🤍🤍🤍 นิทานเซน: ขุนนางหัวทึบ 🤍🤍🤍




          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคหนึ่งของญี่ปุ่น ขณะที่เซนกำลังแพร่ขยายไปทั่วดินแดน มีขุนนางผู้มั่งคั่งคนหนึ่งซึ่งได้ยินชื่อเสียงของพระเซนผู้ทรงปัญญาสองท่าน นั่นคืออาจารย์กูโดและอาจารย์ไดกู

          เขาจึงส่งคนไปเชิญทั้งสองมายังปราสาทของตน หวังจะขอคำแนะนำเกี่ยวกับธรรมะ และปรึกษาเรื่องการสร้างวัดเพื่อส่งเสริมพุทธศาสนาในแคว้นของตน

          เมื่อทั้งสองพระมาถึง ขุนนางก้มคำนับต้อนรับด้วยความเคารพ และเอ่ยด้วยเสียงอ่อนน้อมว่า “ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนักที่ท่านทั้งสองยอมมาเยือน”
          พระกูโดยิ้มอย่างสงบ แล้วกล่าวขึ้นว่า “ท่านเป็นผู้มีปัญญาโดยธรรมชาติ มีจิตเปิดกว้างและพร้อมจะเข้าใจเซนอย่างลึกซึ้ง นับเป็นพรที่หาได้ยาก”
          ขุนนางยิ้มกว้างด้วยความปลื้มใจ เขาไม่เคยถูกยกย่องในลักษณะนี้จากพระมาก่อน

          แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศจะสงบนาน พระไดกูกลับหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดขึ้นตรง ๆ ว่า “เหลวไหล ท่านเยินยอคนหัวทึบเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?”
          เสียงในห้องเงียบลงทันที เหล่าข้ารับใช้ต่างหันมองกันด้วยความตกใจ
          “แม้เขาจะเป็นขุนนาง แต่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเซนเลยสักนิด” พระไดกูกล่าวต่ออย่างหนักแน่น “คำยกยอจะมีประโยชน์อะไร หากไม่มีความจริง?”
          ขุนนางชะงักเล็กน้อย ใบหน้าของเขานิ่งไป แววตาฉายแววประหลาดใจและอับอายปะปนกัน เขาหันไปมองพระกูโดที่ยังคงยิ้มละไมอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

          แต่ในใจของขุนนางกลับเกิดความเคลื่อนไหวบางอย่าง คำพูดที่ตรงแต่ไม่เสแสร้งของไดกู ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกสะท้อนเงาในใจตนเอง

          คืนนั้น ขุนนางนั่งเงียบอยู่ในห้องส่วนตัวนานหลายชั่วโมง เขาไม่ได้สนใจเสียงดนตรีจากท้องพระโรง หรือกลิ่นหอมของอาหารมื้อค่ำ เขากลับครุ่นคิดถึงคำว่า “หัวทึบ” ที่ไดกูพูดใส่เขาตรง ๆ
          “ข้าเป็นผู้ปกครอง แต่ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับข้าแบบนั้น…” เขาคิดในใจ “หรือเพราะเขาพูดความจริงที่ข้าปิดหูไม่ฟังมานาน?”

          ในที่สุด ความรู้สึกโกรธก็เปลี่ยนเป็นความใคร่รู้ เขารู้สึกว่าคำพูดของไดกู แม้จะหยาบคาย แต่กลับเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ ไม่มีการแสร้งเอาใจหรือประจบเหมือนคนรอบตัวเขา

          เช้าวันรุ่งขึ้น เขาเรียกข้าราชบริพารมาพร้อมกันที่ลานกลางวัง แล้วประกาศด้วยเสียงหนักแน่น “เราจะสร้างวัดให้กับพระไดกู และเราจะศึกษาธรรมกับท่านผู้นี้”
          เสียงฮือฮาเกิดขึ้นในหมู่ข้าราชบริพารทันที เพราะทุกคนคาดว่าขุนนางจะสร้างวัดให้พระกูโดผู้พูดจาไพเราะ แต่เขากลับเลือกคนที่ตำหนิเขาต่อหน้า

          เมื่อวัดถูกสร้างเสร็จบนเชิงเขานอกเมือง พระไดกูรับขุนนางเป็นศิษย์โดยไม่กล่าวคำใด เขาเพียงชี้ไปที่พื้นดินใต้ต้นไม้ แล้วพูดว่า “นั่ง”

          จากวันนั้น ขุนนางผู้เคยได้รับแต่คำสรรเสริญ เริ่มเรียนรู้ที่จะนิ่ง ฟัง และเผชิญหน้ากับตนเองผ่านความเงียบของเซน เขาไม่หวังคำชมอีกต่อไป แต่กลับรู้สึกเป็นอิสระจากการต้อง “ดูดี” อยู่ตลอดเวลา

          ในวันหนึ่งที่ฝนตกหนัก ขุนนางยืนตากฝนเงียบ ๆ หน้ากุฏิของพระไดกู เขายิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าคิดว่า… ข้าเริ่มเข้าใจคำว่า ‘หัวทึบ’ แล้ว”
          พระไดกูพยักหน้าเบา ๆ ด้วยสายตาเปี่ยมเมตตา “เมื่อเจ้ารู้ว่าตนโง่ นั่นแหละคือปัญญาเบิกบาน”
          และนับจากนั้นมา ผู้คนไม่ได้เรียกเขาเพียงว่า “ขุนนาง” แต่เรียกด้วยความเคารพว่า “ผู้ใฝ่ธรรม”


*** (นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความจริงที่ขม อาจมีค่ามากกว่าคำหวานที่ไร้สาระ คนที่กล้าบอกความจริงกับเรา แม้จะไม่ไพเราะ แต่คือผู้ที่ช่วยให้เราเห็นเงาในใจตนเอง และเปิดประตูสู่การเรียนรู้ที่แท้ , “ผู้ที่กล้ายอมรับความไม่รู้ คือผู้ที่เริ่มต้นเดินบนหนทางแห่งปัญญาอย่างแท้จริง”

          สำหรับพระไดกู ท่านกล้าพูดความจริงตรงไปตรงมา โดยไม่หวั่นไหวต่ออำนาจของฝ่ายตรงข้าม สิ่งนี้สะท้อนแก่นของเซนอย่างแท้จริง คือการชี้ตรงไปที่ใจ ไม่หลอกตน ไม่หลอกใคร และไม่แสวงหาการยอมรับจากภายนอก)


ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล : taleZZZ | คลังศูนย์รวมนิทานทั่วโลก



ขุนนางผู้ใหญ่ไร้ ..... ภาวนา
      ผู้มั่งคั่งรู้วิชา ..... โลกสิ้น
 เคยยินแต่วาจา ..... ยอยก
          พระว่า'หัวทึบ'ดิ้น ..... จึ่งได้ใฝ่ธรรม.


Kitaro - Dawn / Rising Sun
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่