เห็นข่าวที่ คุณธัญธร ส.ส.พรรคประชาชนได้สอบถามรัฐบาลเรื่องการต่อขยายสายสีน้ำเงินว่า จะได้ต่อขยายเมื่อไร ซึ่งได้รับคำตอบว่า จำนวนประชากรในพื้นที่แถบนั้นยังไม่พอ ต้องจำนวนประชากรตามเกณฑ์เท่าโน้นเท่านี้
https://www.facebook.com/share/v/18dYRyMUX5/
กระทู้นี้จึงขอพูดถึงการสร้างรถไฟฟ้าอย่างนี้ว่า การก่อสร้างสายสีเขียวกับสายสีม่วงนั้นก็มีแนวทางก่อสร้างที่แตกต่างกัน การสร้างสายสีเขียวนั้นใช้หลักเมืองนำหน้าคมนาคม คือ สร้างรถไฟตรงใจกลางเมือง ตรงย่านเศรษฐกิจของเมือง ทำให้คนสามารถเดินทางในย่านใจกลางเมืองได้สะดวกสบาย ผลก็คือทำให้คนพื้นที่ใจกลางเมืองนั้นหันมาใช้รถไฟฟ้ากันแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวและลดการบริการของรถเมล์ลงได้ สามารถบรรเทารถติดตรงใจกลางเมืองได้ดี ได้ทุนคืนเร็ว เพราะมีผู้ใช้บริการมาก มีคนซื้อตั๋วโดยสารเยอะ
สายสีม่วงนั้นใช้หลักคมนาคมนำหน้าเมือง สร้างรถไฟฟ้าออกไปนอกเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ที่คนอยู่อาศัยน้อย แล้วปล่อยให้นายทุนมาสร้างที่อยู่อาศัยอย่างเช่นคอนโดติดสถานีรถไฟฟ้า เรียกว่า ทำเส้นทางคมนาคมไปก่อน แล้วจึงเกิดเมืองใหม่ตามมาทีหลัง ผลก็คือ ทำให้คนจากในตัวเมืองย้ายที่อยู่อาศัยออกไปอยู่นอกตัวเมืองได้ง่าย เพราะถึงจะอยู่ไกลถึงนอกเมือง อาศัยอยู่ตามคอนโดติดสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง แต่ด้วยรถไฟฟ้าที่ทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว ก็ทำให้รู้สึกได้ว่าตัวเมืองอยู่ใกล้เขามาก อยู่นอกเมืองก็ไม่ต่างจากอยู่ในเมือง ทำให้คนกลุ่มนึงตัดสินใจย้ายมาอยู่นอกเมืองได้ง่าย ส่งผลให้ความหนาแน่นของผู้คนในตัวเมืองก็ลดลง คนในเมืองใช้ชีวิตอยู่สบายขึ้น
การสร้างรถไฟฟ้าไม่มีสูตรตายตัวหรอกว่า จะต้องมีประชากรจำนวนเท่าโน้นเท่านี้ ไม่มีประชากรเลยก็สร้างได้ เดี๋ยวประชากรก็จะตามไปอยู่ในที่ที่สัญจรสะดวกเอง
ตัวอย่างในอดีตทั้งในไทยและต่างประเทศ
พื้นที่ร้างหรือผืนป่าที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นชุมชนเมืองจากการสร้างทางรถไฟไปก่อน แล้วคนค่อยย้ายตามไปอยู่อาศัยรอบสถานี
ตัวอย่างพื้นที่สำคัญในไทยได้แก่:
• พื้นที่แถวสถานีรถไฟต่างๆ ในภูมิภาค (เช่น โคราช): ในสมัย ร.5 เมื่อมีการตัดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (สายแรก) ผ่านพื้นที่รกร้างและป่าดงพงไพร เมื่อรถไฟไปถึง ที่แห่งนั้นจะถูกพัฒนาเป็นชุมชน จากเดิมที่เข้าถึงยากกลายเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้า บ้านเรือนจะเปลี่ยนจากวัสดุธรรมชาติ (ใบจาก) มาเป็นหลังคาสังกะสี
• สถานีรถไฟอู่ตะเภา (อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา): เดิมเป็นที่รกร้างและเคยเป็นสถานีใหญ่ ต่อมาเมื่อมีการย้ายสถานีหลักไปหาดใหญ่ สถานีอู่ตะเภาลดความสำคัญลง กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จนกระทั่งมีประชาชนจากต่างจังหวัดเข้ามาบุกเบิกปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยรอบพื้นที่สถานีจนกลายเป็นชุมชน
• พื้นที่ตลอดเส้นทางสายใต้ (เช่น ราชบุรี): การก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ผ่านป่าและพื้นที่รกร้างในอดีต ทำให้เกิดสถานีและจุดหยุดรถ เช่น สถานีรถไฟเพชรบุรี และสะพานจุฬาลงกรณ์ ทำให้เกิดชุมชนหนาแน่นขึ้นตามแนวรถไฟ
สาเหตุหลักที่คนย้ายไปอยู่รอบสถานีรถไฟ:
• การเข้าถึงความเจริญ: รถไฟเชื่อมเมืองหลวงกับพื้นที่ห่างไกล
• การขนส่งสินค้า: สะดวกในการนำสินค้าไปขายที่กรุงเทพฯ หรือขนวัตถุดิบเข้าพื้นที่
• การจับจองพื้นที่: ผืนป่าหรือพื้นที่รกร้างว่างเปล่ากลายเป็นทำเลทองที่ถูกบุกเบิก
ตัวอย่างในต่างประเทศ
• สหรัฐอเมริกา (ศตวรรษที่ 19): ทางรถไฟสายข้ามทวีป (Transcontinental Railroad) สร้างผ่านพื้นที่ว่างเปล่า/ตะวันตก และมีการตั้งสถานี ทำให้เกิดเมืองใหม่ตามแนวทางรถไฟ
• สหราชอาณาจักร (ศตวรรษที่ 19): เครือข่ายรถไฟแผ่ขยายจากลอนดอนไปยังพื้นที่รอบนอก ทำให้เมืองต่างๆ เติบโตขึ้นรอบสถานี
• ญี่ปุ่น (โตเกียว): การสร้างรถไฟยกระดับเชื่อมสถานีหลักในอดีต (เช่น ชิมบาชิ-อุเอโนะ) เป็นส่วนหนึ่งของการวางผังเมืองและพัฒนาพื้นที่ศูนย์กลาง
รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ช่วยกระจายคนออกนอกเมือง ซึ่งก็มีสายสีแดงทำหน้าที่คล้ายกัน สายสีแดงก็ทำหน้าที่กระจายคนออกนอกเมืองเป็นหลัก เป็นรถไฟชานเมืองของแท้ คือว่าสถานีสายสีแดงที่อยู่ในตัวเมืองจะอยู่ใกล้กัน พอถึงช่วงชานเมือง สถานีก็จะมีน้อยและอยู่ห่างๆ ทำให้การเดินทางระหว่างในตัวเมืองกับนอกเมืองทำได้รวดเร็ว แต่ก็จะมีผู้โดยสารน้อย ต้องอาศัยระยะเวลาเติบโตมากกว่าสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน แต่ก็โตได้แน่ อย่างเซ็นทรัลเวสเกตก็ตามมาอยู่ที่บางใหญ่หลังจากที่เริ่มสร้างรถไฟฟ้าสายสึม่วงแล้ว ส่วนสายสีเขียวและน้ำเงินเริ่มต้นก็สร้างอยู่ในย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง สายเหล่านี้เน้นสร้างในย่านที่เศรษฐกิจเติบโตมาแล้ว จึงโตเร็ว คืนทุนเร็ว แต่ซักวันนึงสายสีม่วงและแดงก็จะเติบโตไม่ต่างจากน้ำเงินและเขียวที่อยู่ในย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง
พูดถึงสายสีเขียวช่วงปลายทางอย่างเคหะกับคูคต ก็ยังมีผู้ใช้บริการน้อย ไม่ใช่ว่าทุกสถานีของสายสีเขียวจะมีคนใช้เยอะ ตรงไหนที่ไปสร้างใหม่ ก็จะต้องอาศัยเวลาค่อยๆเติบโตไป ต่างจากสถานีที่สร้างมาก่อน
ต่อไปในอนาคตสถานีสายสีม่วงตั้งแต่เตาปูน-คลองบางไผ่ก็จะมีคนมาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นแหล่งที่คนอยู่จำนวนมาก เป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพ-ปริมณฑล แต่ต้องใช้เวลานานกว่าสายสีเขียวและน้ำเงินมาก เพราะสายนั้นเขาสร้างในย่านที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตมาแล้วแต่แรก
ประโยชน์หลักของสายสีม่วงคือ ช่วยกระจายคนออกนอกเมือง ให้กำไรด้านคุณภาพชีวิตมาก่อนค่าโดยสาร อย่าไปมองแต่เรื่องจำนวนเงินจากค่าตั๋วโดยสารอย่างเดียว คุณภาพชีวิตไม่ได้วัดจากการได้เงินเสมอไป
ความสำคัญของการกระจายคนออกนอกเมือง
• ลดความแออัดในเมืองใหญ่ (Reducing Urban Congestion): เมืองใหญ่เช่น กรุงเทพฯ มีความหนาแน่นสูง ทำให้เกิดปัญหารถติด มลภาวะ และความวุ่นวาย การกระจายคนออกไปช่วยลดภาระของโครงสร้างพื้นฐาน
• กระจายรายได้และเศรษฐกิจ (Economic Decentralization): ช่วยนำรายได้ไปสู่พื้นที่ต่างจังหวัด กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้เกิดงานทำในพื้นที่ และลดความจำเป็นในการเดินทางเข้ามาหางานในเมืองใหญ่
