สภาพคล่อง-หุ้นกู้ 1.7 แสนล้าน โจทย์ชี้เป็นชี้ตาย ‘อสังหาฯ ไทย’

“ตราบใดที่เศรษฐกิจยังไม่ดี เป็นไปไม่ได้ที่ตลาดอสังหาฯจะฟื้น” นี่คือสัญญาณตลาดที่ดีเวลอปเปอร์สะท้อนภาพออกมา

เมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่ดี นำไปสู่กำลังซื้อเปราะบาง แบงก์ผวาหนี้เสีย ยกการ์ดสูง คุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ
ขณะที่ตลาดหุ้นกู้ แม้เป็นเครื่องมือระดมทุนของผู้ประกอบการอสังหาฯไทย ในการบริหารต้นทุนการเงินและรักษาสภาพคล่อง แต่ท่ามกลางโลกป่วน เศรษฐกิจทรุด ตลาดอสังหาฯอ่อนแอ ทำให้การออกหุ้นกู้ก็ไม่ง่าย ทั้งหุ้นกู้ออกใหม่ หรือหุ้นกู้เดิมที่กำลังจะครบกำหนดชำระ

หุ้นกู้อสังหาฯเริ่มออกอาการเพี้ยนร้อน
สะท้อนจากข้อมูลสมาคมตราสารหนี้ไทย ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 มีบริษัทอสังหาฯผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ (Default) ไปแล้ว 3 ราย รวมมูลค่ากว่า 7,756 ล้านบาท ได้แก่
1.บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 6 รุ่น รวมมูลค่า 3,102 ล้านบาท และปรับโครงสร้าง 14 รุ่น มูลค่า 4,625 ล้านบาท
2.บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ หรือ GRAND ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 6 รุ่น มูลค่า 2,807 ล้านบาท
และ 3.บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 5 รุ่น รวมกว่า 1,847 ล้านบาท

ขณะเดียวกันยังมีหลายบริษัทออกหุ้นกู้ตามปกติ แต่เป็นที่น่าสังเกตการปรับ “ระดับเรตติ้ง” และ “การเสนอขาย” เฉพาะนักลงทุนรายสถาบัน หรือเฉพาะรายใหญ่ จะเป็นสัญญาณสะท้อนถึงความน่าห่วงของสถานการณ์หุ้นกู้อสังหาฯหรือไม่ ?

รวมถึงหุ้นกู้อสังหาฯที่เป็นกลุ่มไฮยีลด์ ที่มีมูลค่าเฉียด 56,000 ล้านบาท จะครบกำหนดภายในปี 2569-2570 เป็นอีกกลุ่มที่มีการจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากมีหลายบริษัทที่สภาพคล่องตึง เริ่มออกอาการเบี้ยวหรือยืดการชำระหนี้

จับตาหุ้นกลุ่มไฮยีลด์
“ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า หุ้นกู้อสังหาฯกลุ่มไฮยีลด์ที่จะครบกำหนดชำระในปี 2569-2570 จริง ๆ แล้วมีมูลค่ามากกว่า 56,000 ล้านบาท โดยรวมอยู่ในเครดิตเรตติ้ง Investment Grade ต่ำที่สุด ระดับ BBB และ BBB- ซึ่งน่ากังวลว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้าอาจถูกดาวน์เกรดลงมาต่ำกว่าเดิม

“ครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมอสังหาฯอยู่ใต้ Investment Grade หมดแล้ว ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ ถ้าถูกดาวน์เกรด มัน Roll Over ไม่ได้ แม้วันนี้จะยังไม่เสี่ยงเป็น Speculative Grade แต่ด้วยธุรกิจขาลง สภาพคล่องที่ติดขัด อีก 1-2 ปีจะลงมาแน่นอน และอาจถูกดาวน์เกรดทั้งประเภทอุตสาหกรรม และรายบริษัท เมื่อวันนั้นมาถึงมันจะเป็นพันธบัตรผลตอบแทนสูง (High Yield Bond) ยิ่งลำบากใหญ่ เป็นระเบิดลูกโตที่ทำให้โอกาสชำระคืนและออกหุ้นกู้ใหม่ไม่ได้สูงมาก เป็นระเบิดลูกใหญ่ ที่ยังไม่ถูกปลดชนวนและใกล้เวลาเต็มที”

ครบกำหนดชำระ 1.7 แสนล้านเพี้ยนปักหมุด
ประเสริฐ” ระบุว่า จำนวนหนี้ของภาคอสังหาฯครบกำหนดชำระในปี 2569 นี้ แบ่งเป็น 1.หนี้ 147,000 ล้านบาท และ 2.หุ้นกู้ 176,116 ล้านบาท จากหุ้นกู้รวมทั้งหมดกว่า 300,000 ล้านบาท ด้วยจำนวนหุ้นกู้ที่มากนี้จะทำให้หลายบริษัทที่ออกหุ้นกู้ต้องปรับโครงสร้างอีกจำนวนมาก และทำให้ตลาดหุ้นกู้อสังหาฯเข้าสู่“ภาวะตลาดที่ไม่ปกติ”

คำถามต่อมาคือ จะแก้เกมอย่างไรด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ภาพรวมยังซบเซา หลายบริษัทเริ่มมีการยืดเวลาชำระหุ้นกู้ออกไปเป็นรอบที่ 2 ซึ่งแม้ว่าจะยื้อเวลาได้ แต่ด้วยตลาดอสังหาฯยังไม่ฟื้นตัว หากขายไม่ได้ก็ไม่สามารถนำเงินไปชำระหนี้คืนได้อยู่ดี

