ภาษาไทย กับ ภาษาไท เส้นแบ่งที่เราไม่เคยถาม

นักภาษาศาสตร์จัดภาษาไทยไว้ในตระกูลไท-กะได ซึ่งมีรากร่วมกับกลุ่มภาษาไตอื่นๆ แต่เมื่อเราหยิบสองภาษานี้มาวางเปรียบกัน ความต่างก็ชัดจนน่าหยุดคิด
ประเด็นที่ 1
โครงสร้างคำ เอกพยางค์กับพหุพยางค์
ภาษาไตกลุ่มอื่น เช่น ไทใหญ่และไตลื้อ รักษาลักษณะเอกพยางค์ไว้อย่างชัดเจน คำพื้นฐานส่วนใหญ่ออกเสียงพยางค์เดียว ตรงไปตรงมา แต่ภาษาไทยมาตรฐานมีคำสมาส คำสนธิ และคำหลายพยางค์จากบาลี-สันสกฤตจำนวนมาก โดยเฉพาะในระบบราชการ ศาสนา และวิชาการ
หลักฐานเปรียบเทียบ
ยกตัวอย่าง คำว่า "น้ำ" ในไตใหญ่ ไตลื้อ ไตดำ ไตแดง ฯลฯ กับ ไทยคือ "นํ้า" เหมือนกัน แต่คำว่า "ราชอาณาจักร" ไม่มีคำเทียบในภาษาไตถิ่นอื่นๆ  
ถ้าคำในชีวิตประจำวันมีรากไท(ไม่กี่คำ) แต่คำในระบบอำนาจมีแต่ รากสันสกฤต-เขมร  แปลว่าภาษาไทยมีสองชั้นของที่ทำหน้าที่ต่างกันหรือเปล่า?

ประเด็นที่ 2
ดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยา "ยืม" หรือ "รับช่วงต่อ"?
ก่อนรัฐสุโขทัยจะก่อตัว พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีอารยธรรมทวารวดี ละโว้ และเขมรฝังรากอยู่นานหลายศตวรรษ ระบบกฎหมาย พิธีกรรม และภาษาเขียนของพื้นที่นี้ล้วนมีรากพราหมณ์-ฮินดูมาก่อน
นักภาษาศาสตร์อธิบายว่าภาษาไทย "ยืม" คำจากสันสกฤตและเขมร ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของทุกภาษา ภาษาอังกฤษเองก็มีคำจากฝรั่งเศสและละตินกว่า 60% แต่ยังถือว่าเป็นภาษาเจอร์แมนิก

ข้อถกเถียง
การยืมคำกับการรับช่วงระบบต่างกัน  ถ้าภาษาใหม่เข้ามาในพื้นที่ที่มีโครงสร้างอำนาจเดิม คำถามคือใครปรับตัวหาใคร?
เส้นแบ่งระหว่าง "ภาษาที่ยืมคำ" กับ "ภาษาที่ถูกหล่อหลอมโดยระบบเดิม" อยู่ที่ไหน และใครเป็นคนขีดเส้นนั้น?

ประเด็นที่ 3
พยางค์นำและคำควบกล้ำ เสียงของใคร?
ภาษาไทยมาตรฐานมีพยางค์นำที่ไม่มีความหมายในตัวเอง เช่น กะ- กระ- ประ- ตระ- สะ- บรร- บำ- บัน- กำ- ชำ-  จำ-  ตำ- ดำ- ฯลฯ  ซึ่งนักภาษาศาสตร์หลายกลุ่มมองว่าสะท้อนอิทธิพลของตระกูลออสโตรเอเชียติก (มอญ-เขมร) ที่อยู่ในพื้นที่นี้มาก่อน อีกกลุ่มอธิบายว่าเป็นวิวัฒนาการภายในของตระกูลไทเอง (ตรึม ตรอม เซาะกราว ฯลฯ)

