คาถาเพื่อเรียกเงิน เรียกศรัทธา ขายวัตถุมงคลแบบอ้างอิทธิฤทธิ์ ขู่คนด้วยกรรมเกินจริง หรือทำให้คนกลัวจนต้องจ่ายเงิน อันนี้น่าระวังมาก
ไม่ใช่แค่เรื่องสวดแล้วผิดไหม
แต่มันเริ่มเป็นมิจฉาชีพของสมณะ
....
พระพุทธเจ้าทรงห้ามการสวดทุกแบบไหม
....
ไม่ใช่ครับ
ถ้าพระพุทธเจ้าห้ามการสวดทั้งหมด คงไม่มีการสาธยายธรรม ไม่มีการท่องจำพระสูตร ไม่มีการระลึกถึงธรรมะ
ในยุคแรก การท่องจำและสวดสาธยายเป็นวิธีรักษาคำสอนด้วยซ้ำ
เพราะยังไม่มีหนังสือพิมพ์แจกแบบปัจจุบัน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเปล่งเสียง
แต่อยู่ที่การเอาเสียงนั้นไปใช้แบบผิดทาง
สวดเพื่อจำธรรมะ อันนี้ดี
สวดเพื่อทำใจให้สงบ อันนี้ดี
สวดเพื่อเกิดเมตตา อันนี้ดี
สวดเพื่ออวดว่าตัวเองขลัง อันนี้เริ่มเสีย
สวดเพื่อหลอกคนอื่น อันนี้อันตราย
สวดเพื่อทำร้ายหรือครอบงำคนอื่น อันนี้ออกนอกทางแน่นอน
....
ทำไมพระพุทธเจ้าไม่เน้นของขลัง
....
ในเกวัฏฏสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงปาฏิหาริย์ 3 อย่าง คือฤทธิ์ การรู้ใจ และปาฏิหาริย์ทางคำสอน
พระองค์ไม่ได้ยกการแสดงฤทธิ์เป็นสิ่งสูงสุด
กลับทรงเน้นปาฏิหาริย์ทางคำสอนมากกว่า
เพราะฤทธิ์ทำให้คนตื่นตาได้
แต่คำสอนทำให้คนเปลี่ยนชีวิตได้
นี่เอามาใช้กับคาถาได้เหมือนกัน
ถ้าคาถาทำให้คนติดความขลัง แต่ไม่เลิกโกหก ไม่เลิกเบียดเบียน ไม่เลิกโลภ ไม่เลิกประมาท ก็ยังไม่ถึงแก่น
แต่ถ้าบทสวดธรรมดา ๆ ทำให้คนใจเย็นลง มีศีลมากขึ้น เมตตามากขึ้น เลิกพยาบาทคนอื่นได้ แบบนี้กลับใกล้พุทธกว่ามาก
....
คาถาแบบไหนเข้าข่ายอวิชชา
....
อวิชชาแปลแบบง่าย ๆ คือความไม่รู้ตามจริง
ไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผล ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้ทางออกจากทุกข์
คาถาจะเริ่มเข้าข่ายอวิชชาเมื่อทำให้เราเชื่อผิดจากเหตุและผล
เช่น คิดว่าสวดแล้วไม่ต้องทำดี
คิดว่าสวดแล้วบาปหายโดยไม่ต้องแก้ไข
คิดว่าสวดแล้วรวยโดยไม่ต้องทำงานสุจริต
คิดว่าสวดแล้วทำร้ายคนอื่นได้โดยไม่เป็นกรรม
คิดว่าสวดแล้วศีลไม่จำเป็น
คิดว่าสวดแล้วแทนการรักษาโรคได้ทั้งหมด
คิดว่าสวดแล้วไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง
แบบนี้อันตรายครับ
เพราะมันเอาคาถามาแทนปัญญา
พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราหนีเหตุผล
แต่สอนให้เห็นเหตุปัจจัยให้ชัดขึ้น
ถ้าสวดแล้วฉลาดขึ้น เมตตาขึ้น มีสติมากขึ้น อันนี้ดี
ถ้าสวดแล้วงมงายขึ้น กลัวขึ้น โลภขึ้น หลงคนขายคาถามากขึ้น อันนี้ควรหยุดคิด
....
แล้วคนทั่วไปสวดคาถายอดฮิตได้ไหม
....