• พัฒนาคุณภาพชีวิต (Improving Quality of Life): เปิดโอกาสให้คนได้เลือกไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่ายขึ้น มีพื้นที่หายใจ ลดความเครียด และสร้างความสมดุลในชีวิต (Work-life balance)
• ลดการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด (Environmental Sustainability): เมืองที่หนาแน่นเกินไปนำไปสู่การเสื่อมสภาพของสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม การกระจายคนช่วยลดการใช้งานถนน ทางเดิน และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
• ลดความเหลื่อมล้ำและกระจายอำนาจ (Reducing Inequality): ส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตนเอง ลดการพึ่งพาจากส่วนกลาง ทำให้ชุมชนสามารถกำหนดทิศทางพัฒนาพื้นที่ของตนได้
และนี่คือประโยชน์ของการสร้างรถไฟฟ้าในย่านใจกลางเมือง
การสร้างรถไฟฟ้าในย่านเศรษฐกิจสำคัญมีประโยชน์มหาศาล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยประโยชน์หลักๆ มีดังนี้ครับ
• ยกระดับศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ: ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการขนส่งและเดินทาง ทำให้ระบบโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพขึ้น
• กระตุ้นการลงทุนและการจ้างงาน: ดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ทั้งในพื้นที่และบริเวณรอบสถานี (TOD) สร้างโอกาสในการทำงานและสร้างรายได้ในท้องถิ่น
• บรรเทาปัญหาการจราจร: ลดความแออัดของรถยนต์บนท้องถนนในเมืองใหญ่และย่านธุรกิจ
• เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: ลดมลพิษทางอากาศและเสียงจากการสันดาปน้ำมัน
• ยกระดับคุณภาพชีวิต: ช่วยให้ประชาชนเดินทางสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีความสม่ำเสมอของเวลา
• ขยายความเจริญ: กระจายศูนย์กลางความเจริญออกสู่พื้นที่แนวรถไฟฟ้า ทำให้เมืองมีการพัฒนาในภาพรวม
ตารางเปรียบเทียบ

การสร้างของแต่ละอย่างให้ประโยชน์แตกต่างกัน เงินไม่ใช่สิ่งชี้วัดทุกอย่างได้เสมอไป
สายสีน้ำเงิน ถ้าต่อขยายไปถึงพุทธมณฑลสาย 4 หรือ 5 ได้ ก็จะช่วยกระจายคนที่อยู่ย่านใจกลางเมืองออกไปถนนรอบนอกได้ง่ายขึ้น ลดความหนาแน่นของผู้คนในตัวเมือง
สรุปข้อมูลผู้ที่อยู่อาศัยแถวหลักสองถึงพุทธมณฑลสาย 4 ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของสายสีน้ำเงิน
พื้นที่ตั้งแต่ซอยเพชรเกษม 82 ถึง 116/5 ถือว่ามีความหนาแน่นของประชากรสูงถึงสูงมากครับ เนื่องจากเป็นย่านที่อยู่อาศัยสำคัญของฝั่งธนบุรี โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
• ใกล้ห้างและรถไฟฟ้า (ช่วงซอย 82-100): ใกล้เดอะมอลล์บางแค ซีคอนบางแค และสถานี MRT หลักสอง ทำให้ช่วงนี้มีคอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร และร้านค้าหนาแน่นมาก
• ที่อยู่อาศัยรูปแบบหนาแน่น: ตลอดแนวช่วงนี้ประกอบไปด้วยหมู่บ้านจัดสรร เช่น หมู่บ้านศุภวรรณ, ตึกแถว และอพาร์ทเม้นท์หอพักจำนวนมาก
• ศูนย์กลางการใช้ชีวิต: นอกจากที่อยู่อาศัยแล้ว ยังใกล้โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค และสถานศึกษา ทำให้มีผู้คนพลุกพล่านตลอดเวลา
สรุป: เป็นย่านที่คนอยู่หนาแน่นและเจริญมาก ไม่ใช่พื้นที่โล่งครับ
