เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน ก่อนพลิกแข็งค่ากลับมาท้ายสัปดาห์ กสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 32.10-33.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตา 3 ปัจจัยสำคัญ ผลประชุมเฟด-ทิศทางดอกเบี้ย (16-17 มิ.ย.) ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน ก่อนพลิกแข็งค่ากลับมาท้ายสัปดาห์รับความหวังสหรัฐฯ-อิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ
เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ตามการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่ได้รับแรงหนุนในฐานะสกุลเงินปลอดภัยจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ตึงเครียดมากขึ้น หลังมีรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ ตอบโต้อิหร่านในกรณีที่เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกในช่องแคบฮอร์มุซ และอิหร่านก็ได้มีประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังมีปัจจัยบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (อาทิ ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร และเงินเฟ้อ CPI) ซึ่งกระตุ้นให้ตลาดคาดว่า เฟดอาจเปลี่ยนมาเป็นคุมเข้มนโยบายการเงินในช่วงปลายปีนี้ โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือนที่ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนฟื้นตัวกลับมาในช่วงท้ายสัปดาห์ หลัง ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงสันติภาพและอาจลงนามได้ในเร็ว ๆ นี้
ในวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (5 มิ.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 8-12 มิ.ย. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยที่ 1,557 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 12,460 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 12,452 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 8 ล้านบาท)
สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 15-19 มิ.ย. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.10-33.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุม FOMC และสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยจาก Dot Plot ใหม่ของเฟด (16-17 มิ.ย.) ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนมิ.ย. ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน ดัชนีราคานำเข้าและส่งออก ยอดค้าปลีก ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย เดือนพ.ค. และตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพ.ค. ของจีน และอัตราเงินเฟ้อเดือนพ.ค. ของอังกฤษและญี่ปุ่น รวมถึงผลการประชุมธนาคารกลางของหลาย ๆ ประเทศ อาทิ BOJ (15-16 มิ.ย.) RBA (16 มิ.ย.) รวมถึง BI และ BOE (18 มิ.ย.)
ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน แต่กลับมาปิดบวกช่วงท้ายสัปดาห์ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค เนื่องจากตลาดมีความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน (จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง) จะส่งผลให้ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทั้งนี้ ปัจจัยลบดังกล่าวส่งผลให้เกิดแรงเทขายหุ้นทุกกลุ่มอุตสาหกรรม
ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงกลางสัปดาห์ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ก่อนจะดีดตัวขึ้นแรงในช่วงท้ายสัปดาห์ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยมีปัจจัยหนุนจากรายงานข่าวที่ว่าปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน (ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ประกาศจะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก) รวมถึงส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว
ในวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,592.41 จุด เพิ่มขึ้น 0.62% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 62,378.89 ล้านบาท ลดลง 25.36% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.52% มาปิดที่ระดับ 217.42 จุด
ส่วนสัปดาห์ (15-19 มิ.ย. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,560 และ 1,550 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,610 และ 1,625 จุด ตามลำดับ
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟด (16-17 มิ.ย.) สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน ยอดค้าปลีกเดือนพ.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพ.ค. ของยูโรโซน ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพ.ค.ของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ตลอดจนการประชุม BOJ และ BOE
สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเขตชานกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน เมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) ท่ามกลางความคาดหวังว่าข้อตกลงยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะได้รับการลงนามในเร็วๆ นี้
รายงานระบุว่า กลุ่มควันจำนวนมากลอยขึ้นเหนือพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต หลังการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ขณะที่หน่วยป้องกันพลเรือนของเลบานอนเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้ 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 6 คนจากซากอาคารที่พังถล่ม
ด้านอิหร่านออกมาขู่ตอบโต้ทางทหารต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมองว่าการโจมตีครั้งนี้อาจบ่อนทำลายความพยายามในการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเจรจา
แหล่งข่าวระบุว่า ข้อตกลงฉบับปัจจุบันสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลอิสราเอลอย่างมาก โดยก่อนหน้านี้การโจมตีในพื้นที่ชานกรุงเบรุตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้จุดชนวนให้เกิดการเผชิญหน้าครั้งรุนแรงที่สุดระหว่างอิหร่านและอิสราเอล นับตั้งแต่การหยุดยิงที่เปราะบางเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา
จนถึงขณะนี้ ทำเนียบขาวยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อการโจมตีดังกล่าว ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ระบุว่าข้อตกลงอาจได้รับการลงนามภายในวันอาทิตย์ ได้พยายามกดดันให้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ลดระดับปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนระหว่างการเจรจา แต่ดูเหมือนว่าอิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการต่อไป
สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลชี้แจงว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้หลังกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงกระสุนโจมตีพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า มีการยิงวัตถุโจมตีจำนวน 3 ลูกจากฝั่งเลบานอนเข้าสู่ดินแดนอิสราเอล พร้อมเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นเหนือพื้นที่เป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความกังวลว่าความรุนแรงรอบใหม่อาจส่งผลกระทบต่อความพยายามสร้างสันติภาพในภูมิภาค และทำให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเผชิญอุปสรรคมากขึ้น
เงินบาทอ่อนค่าสุดรอบ 2 เดือน จับตา 3 ปัจจัยสำคัญ และ ดีลสันติภาพส่อสะดุด อิสราเอลเปิดฉากถล่มเลบานอนอีกระลอก อิหร่านขู่
รายงานระบุว่า กลุ่มควันจำนวนมากลอยขึ้นเหนือพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต หลังการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ขณะที่หน่วยป้องกันพลเรือนของเลบานอนเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้ 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 6 คนจากซากอาคารที่พังถล่ม
ด้านอิหร่านออกมาขู่ตอบโต้ทางทหารต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมองว่าการโจมตีครั้งนี้อาจบ่อนทำลายความพยายามในการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเจรจา
จนถึงขณะนี้ ทำเนียบขาวยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อการโจมตีดังกล่าว ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ระบุว่าข้อตกลงอาจได้รับการลงนามภายในวันอาทิตย์ ได้พยายามกดดันให้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ลดระดับปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนระหว่างการเจรจา แต่ดูเหมือนว่าอิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการต่อไป
สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลชี้แจงว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้หลังกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงกระสุนโจมตีพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า มีการยิงวัตถุโจมตีจำนวน 3 ลูกจากฝั่งเลบานอนเข้าสู่ดินแดนอิสราเอล พร้อมเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นเหนือพื้นที่เป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความกังวลว่าความรุนแรงรอบใหม่อาจส่งผลกระทบต่อความพยายามสร้างสันติภาพในภูมิภาค และทำให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเผชิญอุปสรรคมากขึ้น