เปรียบเทียบ 3 แพลตฟอร์มเดลิเวอรี เข้าร่วม ไทยช่วยไทย พลัส 60/40

เปรียบเทียบ 3 แพลตฟอร์มเดลิเวอรี เข้าร่วม ไทยช่วยไทย พลัส 60/40




ตลาด Food Delivery ในประเทศไทยเติบโตเร็วแค่ไหน
ถ้าสังเกตจากมูลค่าการซื้อขายรวม (GMV) จะพบว่าปี 2024 มีมูลค่า 1.37 แสนล้านบาท และได้ปรับขึ้นมาเป็น 1.67 แสนล้านบาทในปี 2025

รู้หรือไม่ว่า ด้วยอัตราการเติบโตถึง 22% นี้ ทำให้ตลาด Food Delivery ของไทย กลายเป็นหนึ่งประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ยิ่งมาในช่วงเวลานี้ ประเทศไทยกำลังมีโครงการภาครัฐมาแรงอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ที่เริ่มใช้สิทธิ์กันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569

ส่วนการใช้สิทธิ์ในแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มต้น 15 มิถุนายนนี้

ทำให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าในช่วงเวลานี้ ต่างทยอยลงทะเบียนเข้าระบบ และเป็นโค้งสุดท้ายว่าจะเลือกผูกกับแพลตฟอร์ม Food Delivery เจ้าไหน ผ่านแอปถุงเงินได้ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้

ว่าแต่สิ่งที่ควรรู้ก่อนจะเปิดร้านขายในแพลตฟอร์ม Food Delivery มีอะไรบ้าง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ภาพใหญ่ แพลตฟอร์ม Food Delivery ยักษ์ใหญ่ในบ้านเรา แบ่งเป็น 3 เจ้าหลัก ๆ คือ Grab, Shopee Food และ LINE MAN

ซึ่งมักจะออกแคมเปญเป็นระยะ ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจจากฐานลูกค้าเดิม พร้อมกับการสร้างฐานลูกค้าใหม่ อยู่แล้ว

โดยเฉพาะโครงการภาครัฐอย่างไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ครั้งนี้ จุดที่แพลตฟอร์ม Food Delivery พยายามดึงมาเป็นจุดขายหลัก ๆ เลยก็คือ GP รวมทั้งโปรโมชันส่งเสริมการขายในมุมต่าง ๆ

แล้วค่า GP สำคัญอย่างไร ?

อธิบายง่าย ๆ GP คือ อัตราค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากร้านค้า ซึ่งจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ และจะหักออกจากยอดขายสุทธิ เมื่อมีคำสั่งซื้อสำเร็จ

พอเป็นแบบนี้ GP จึงเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งของร้านค้าในแพลตฟอร์ม คล้ายกับค่าเช่าที่เปิดร้านในโลกออฟไลน์ เพียงแต่ต่างกันตรงที่ “ค่าเช่าที่” จะเหมาจ่ายเป็นรายวันรายเดือน แต่ GP จะจ่ายตามจริงที่มีคำสั่งซื้อสำเร็จ นั่นเอง

ทีนี้ ถ้าสังเกตโปรโมชันในแพลตฟอร์ม Food Delivery โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะพบว่า

- Grab คิด GP 9% ทุกออร์เดอร์ ไทยช่วยไทย พลัส เฉพาะร้านค้าที่สมัครภายในวันที่ 10 มิ.ย. 2569
หรือก็คือถ้าขายสินค้าทุก ๆ 100 บาท จะถูกหักค่าบริการ 9 บาท และเหลือเงินเข้ากระเป๋าร้านค้า 91 บาท

- LINE MAN คิด GP 10% ทุกออร์เดอร์ ไทยช่วยไทย พลัส เฉพาะร้านค้าที่สมัครภายในวันที่ 10 มิ.ย. 2569
หรือก็คือถ้าขายสินค้าทุก ๆ 100 บาท จะถูกหักค่าบริการ 10 บาท และเหลือเงินเข้ากระเป๋าร้านค้า 90 บาท

- Shopee Food คิด GP 13% ทุกออร์เดอร์ ไทยช่วยไทย พลัส
หรือก็คือถ้าขายสินค้าทุก ๆ 100 บาท จะถูกหักค่าบริการ 13 บาท และเหลือเงินเข้ากระเป๋าร้านค้า 87 บาท

ดังนั้นจากข้อมูลตอนนี้แพลตฟอร์มที่ให้ GP ต่ำที่สุดก็คือ Grab
ยิ่งในช่วงเวลานี้ ถ้ามองในมุมของ Demand ผู้บริโภคย่อมต้องเลือกซื้อตามร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 กันอยู่แล้ว ดังนั้นเหล่าร้านค้าจึงไม่ควรปล่อยผ่านเลือกแพลตฟอร์ม Food Delivery ที่ให้สิทธิประโยชน์และโปรโมชันมากที่สุดกับตนเอง นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการคำนึงถึง GP ที่สะท้อนถึงต้นทุนของร้านค้าในแพลตฟอร์ม Food Delivery แล้ว การเข้าถึงฐานลูกค้าในโลกออนไลน์ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

จึงไม่แปลกถ้าในช่วงเวลานี้เหล่าแพลตฟอร์ม Food Delivery จึงพากันอัดโปรโมชันต่าง ๆ ในส่วนนี้กันแบบจัดเต็ม

สะท้อนผ่านโปรโมชันส่งเสริมการขาย จากโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ในครั้งนี้

Grab
- แคมเปญดันยอดขาย 20,000 บาท
- เครดิตโฆษณาในแอปสูงสุด 1,200 บาท
- สื่อโฆษณา มูลค่ารวม 300 ล้านบาท นำทัพโดยน้องเกล แอบิเกล
รวมทั้ง ยังมีสื่อตกแต่งร้านแกร็บเกลทุกร้านแบบฟรี ให้ทุกร้าน, วงเงินกู้ สูงสุด 2,000,000 บาท, กิจกรรมพิเศษ​ แจกรางวัลใหญ่ ขายฟรี GP 0% นาน 1 ปี และรางวัลอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

Shopee Food
- คูปองดันยอด ร้านละ 9,000 บาท
- เครดิตโฆษณาฟรี สูงสุด 1,200 บาท
- โปรโมตโครงการผ่านสื่อโซเชียล
นอกจากนี้ ยังมีส่วนลดเครื่อง POS สูงสุด 11,000 บาท พร้อมซอฟต์แวร์ฟรี 12 เดือน, รับค่าคอมคืน ผ่าน Shopee Affiliate และวงเงินกู้เพื่อร้านค้าผ่าน SEasyCash

LINE MAN
- คูปองเร่งยอดขาย ร้านละ 5,000 บาท
- เครดิตโฆษณา LINE MAN สูงสุด 1,200 บาท
- สื่อโฆษณาหน้าร้าน 32,000 สิทธิ์
- สื่อโปรโมตแคมเปญ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท
รวมทั้ง ส่วนลด Wongnai POS สูงสุด 10,000 บาท และวงเงินกู้เพื่อร้านค้า Powered by LINE BK

พูดง่าย ๆ ว่า โปรโมชันเหล่านี้ถูกออกแบบให้ครอบคลุมทั้งการเพิ่มโอกาสการมองเห็นบนแพลตฟอร์ม, สภาพคล่องทางการเงินของร้านค้า ไปจนถึงระบบหลังบ้านของร้านค้าต่าง ๆ นั่นเอง

ทีนี้ แล้วในมุมของลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคอย่างเรา จะได้รับประโยชน์จากโปรโมชันเหล่านี้อย่างไรบ้าง ?

จริง ๆ แล้วโปรโมชันครั้งนี้ นอกจากจะพุ่งเป้าไปที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าแล้ว คนไทยที่รับบทผู้บริโภคก็ได้รับประโยชน์ไปด้วยเช่นเดียวกัน

เพราะอย่าลืมว่า ทุกครั้งที่ใช้บริการ Food Delivery เรามักจะมีการเปรียบเทียบราคาสินค้า, ค่าจัดส่ง ฯลฯ

ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่สั่งอาหารหรือสินค้ากับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้
จึงไม่ใช่แค่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 แต่ยังได้มีโอกาสรับส่วนลดเพิ่มเติม รวมทั้งส่วนลดค่าจัดส่งด้วย
ตัวอย่างโปรโมชันที่เห็นในตอนนี้เลยก็เช่น

Grab
- ส่วนลดสูงสุดรวม 12,000 บาท
- ส่งฟรี 5 กม.

Shopee Food
- ส่วนลดเพิ่ม 5,000 บาทต่อผู้ใช้ (เฉพาะช่องทางชำระเงิน ShopeePay และ SPayLater)
- ค่าส่ง ส่วนลดสูงสุด 10 บาท

LINE MAN
- ส่วนลดให้ลูกค้าเพิ่ม 5,000 บาท
- ฟรี บริการโอนออกทุกวัน ไม่มีขั้นต่ำตลอดแคมเปญ

ถึงตรงนี้ สรุปง่าย ๆ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในแพลตฟอร์ม Food Delivery ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐครั้งนี้

มุมของพ่อค้าแม่ค้า ก็ดูเหมือนกับว่า ถ้าใครยังไม่มีหน้าร้านในแพลตฟอร์ม Food Delivery ช่วงเวลานี้
คงไม่ใช่แค่ตามพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ทัน แต่กำลังทิ้งโอกาสในการขาย และทิ้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากแคมเปญครั้งนี้ไปด้วย

แล้วถ้าถามว่า ควรจะเปิดหน้าร้านในแพลตฟอร์ม Food Delivery ใดมากที่สุด
เริ่มต้นง่าย ๆ ลองสังเกตจากโปรโมชันแคมเปญรอบนี้ว่าเจ้าไหนตอบโจทย์ร้านเราและคุ้มค่าที่สุด..

หมายเหตุ :
- ข้อมูล ณ 8 มิ.ย. 2569
- เงื่อนไขต่าง ๆ สามารถปรับเปลี่ยนได้ และเป็นไปตามที่แต่ละบริษัทกำหนด
- คำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 USD = 32.65 THB ณ มิ.ย. 2569


https://www.facebook.com/share/1B22hkGr33/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่