“รู้ไหม? ผักผลไม้แต่ละสี ไม่ได้ต่างกันแค่หน้าตา… แต่ต่างกันที่ ‘สารพฤกษเคมี (Phytochemicals)’ ที่ช่วยดูแลร่างกายในคนละด้าน”
หลายคนกินแต่ผักสีเขียวทุกวัน แล้วคิดว่าเพียงพอแล้ว
แต่จริงๆ แล้ว สีแดง สีม่วง สีส้ม สีขาว และสีเขียว ต่างมีสารสำคัญที่ทำงานคนละแบบ
สีแดง → ช่วยดูแลหัวใจและหลอดเลือด
สีม่วง → อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์
สีเขียว → มีลูทีนและซีแซนทีน ช่วยดูแลดวงตา และมีซัลโฟราเฟนจากผักตระกูลกะหล่ำ
สีขาว → มีกลุ่มสารกำมะถัน เช่น Allicin ในกระเทียม ช่วยสนับสนุนสุขภาพหัวใจและภูมิคุ้มกัน
สีส้ม/เหลือง → มีเบต้าแคโรทีน เปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยเรื่องสายตาและภูมิคุ้มกัน
ที่สำคัญคือ
“ไม่มีสีไหนดีที่สุด”
เพราะสารอาหารและสารพฤกษเคมีแต่ละชนิดทำงานร่วมกันเหมือนทีมฟุตบอล
ยิ่งกินหลากหลายสีมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งได้รับสารที่หลากหลายมากขึ้น
เทคนิคง่ายๆ
ลองดูจานอาหารของตัวเองวันนี้
ถ้ามีอย่างน้อย 3 สี = ดี
ถ้ามี 4 สี = ดีมาก
ถ้ามีครบ 5 สี = ยอดเยี่ยม
องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้กินผักและผลไม้รวมกันอย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 5 ส่วนบริโภค เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด
แต่จำไว้
การกินผักผลไม้ “หลายสี” ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคต่างๆ ได้โดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกินที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว
วันนี้จานอาหารของคุณมีกี่สีแล้ว?
ที่มา
ฉลาดกิน
กินให้ครบ 5 สี ดีกว่ากินซ้ำแค่ 5 อย่าง!
ที่มา ฉลาดกิน