ถ้าเป็นบทที่สวดแล้วทำให้ใจสงบ ไม่เบียดเบียนใคร และไม่เชื่อเกินเหตุ ก็สวดได้ในฐานะเครื่องช่วยใจ
แต่ควรรู้ว่าอะไรเป็นพระสูตร อะไรเป็นบทแต่งภายหลัง อะไรเป็นคาถาพื้นบ้าน อะไรเป็นไสยศาสตร์
ไม่ต้องดูถูกทั้งหมด
แต่ควรแยกชั้นให้ถูก
บทที่มาจากพระสูตร ควรอ่านความหมายด้วย
บทที่แต่งภายหลัง ถ้าสวดเพื่อศรัทธาและเตือนใจ ก็ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน
แต่ถ้าบทไหนอ้างว่าทำให้คนหลงรัก ทำให้ศัตรูพัง ทำให้รวยทันที ทำให้ไม่ต้องรับผลกรรม หรือทำให้เหนือคนอื่น อันนี้ควรถอยออกมา
เพราะมันพาใจไปทางโลภ โกรธ หลง มากกว่าพาไปทางธรรม
....
สวดอย่างไรให้ไม่หลงทาง
....
หนึ่ง รู้ความหมายของบทสวดบ้าง
ไม่จำเป็นต้องแปลได้ทุกคำ แต่ควรรู้ว่ากำลังสวดเพื่ออะไร
สอง สวดแล้วดูใจตัวเอง
ใจสงบขึ้นไหม เมตตาขึ้นไหม หรือยิ่งอยากได้มากขึ้น
สาม อย่าใช้บทสวดแทนศีล
สวดเก่งแค่ไหน ถ้ายังโกง ยังหลอก ยังทำร้ายคนอื่น ก็ยังไม่ใช่ทางดี
สี่ อย่าใช้บทสวดแทนการรักษาโรค
สวดช่วยใจได้ แต่ถ้าป่วยต้องพบแพทย์ด้วย
ห้า อย่าใช้บทสวดเพื่อควบคุมคนอื่น
ความรัก ความสำเร็จ และชีวิตที่ดี ควรเกิดจากเหตุที่ถูกต้อง ไม่ใช่การบังคับใจใครด้วยคาถา
หก อย่าให้ใครเอาความกลัวมาขายศรัทธา
ถ้าเขาบอกว่าต้องจ่ายเงิน ไม่งั้นจะเกิดภัย ต้องระวังมาก
....
มองแบบง่ายที่สุด
....
บทสวดในทางพุทธ ควรทำให้ใจกลับมาหาธรรมะ
ไม่ใช่พาใจออกไปหาความขลังจนลืมธรรมะ
ถ้าสวดแล้วอยากรักษาศีลมากขึ้น
อยากพูดดีขึ้น
อยากเมตตาคนอื่นมากขึ้น
อยากรับผิดชอบชีวิตตัวเองมากขึ้น
อยากลดความโลภ ความโกรธ ความหลง
แบบนี้สวดไปเถอะครับ
แต่ถ้าสวดแล้วอยากเอาชนะคนอื่น อยากบังคับใจคนอื่น อยากรวยทางลัด อยากให้คนที่เกลียดล่มจม หรือกลัวจนต้องซื้อพิธีไม่หยุด แบบนั้นควรถามตัวเองว่า เรากำลังเดินเข้าหาธรรมะ หรือกำลังเดินออกจากธรรมะกันแน่
คาถาที่ดีที่สุดในพุทธศาสนา อาจไม่ใช่คำที่ทำให้โลกทำตามใจเรา
แต่อาจเป็นคำที่ทำให้ใจเรารู้จักหยุด โลภน้อยลง โกรธน้อยลง และเห็นความจริงมากขึ้น
....
แหล่งอ้างอิง
....
AN 4.67 Ahina Sutta เรื่องบทสวดเมตตาต่องูและสัตว์มีพิษ
https://www.accesstoinsight.org/tipitaka/an/an04/an04.067.than.html
DN 2 Samaññaphala Sutta เรื่องเดรัจฉานวิชาและมิจฉาชีพของสมณะ
https://www.accesstoinsight.org/tipitaka/dn/dn.02.0.than.html
DN 11 Kevatta Sutta เรื่องปาฏิหาริย์และการไม่เน้นฤทธิ์เพื่อเรียกศรัทธา
https://www.accesstoinsight.org/tipitaka/dn/dn.11.0.than.html
DN 11 เกวัฏฏสูตร จาก SuttaCentral
https://suttacentral.net/dn11/en/sujato
Khp 9 Metta Sutta จาก SuttaCentral
https://suttacentral.net/kp9/en/sujato
Khp 5 Mangala Sutta จาก SuttaCentral
https://suttacentral.net/kp5/en/sujato
Khp 6 Ratana Sutta จาก SuttaCentral
https://suttacentral.net/kp6/en/sujato
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่