ข้อสังเกตทางภาษาศาสตร์
ภาษาไตลื้อและไตใหญ่ไม่มีพยางค์นำแบบนี้ในลักษณะเดียวกัน แต่นักวิชาการยังถกเถียงว่านี่คือหลักฐานของการรับอิทธิพลภายนอก หรือเป็นการพัฒนาการของผู้คนในการรับและพัฒนาภาษาตามยุคสมัยที่เปลี่ยน

ประเด็นที่ 4
ยุค ป.พิบูลสงคราม มาตรฐานจากอำนาจ
ในทศวรรษ 2480–2490 มีการออกประกาศรัฐนิยมที่กำหนดคำศัพท์ การสะกด และแม้แต่ชื่อประเทศ กระบวนการนี้ไม่ใช่แค่การจัดระเบียบภาษา แต่เป็นการยกระดับภาษากรุงเทพฯ ให้เป็น "ภาษาชาติ" และลดสถานะภาษาถิ่นอื่นลงโดยปริยาย
ภาษาล้านนา ภาษาใต้ หรือภาษาอีสาน ซึ่งบางสำเนียงใกล้เคียงกับรากไทดั้งเดิมมากกว่า ถูกจัดให้เป็น "ภาษาท้องถิ่น" ในระบบการศึกษา

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
ทุกชาติสมัยใหม่สร้างภาษามาตรฐานจากสำเนียงใดสำเนียงหนึ่ง ฝรั่งเศสเลือกสำเนียงปารีส อิตาลีเลือกภาษาฟลอเรนซ์
คำถามคือการเลือกนั้นสะท้อนอะไร และให้อะไรแก่ใคร
เมื่อรัฐกำหนดว่าภาษาไหน "ถูก"  นั่นคือการอนุรักษ์ภาษา หรือการจัดการภาษาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ใหญ่กว่า?
เมื่อการอ้างความเป็นไทยแต่ภาษาดันใกล้เคียงกับเขมรโบราณที่เต็มไปด้วยภาษาเขมรมอญและสันสฤตมากกว่าไท (ตามนิยามที่ ป.พิบูลสงครามใช้ในการอ้างเรื่องภาษา) ยังจัดให้เป็นภาษาที่ควรอนุรักษ์อยู่ไหม?

ประเด็นที่ 5
ภาษาไทย "ไม่ใช่ภาษาไท" หรือ "ภาษาไทที่เดินทางเข้ามาร่วม"?
นักภาษาศาสตร์กระแสหลัก  เช่น Anthony Diller และ William Gedney ยังจัดภาษาไทยอยู่ในตระกูลไท-กะได โครงสร้างวากยสัมพันธ์ ระบบวรรณยุกต์ และคำศัพท์พื้นฐานยืนยันสายสัมพันธ์นี้
แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าอาจไม่ใช่ว่า "ภาษาไทยใช่ภาษาไทไหม" แต่คือ "ภาษาไทยได้รับการออกแบบเพื่อทำหน้าที่อะไร และใครได้ประโยชน์จากรูปแบบที่มันเป็นอยู่"

กรอบคิดทางเลือก
ทุกภาษามาตรฐานคือผลของการเลือก  ไม่มีภาษาที่บริสุทธิ์จากอิทธิพลภายนอก และไม่มีภาษาที่วิวัฒนาการโดยปราศจากบริบทอำนาจ
ถ้าภาษาทุกภาษาคือลูกผสม เราควรถามว่า "ภาษาไหนบริสุทธิ์กว่า" หรือควรถามว่า "ภาษานี้รับใช้ใคร และกีดกันใคร"?
คำถามที่ยังเปิดอยู่
· ถ้าภาษาไทยมีรากไท แต่ถูกหล่อหลอมโดยโครงสร้างภาษาที่มาก่อน  นั่นทำให้รากนั้นเปลี่ยนไปหรือเปล่า?
· ทำไมคำถามเรื่องต้นกำเนิดภาษาถึงรู้สึกอันตรายในบางบริบทเมื่อมีการชำระ?
· ถ้าภาษาถิ่นที่ใกล้รากไทมากกว่าถูกเรียกว่า "ภาษาท้องถิ่น" แล้วอะไรคือเกณฑ์ของ "ภาษากลาง"?
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่