ถ้าสามารถต่อถึงพุทธมณฑลสาย 5 แยกอ้อมน้อยได้ยิ่งดี เส้นนี้ก็คนอยู่เยอะ
ซอยเพชรเกษม 116/5 ถึงแยกอ้อมน้อย เป็นพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่หนาแน่นและพลุกพล่านตลอดทั้งวัน เนื่องจากเป็นย่านชุมชนขนาดใหญ่ที่มีหมู่บ้าน โรงเรียน โรงงาน และการจราจรติดขัดต่อเนื่อง ทั้งจากผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่และคนที่เดินทางเข้าเมือง
ข้อมูลสภาพพื้นที่ย่านเพชรเกษม 116/5 - อ้อมน้อย
• ชุมชนและที่อยู่อาศัย: มีหมู่บ้านจำนวนมาก เช่น หมู่บ้านหรรษา (อยู่ใกล้ซอย 116/3)
• การจราจร: เป็นเส้นทางหลักที่มีรถหนาแน่นทั้งวัน ทั้งวันธรรมดาและวันหยุด
• สถานประกอบการ: มีโรงงานและสถานศึกษาตั้งอยู่หนาแน่น
• สาธารณูปโภค: มีคลินิกเวชกรรมและสถานพยาบาลชุมชนในพื้นที่ เช่น คลินิกเวชกรรมเพชรเกษม 116/5
ระยะทางที่จะสามารถต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินจากพุทธมณฑลสาย 4 ไปถึงสาย 5 ก็ไม่ได้ไกล แค่ประมาณ 3.8 กิโลเมตร ถ้าได้ต่อขยายสายสีน้ำเงินจริง ควรต่อมาถึงสาย 5 จะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการและผู้โดยสาร เพราะผู้ประกอบการได้กำไรเห็นๆ ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง
ถ้าได้ต่อขยายสายสีน้ำเงินมาถึงพุทธมณฑลสาย 4 และ 5 จริง ก็จะไม่ใช่การสร้างแบบให้คมนาคมนำหน้าเมืองแล้ว แต่เป็นการสร้างแบบเมืองนำหน้าคมนาคม เพราะทุกวันนี้พื้นที่ตั้งแต่บริเวณสถานีหลักสองจนถึงพุทธมณฑลสาย 5 กลายเป็นแหล่งที่มีคนอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมากไปแล้ว อาจจะไม่เยอะเท่ากับย่านใจกลางเมือง แต่ก็เป็นย่านที่ถ้าได้สร้างรถไฟฟ้าแล้ว ก็ใช้เวลาคืนทุนไม่นาน ต่างจากสายสีม่วงที่เปิดปี 59 สีนั้นเขาสร้างผ่านพื้นที่คนอยู่น้อยจริง อาศัยเวลาเติบโตนาน
ข้อเปรียบระหว่างสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย กับสายสีเงิน บางนา-สุวรรณภูมิที่รัฐอยากจะสร้างเร็วๆนี้
เปรียบเทียบความหนาแน่นและลักษณะพื้นที่
MRT สายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย (หลักสอง-พุทธมณฑลสาย 4):
• ความหนาแน่น: สูงมาก
• ลักษณะ: เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยแนวราบขนาดใหญ่ คอนโดมิเนียมตามแนวถนนเพชรเกษม และรองรับประชากรที่เดินทางเข้าเมืองจากฝั่งธนบุรี-นครปฐม
• ความจำเป็น: คนในพื้นที่หนาแน่นมาก รอคอยรถไฟฟ้าเพื่อลดการเดินทางบนถนนเพชรเกษมที่รถติดหนัก
สายสีเงิน (บางนา-ตราด - สุวรรณภูมิ):
• ความหนาแน่น: ปานกลาง-สูง (หนาแน่นเฉพาะจุด)
• ลักษณะ: เป็นพื้นที่พัฒนาใหม่ (New Development) ที่มีการผสมผสานทั้งที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์แสดงสินค้า (BITEC) และห้างสรรพสินค้าตามแนวถนนบางนา-ตราด
• ความจำเป็น: รองรับการขยายตัวของเมืองและเชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิ
สรุป: หากวัดความหนาแน่นของ ประชากรที่พักอาศัยจริง สายสีน้ำเงินหลักสอง-สาย 4 มีความหนาแน่นและต้องการการรองรับมากกว่า แต่หากวัดความหนาแน่นของการใช้ประโยชน์ที่ดินและคนทำงาน สายสีเงินบางนา-สุวรรณภูมิก็มีความหนาแน่นสูงและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงเช่นกัน
สรุปว่า ควรสร้างสายสีน้ำเงินไปเลย ไหนๆสายสีน้ำตาลจะต้องสร้างช้าอยู่แล้ว ก็เอางบมาทุ่มกับตรงนี้ก่อน คุ้มค่าการก่อสร้างแน่