“กลไกตลาดต้องการให้คุณลดหนี้ลง เพราะคุณต่ำกว่า Investment Grade แล้ว เพื่อให้ภาวะร้อนแรงคูลดาวน์ลง โดยมีกลไกของตลาดเข้ามาบีบให้คุณลดความซ่า ลดการเปิดตัวของโครงการใหม่ เป็นกลไกของตลาดการเงินด้วยที่เข้ามาควบคุมความร้อนแรงและความเหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ตอนนี้ที่มันไม่ปกติ คือ บริษัทอยู่เส้นระหว่างเกรดเก็งกำไรและลงทุนแบบนี้ ทำให้ต้อง Restructure อีกเยอะเลย”

ซึ่งหากบริษัทถูกจัดเรตติ้งต่ำกว่านั้น การออกหุ้นกู้จะต้องออกในรูปแบบ Private Placement (PP) คือ การเสนอขายหุ้นกู้แบบเฉพาะเจาะจง แทนเสนอขายต่อสาธารณะทั่วไป โดยมักเป็นการระดมทุนจากผู้ลงทุนสถาบัน หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ หมายความว่า การขายหุ้นกู้จะขายยากขึ้น เนื่องจากเป็นการขายในวงแคบกว่าการขายประชาชนทั่วไปนั่นเอง

“หลายบริษัทกำลังตกที่นั่งลำบาก โดยเฉพาะรายกลาง สิ่งที่ทำได้คือ การพยายามรักษาสภาพคล่องให้ได้มากที่สุด สินทรัพย์ไหนขายได้ก็ต้องขาย แม้ว่าจะกำไรน้อยหากจำเป็นก็ต้องขาย ระบายให้สต๊อกเหลือน้อยที่สุด รักษาไว้ซึ่งสภาวะกระแสเงินสดให้เป็นบวก หรือ Positive Cashflow เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ จึงเป็นที่มาของการเห็นอสังหาฯหลายเจ้าโหมโปรโมชั่นราคาพิเศษทั้งแนวราบและแนวสูง”
ตลาดฟื้นแค่ภาพลวงตา

“ประเสริฐ” กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯในขณะนี้ ดีมานด์ผู้ซื้อลดลงมากแล้ว แม้ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์จะดี จากที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยเชิงมูลค่าอยู่ที่ 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2568 ปีที่ยอดการโอนต่ำที่สุดในรอบหลายปีจากมาตรการผ่อนเกณฑ์ LTV ที่ทำให้คนเลื่อนการโอนไปยังไตรมาส 2/2568

ส่วนยอดพรีเซลไตรมาส 2/2569 ที่มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขจะเพิ่มมากขึ้นนั้น มีสาเหตุมาจากการเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ไม่มีการเปิดตัวคอนโดฯโครงการใหม่ และตลาดแนวราบหยุดชะงัก ยอดขายจึงกลับมาดีในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2568 โดยทั้งหมดนี้มองว่าเป็นเพียง “ภาพลวงตา” เพราะตัวเลขที่บวกไม่ได้หมายความว่าตลาดฟื้นตัวขึ้น
เกมไพรซ์วอร์รักษาสภาพคล่อง

สอดคล้อง “อธิป พีชานนท์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ประเมินว่า ตลาดอสังหาฯจะยังไม่ฟื้นตัว ตราบใดที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น ด้วยสถานการณ์ สภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจที่กดดัน กำลังซื้อและสภาพคล่อง นาทีนี้ธุรกิจอสังหาฯกำไรเป็นรองสภาพคล่อง เริ่มมีการจัดโปรโมชั่นหนัก ๆ สู้เพื่อความอยู่รอด นำไปสู่ “ไพรซ์วอร์”

“ปัจจัยจะทำให้สามารถอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ต้องปรับตัวให้อยู่ได้ ซึ่งสภาพคล่องเป็นหนึ่งในปัจจัย ต้องมีวิธีที่ให้อยู่ได้ โดยเฉพาะการเพิ่มยอดขาย รายได้ ไม่ใช่รักษาสภาพคล่องอย่างเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้วในภาวะแบบนี้”

“อธิป” ย้ำว่า สิ่งสำคัญต้องรู้ตัวเองว่ามีกำลังเงินและหนี้อยู่ระดับไหน แล้วประเมินว่าเลวร้ายสุด แล้วยอดขายเท่านี้อยู่ได้ไหม ถ้าสายป่านไม่มี ยังเพิ่มหนี้และขึ้นโครงการใหม่ ก็น่าห่วง แต่ถือว่าวิกฤตปี 2569 ยังดีกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งต้มยำกุ้งแบงก์ล้ม ไฟแนนซ์ล้ม ท่อหายใจหายไปหมด ยอดขายไม่มี ลูกค้าก็แย่ สภาพคล่องแย่มาก มีบริษัทอสังหาฯหลายรายที่หายไป ขณะที่ปี 2569 ลูกค้ายังพอมีบ้าง แบงก์ก็แข็งแรง แต่เรามีเงินน้อย ต่างจากปี 2540 ที่ติดลบ จะรอดหรือไม่รอดอยู่ที่การปรับตัว


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่