ยาคูลท์ กับ บีทาเก้น ต่างกันยังไง?

เฉลยแล้ว! ยาคูลท์ กับ บีทาเก้น ต่างกันยังไง? หลายคนดื่มมาทั้งชีวิตเพิ่งรู้ความแตกต่าง
.
หากพูดถึงนมเปรี้ยวพร้อมดื่มที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึง ยาคูลท์ และ บีทาเก้น อย่างแน่นอน เพราะทั้งสองแบรนด์ถือเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่หลายคนคุ้นเคยกันมาตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยรสชาติหวานอมเปรี้ยวดื่มง่าย และจุดเด่นเรื่องการมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร
.
แต่หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ทั้งที่เป็นนมเปรี้ยวเหมือนกัน รูปทรงขวดก็คล้ายกัน แถมยังมีจุลินทรีย์มีชีวิตเหมือนกัน แล้วจริงๆ ยาคูลท์ กับ บีทาเก้น แตกต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ "ชนิดของจุลินทรีย์"
.
แม้ทั้งสองแบรนด์จะเป็นเครื่องดื่มนมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์มีชีวิตเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แต่ละแบรนด์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
.
ยาคูลท์ ใช้จุลินทรีย์สายพันธุ์ชิโรตะ
.
ยาคูลท์ใช้จุลินทรีย์ที่มีชื่อว่า Lactobacillus casei Shirota strain (LcS) หรือ แลคโตบาซิลลัส คาเซอิ สายพันธุ์ชิโรตะ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์สายพันธุ์เฉพาะที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดย ดร.มิโนรุ ชิโรตะ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น
.
ในยาคูลท์ 1 ขวด ขนาด 80 มิลลิลิตร จะมีจุลินทรีย์สายพันธุ์ชิโรตะอยู่ประมาณ 8,000 ล้านตัว
จุลินทรีย์ชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ และช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ภายในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการทำงานของระบบขับถ่าย รวมถึงช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
.
บีทาเก้น ใช้จุลินทรีย์กลุ่มโพรไบโอติก
สำหรับบีทาเก้นนั้น ใช้ จุลินทรีย์โพรไบโอติก (Probiotics) ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยในบีทาเก้น 1 ขวด ขนาด 85 มิลลิลิตร จะมีจุลินทรีย์อย่างน้อย 9,000 ล้านตัว
.
จุดเด่นของจุลินทรีย์โพรไบโอติกคือสามารถทนต่อสภาวะกรดในกระเพาะอาหารได้ดี ทำให้สามารถเดินทางไปถึงลำไส้และเข้าไปช่วยสร้างสมดุลให้กับระบบทางเดินอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมการย่อยอาหารและการขับถ่าย รวมถึงช่วยลดโอกาสการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์ในลำไส้
.
ที่มา : Sanook
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่