สายสีม่วงสร้างด้วยหลักคมนาคมนำหน้าเมือง ให้กำไรด้านคุณภาพชีวิตมากกว่าค่าตั๋วโดยสาร ควรเร่งต่อขยายสายสีน้ำเงิน
https://www.facebook.com/share/v/18dYRyMUX5/
กระทู้นี้จึงขอพูดถึงการสร้างรถไฟฟ้าอย่างนี้ว่า การก่อสร้างสายสีเขียวกับสายสีม่วงนั้นก็มีแนวทางก่อสร้างที่แตกต่างกัน การสร้างสายสีเขียวนั้นใช้หลักเมืองนำหน้าคมนาคม คือ สร้างรถไฟตรงใจกลางเมือง ตรงย่านเศรษฐกิจของเมือง ทำให้คนสามารถเดินทางในย่านใจกลางเมืองได้สะดวกสบาย ผลก็คือทำให้คนพื้นที่ใจกลางเมืองนั้นหันมาใช้รถไฟฟ้ากันแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวและลดการบริการของรถเมล์ลงได้ สามารถบรรเทารถติดตรงใจกลางเมืองได้ดี ได้ทุนคืนเร็ว เพราะมีผู้ใช้บริการมาก มีคนซื้อตั๋วโดยสารเยอะ
สายสีม่วงนั้นใช้หลักคมนาคมนำหน้าเมือง สร้างรถไฟฟ้าออกไปนอกเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ที่คนอยู่อาศัยน้อย แล้วปล่อยให้นายทุนมาสร้างที่อยู่อาศัยอย่างเช่นคอนโดติดสถานีรถไฟฟ้า เรียกว่า ทำเส้นทางคมนาคมไปก่อน แล้วจึงเกิดเมืองใหม่ตามมาทีหลัง ผลก็คือ ทำให้คนจากในตัวเมืองย้ายที่อยู่อาศัยออกไปอยู่นอกตัวเมืองได้ง่าย เพราะถึงจะอยู่ไกลถึงนอกเมือง อาศัยอยู่ตามคอนโดติดสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง แต่ด้วยรถไฟฟ้าที่ทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว ก็ทำให้รู้สึกได้ว่าตัวเมืองอยู่ใกล้เขามาก อยู่นอกเมืองก็ไม่ต่างจากอยู่ในเมือง ทำให้คนกลุ่มนึงตัดสินใจย้ายมาอยู่นอกเมืองได้ง่าย ส่งผลให้ความหนาแน่นของผู้คนในตัวเมืองก็ลดลง คนในเมืองใช้ชีวิตอยู่สบายขึ้น
การสร้างรถไฟฟ้าไม่มีสูตรตายตัวหรอกว่า จะต้องมีประชากรจำนวนเท่าโน้นเท่านี้ ไม่มีประชากรเลยก็สร้างได้ เดี๋ยวประชากรก็จะตามไปอยู่ในที่ที่สัญจรสะดวกเอง
ตัวอย่างในอดีตทั้งในไทยและต่างประเทศ
พื้นที่ร้างหรือผืนป่าที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นชุมชนเมืองจากการสร้างทางรถไฟไปก่อน แล้วคนค่อยย้ายตามไปอยู่อาศัยรอบสถานี
ตัวอย่างพื้นที่สำคัญในไทยได้แก่:
• พื้นที่แถวสถานีรถไฟต่างๆ ในภูมิภาค (เช่น โคราช): ในสมัย ร.5 เมื่อมีการตัดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (สายแรก) ผ่านพื้นที่รกร้างและป่าดงพงไพร เมื่อรถไฟไปถึง ที่แห่งนั้นจะถูกพัฒนาเป็นชุมชน จากเดิมที่เข้าถึงยากกลายเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้า บ้านเรือนจะเปลี่ยนจากวัสดุธรรมชาติ (ใบจาก) มาเป็นหลังคาสังกะสี
• สถานีรถไฟอู่ตะเภา (อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา): เดิมเป็นที่รกร้างและเคยเป็นสถานีใหญ่ ต่อมาเมื่อมีการย้ายสถานีหลักไปหาดใหญ่ สถานีอู่ตะเภาลดความสำคัญลง กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จนกระทั่งมีประชาชนจากต่างจังหวัดเข้ามาบุกเบิกปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยรอบพื้นที่สถานีจนกลายเป็นชุมชน
• พื้นที่ตลอดเส้นทางสายใต้ (เช่น ราชบุรี): การก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ผ่านป่าและพื้นที่รกร้างในอดีต ทำให้เกิดสถานีและจุดหยุดรถ เช่น สถานีรถไฟเพชรบุรี และสะพานจุฬาลงกรณ์ ทำให้เกิดชุมชนหนาแน่นขึ้นตามแนวรถไฟ
สาเหตุหลักที่คนย้ายไปอยู่รอบสถานีรถไฟ:
• การเข้าถึงความเจริญ: รถไฟเชื่อมเมืองหลวงกับพื้นที่ห่างไกล
• การขนส่งสินค้า: สะดวกในการนำสินค้าไปขายที่กรุงเทพฯ หรือขนวัตถุดิบเข้าพื้นที่
• การจับจองพื้นที่: ผืนป่าหรือพื้นที่รกร้างว่างเปล่ากลายเป็นทำเลทองที่ถูกบุกเบิก
ตัวอย่างในต่างประเทศ
• สหรัฐอเมริกา (ศตวรรษที่ 19): ทางรถไฟสายข้ามทวีป (Transcontinental Railroad) สร้างผ่านพื้นที่ว่างเปล่า/ตะวันตก และมีการตั้งสถานี ทำให้เกิดเมืองใหม่ตามแนวทางรถไฟ
• สหราชอาณาจักร (ศตวรรษที่ 19): เครือข่ายรถไฟแผ่ขยายจากลอนดอนไปยังพื้นที่รอบนอก ทำให้เมืองต่างๆ เติบโตขึ้นรอบสถานี
• ญี่ปุ่น (โตเกียว): การสร้างรถไฟยกระดับเชื่อมสถานีหลักในอดีต (เช่น ชิมบาชิ-อุเอโนะ) เป็นส่วนหนึ่งของการวางผังเมืองและพัฒนาพื้นที่ศูนย์กลาง
รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ช่วยกระจายคนออกนอกเมือง ซึ่งก็มีสายสีแดงทำหน้าที่คล้ายกัน สายสีแดงก็ทำหน้าที่กระจายคนออกนอกเมืองเป็นหลัก เป็นรถไฟชานเมืองของแท้ คือว่าสถานีสายสีแดงที่อยู่ในตัวเมืองจะอยู่ใกล้กัน พอถึงช่วงชานเมือง สถานีก็จะมีน้อยและอยู่ห่างๆ ทำให้การเดินทางระหว่างในตัวเมืองกับนอกเมืองทำได้รวดเร็ว แต่ก็จะมีผู้โดยสารน้อย ต้องอาศัยระยะเวลาเติบโตมากกว่าสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน แต่ก็โตได้แน่ อย่างเซ็นทรัลเวสเกตก็ตามมาอยู่ที่บางใหญ่หลังจากที่เริ่มสร้างรถไฟฟ้าสายสึม่วงแล้ว ส่วนสายสีเขียวและน้ำเงินเริ่มต้นก็สร้างอยู่ในย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง สายเหล่านี้เน้นสร้างในย่านที่เศรษฐกิจเติบโตมาแล้ว จึงโตเร็ว คืนทุนเร็ว แต่ซักวันนึงสายสีม่วงและแดงก็จะเติบโตไม่ต่างจากน้ำเงินและเขียวที่อยู่ในย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง
พูดถึงสายสีเขียวช่วงปลายทางอย่างเคหะกับคูคต ก็ยังมีผู้ใช้บริการน้อย ไม่ใช่ว่าทุกสถานีของสายสีเขียวจะมีคนใช้เยอะ ตรงไหนที่ไปสร้างใหม่ ก็จะต้องอาศัยเวลาค่อยๆเติบโตไป ต่างจากสถานีที่สร้างมาก่อน
ต่อไปในอนาคตสถานีสายสีม่วงตั้งแต่เตาปูน-คลองบางไผ่ก็จะมีคนมาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นแหล่งที่คนอยู่จำนวนมาก เป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพ-ปริมณฑล แต่ต้องใช้เวลานานกว่าสายสีเขียวและน้ำเงินมาก เพราะสายนั้นเขาสร้างในย่านที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตมาแล้วแต่แรก
ประโยชน์หลักของสายสีม่วงคือ ช่วยกระจายคนออกนอกเมือง ให้กำไรด้านคุณภาพชีวิตมาก่อนค่าโดยสาร อย่าไปมองแต่เรื่องจำนวนเงินจากค่าตั๋วโดยสารอย่างเดียว คุณภาพชีวิตไม่ได้วัดจากการได้เงินเสมอไป
ความสำคัญของการกระจายคนออกนอกเมือง
• ลดความแออัดในเมืองใหญ่ (Reducing Urban Congestion): เมืองใหญ่เช่น กรุงเทพฯ มีความหนาแน่นสูง ทำให้เกิดปัญหารถติด มลภาวะ และความวุ่นวาย การกระจายคนออกไปช่วยลดภาระของโครงสร้างพื้นฐาน
• กระจายรายได้และเศรษฐกิจ (Economic Decentralization): ช่วยนำรายได้ไปสู่พื้นที่ต่างจังหวัด กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ทำให้เกิดงานทำในพื้นที่ และลดความจำเป็นในการเดินทางเข้ามาหางานในเมืองใหญ่
• พัฒนาคุณภาพชีวิต (Improving Quality of Life): เปิดโอกาสให้คนได้เลือกไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่ายขึ้น มีพื้นที่หายใจ ลดความเครียด และสร้างความสมดุลในชีวิต (Work-life balance)
• ลดการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด (Environmental Sustainability): เมืองที่หนาแน่นเกินไปนำไปสู่การเสื่อมสภาพของสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม การกระจายคนช่วยลดการใช้งานถนน ทางเดิน และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
• ลดความเหลื่อมล้ำและกระจายอำนาจ (Reducing Inequality): ส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตนเอง ลดการพึ่งพาจากส่วนกลาง ทำให้ชุมชนสามารถกำหนดทิศทางพัฒนาพื้นที่ของตนได้
และนี่คือประโยชน์ของการสร้างรถไฟฟ้าในย่านใจกลางเมือง
การสร้างรถไฟฟ้าในย่านเศรษฐกิจสำคัญมีประโยชน์มหาศาล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยประโยชน์หลักๆ มีดังนี้ครับ
• ยกระดับศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ: ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการขนส่งและเดินทาง ทำให้ระบบโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพขึ้น
• กระตุ้นการลงทุนและการจ้างงาน: ดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ทั้งในพื้นที่และบริเวณรอบสถานี (TOD) สร้างโอกาสในการทำงานและสร้างรายได้ในท้องถิ่น
• บรรเทาปัญหาการจราจร: ลดความแออัดของรถยนต์บนท้องถนนในเมืองใหญ่และย่านธุรกิจ
• เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: ลดมลพิษทางอากาศและเสียงจากการสันดาปน้ำมัน
• ยกระดับคุณภาพชีวิต: ช่วยให้ประชาชนเดินทางสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีความสม่ำเสมอของเวลา
• ขยายความเจริญ: กระจายศูนย์กลางความเจริญออกสู่พื้นที่แนวรถไฟฟ้า ทำให้เมืองมีการพัฒนาในภาพรวม
ตารางเปรียบเทียบ
การสร้างของแต่ละอย่างให้ประโยชน์แตกต่างกัน เงินไม่ใช่สิ่งชี้วัดทุกอย่างได้เสมอไป
สายสีน้ำเงิน ถ้าต่อขยายไปถึงพุทธมณฑลสาย 4 หรือ 5 ได้ ก็จะช่วยกระจายคนที่อยู่ย่านใจกลางเมืองออกไปถนนรอบนอกได้ง่ายขึ้น ลดความหนาแน่นของผู้คนในตัวเมือง
สรุปข้อมูลผู้ที่อยู่อาศัยแถวหลักสองถึงพุทธมณฑลสาย 4 ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของสายสีน้ำเงิน
พื้นที่ตั้งแต่ซอยเพชรเกษม 82 ถึง 116/5 ถือว่ามีความหนาแน่นของประชากรสูงถึงสูงมากครับ เนื่องจากเป็นย่านที่อยู่อาศัยสำคัญของฝั่งธนบุรี โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
• ใกล้ห้างและรถไฟฟ้า (ช่วงซอย 82-100): ใกล้เดอะมอลล์บางแค ซีคอนบางแค และสถานี MRT หลักสอง ทำให้ช่วงนี้มีคอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร และร้านค้าหนาแน่นมาก
• ที่อยู่อาศัยรูปแบบหนาแน่น: ตลอดแนวช่วงนี้ประกอบไปด้วยหมู่บ้านจัดสรร เช่น หมู่บ้านศุภวรรณ, ตึกแถว และอพาร์ทเม้นท์หอพักจำนวนมาก
• ศูนย์กลางการใช้ชีวิต: นอกจากที่อยู่อาศัยแล้ว ยังใกล้โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค และสถานศึกษา ทำให้มีผู้คนพลุกพล่านตลอดเวลา
สรุป: เป็นย่านที่คนอยู่หนาแน่นและเจริญมาก ไม่ใช่พื้นที่โล่งครับ
ถ้าสามารถต่อถึงพุทธมณฑลสาย 5 แยกอ้อมน้อยได้ยิ่งดี เส้นนี้ก็คนอยู่เยอะ
ซอยเพชรเกษม 116/5 ถึงแยกอ้อมน้อย เป็นพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่หนาแน่นและพลุกพล่านตลอดทั้งวัน เนื่องจากเป็นย่านชุมชนขนาดใหญ่ที่มีหมู่บ้าน โรงเรียน โรงงาน และการจราจรติดขัดต่อเนื่อง ทั้งจากผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่และคนที่เดินทางเข้าเมือง
ข้อมูลสภาพพื้นที่ย่านเพชรเกษม 116/5 - อ้อมน้อย
• ชุมชนและที่อยู่อาศัย: มีหมู่บ้านจำนวนมาก เช่น หมู่บ้านหรรษา (อยู่ใกล้ซอย 116/3)
• การจราจร: เป็นเส้นทางหลักที่มีรถหนาแน่นทั้งวัน ทั้งวันธรรมดาและวันหยุด
• สถานประกอบการ: มีโรงงานและสถานศึกษาตั้งอยู่หนาแน่น
• สาธารณูปโภค: มีคลินิกเวชกรรมและสถานพยาบาลชุมชนในพื้นที่ เช่น คลินิกเวชกรรมเพชรเกษม 116/5
ระยะทางที่จะสามารถต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินจากพุทธมณฑลสาย 4 ไปถึงสาย 5 ก็ไม่ได้ไกล แค่ประมาณ 3.8 กิโลเมตร ถ้าได้ต่อขยายสายสีน้ำเงินจริง ควรต่อมาถึงสาย 5 จะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการและผู้โดยสาร เพราะผู้ประกอบการได้กำไรเห็นๆ ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง
ถ้าได้ต่อขยายสายสีน้ำเงินมาถึงพุทธมณฑลสาย 4 และ 5 จริง ก็จะไม่ใช่การสร้างแบบให้คมนาคมนำหน้าเมืองแล้ว แต่เป็นการสร้างแบบเมืองนำหน้าคมนาคม เพราะทุกวันนี้พื้นที่ตั้งแต่บริเวณสถานีหลักสองจนถึงพุทธมณฑลสาย 5 กลายเป็นแหล่งที่มีคนอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมากไปแล้ว อาจจะไม่เยอะเท่ากับย่านใจกลางเมือง แต่ก็เป็นย่านที่ถ้าได้สร้างรถไฟฟ้าแล้ว ก็ใช้เวลาคืนทุนไม่นาน ต่างจากสายสีม่วงที่เปิดปี 59 สีนั้นเขาสร้างผ่านพื้นที่คนอยู่น้อยจริง อาศัยเวลาเติบโตนาน
ข้อเปรียบระหว่างสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย กับสายสีเงิน บางนา-สุวรรณภูมิที่รัฐอยากจะสร้างเร็วๆนี้
เปรียบเทียบความหนาแน่นและลักษณะพื้นที่
MRT สายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย (หลักสอง-พุทธมณฑลสาย 4):
• ความหนาแน่น: สูงมาก
• ลักษณะ: เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยแนวราบขนาดใหญ่ คอนโดมิเนียมตามแนวถนนเพชรเกษม และรองรับประชากรที่เดินทางเข้าเมืองจากฝั่งธนบุรี-นครปฐม
• ความจำเป็น: คนในพื้นที่หนาแน่นมาก รอคอยรถไฟฟ้าเพื่อลดการเดินทางบนถนนเพชรเกษมที่รถติดหนัก
สายสีเงิน (บางนา-ตราด - สุวรรณภูมิ):
• ความหนาแน่น: ปานกลาง-สูง (หนาแน่นเฉพาะจุด)
• ลักษณะ: เป็นพื้นที่พัฒนาใหม่ (New Development) ที่มีการผสมผสานทั้งที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์แสดงสินค้า (BITEC) และห้างสรรพสินค้าตามแนวถนนบางนา-ตราด
• ความจำเป็น: รองรับการขยายตัวของเมืองและเชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิ
สรุป: หากวัดความหนาแน่นของ ประชากรที่พักอาศัยจริง สายสีน้ำเงินหลักสอง-สาย 4 มีความหนาแน่นและต้องการการรองรับมากกว่า แต่หากวัดความหนาแน่นของการใช้ประโยชน์ที่ดินและคนทำงาน สายสีเงินบางนา-สุวรรณภูมิก็มีความหนาแน่นสูงและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงเช่นกัน
สรุปว่า ควรสร้างสายสีน้ำเงินไปเลย ไหนๆสายสีน้ำตาลจะต้องสร้างช้าอยู่แล้ว ก็เอางบมาทุ่มกับตรงนี้ก่อน คุ้มค่าการก่อสร้างแน่