หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมอาหารบนแอปเดลิเวอรี ถึงแพงกว่าหน้าร้าน ?
จริง ๆ แล้วสาเหตุหลักมาจาก “ค่า GP” หรือส่วนแบ่งยอดขายที่แอปเรียกเก็บจากร้านค้า ซึ่ง LINE MAN จะหักประมาณ 30% และยังมี VAT 7% จากค่า GP อีกต่อหนึ่ง
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าร้านขายข้าวกะเพราใน LINE MAN ราคา 100 บาท
- ร้านจะโดนหัก GP 30 บาท
- VAT จาก GP อีก 2.1 บาท
สุดท้ายร้านได้เงินจริงแค่ 67.9 บาท
คำถามคือ…
ถ้าร้านอยากได้เงินสุทธิ “100 บาทเต็ม” เท่ากับขายหน้าร้าน ต้องตั้งราคาเท่าไร ?
คำตอบคือ ใช้สูตร
📌 ราคาหน้าร้าน x 1.48
🍗 ข้าวมันไก่หน้าร้าน 100 บาท
ราคาบน LINE MAN = 148 บาท
เมื่อโดนหัก
- GP 44.4 บาท
- VAT 3.1 บาท
ร้านจะได้เงินสุทธิประมาณ 100.5 บาท พอดี
🍛 หน้าร้าน 80 บาท
- บนแอปประมาณ 119 บาท
- ร้านได้เงินสุทธิประมาณ 80.8 บาท
🍜 หน้าร้าน 60 บาท
- บนแอปประมาณ 89 บาท
- ร้านได้เงินสุทธิประมาณ 60.4 บาท
สรุปคือ สูตร 1.48 ช่วยให้ร้าน “ได้เงินจริงเท่าหน้าร้าน” หลังหัก GP และ VAT แล้ว
หลายร้านเลยเลือก
- กำไรน้อยลง
- ตั้งราคาต่ำกว่าสูตร
- ยอมรับ Margin ที่ลดลง
เพื่อแลกกับยอดขาย และโอกาสให้ลูกค้ากดสั่งง่ายขึ้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้อธิบายสูตร 1.48 ตั้งราคาอาหารบน LINE MAN หักค่า GP แล้ว ได้กำไรเท่าขายหน้าร้าน | BrandCase
- ปกติเวลาเราขายของบนแอปดิลิเวอรี LINE MAN แอปพลิเคชันจะหักค่า GP 30% ตามส่วนแบ่งยอดขาย และมีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากค่า GP อีก 7% อีกต่อหนึ่ง
หมายความว่า ถ้าเราขายข้าวใน LINE MAN ได้ 100 บาท จะได้รับเงินเข้าร้านค้าจริง ๆ = 100 - 30 - (30 x 7%) = 67.9 บาท
แล้วถ้าเราอยากได้รับเงินเต็ม ๆ 100 บาท เท่าราคาขายหน้าร้าน ต้องตั้งราคาอย่างไร ?
BrandCase สรุปสูตรตั้งราคา กรณีหักค่า GP 30% และ 7% พร้อมวิธีคำนวณ แบบเข้าใจง่าย ๆ
และจะขอพูดถึงแค่ส่วนการหัก GP และ VAT เท่านั้น ไม่รวมส่วนของ การคำนวณส่วนลดโปรโมชัน และส่วนลดค่าส่ง..
- สำหรับกรณีร้านค้าทั่วไป ที่โดนหัก GP 30% สูตรคือ = ราคาขายหน้าร้าน x 1.48
สมมติว่าเราขายข้าวมันไก่ที่หน้าร้าน ราคา 100 บาท
ราคาขายบน LINE MAN ก็จะเป็น 100 x 1.48 = 148 บาท
ตามสูตรนี้เราจะโดนหักค่า GP 30% คือ 148 x 30% = 44.4 บาท
และหักภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% คือ 44.4 x 7% = 3.1 บาท
จะเห็นว่าถ้าเราตั้งราคาขายที่ 148 บาท เราจะได้รับเงินสุทธิ คือ 148 - 44.4 - 3.1 = 100.5 บาท ซึ่งจะเท่า ๆ กับหน้าร้านพอดี
ทีนี้ถ้าลองเป็นราคาอื่น ๆ ดู
- สมมติว่าเราขายข้าวมันไก่ที่หน้าร้าน ราคา 80 บาท
ราคาขายบน LINE MAN ก็จะเป็น 80 x 1.48 = 119 บาท
ถ้าเราตั้งราคาขายบน LINE MAN = 119 บาท เราจะได้รับเงินสุทธิ คือ 119 - 35.7 - 2.5 = 80.8 บาท
- สมมติว่าเราขายข้าวมันไก่ที่หน้าร้าน ราคา 60 บาท
ราคาขายบน LINE MAN ก็จะเป็น 60 x 1.48 = 89 บาท
ถ้าเราตั้งราคาขายบน LINE MAN = 89 บาท เราจะได้รับเงินสุทธิ คือ 89 - 26.7 - 1.9 = 60.4 บาท
จะเห็นว่าไม่ว่ากรณีไหน คูณสูตรนี้แล้ว ยอดที่ได้จากการขายบน LINE MAN หักค่า GP และ VAT แล้ว ก็จะได้รายได้พอ ๆ กับการขายที่ราคาหน้าร้าน ทุกกรณี
อย่างไรก็ตาม ทางร้านก็ต้องคิดถึงมุมลูกค้าของร้าน ว่าจะยินดีจ่ายที่ราคานี้ไหม ?
ถ้าไม่ ก็อาจต้องราคาต่ำกว่าการคูณ 1.48 เต็ม ๆ ให้ลดลงมา
ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า อัตรากำไรต่อหน่วยสินค้าที่ขาย จะลดลง แต่ก็แลกมากับการที่ราคาจะเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น
ซึ่งโจทย์ของร้านค้าคือ จะบาลานซ์จุดนี้อย่างไร ให้สมดุลที่สุด
คือทางร้านก็ได้ยอดขายและกำไรในระดับที่โอเค
ส่วนลูกค้า ก็ไม่รู้สึกว่า สั่งอาหารจากร้านผ่าน LINE MAN แล้วแพงเกินไป
ที่มา
BrandCaseTH
LINE MAN หัก GP 30% ตั้งราคาอาหารยังไง ถึงได้เงินเท่าขายหน้าร้าน ? 🍛📱
จริง ๆ แล้วสาเหตุหลักมาจาก “ค่า GP” หรือส่วนแบ่งยอดขายที่แอปเรียกเก็บจากร้านค้า ซึ่ง LINE MAN จะหักประมาณ 30% และยังมี VAT 7% จากค่า GP อีกต่อหนึ่ง
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าร้านขายข้าวกะเพราใน LINE MAN ราคา 100 บาท
- ร้านจะโดนหัก GP 30 บาท
- VAT จาก GP อีก 2.1 บาท
สุดท้ายร้านได้เงินจริงแค่ 67.9 บาท
คำถามคือ…
ถ้าร้านอยากได้เงินสุทธิ “100 บาทเต็ม” เท่ากับขายหน้าร้าน ต้องตั้งราคาเท่าไร ?
คำตอบคือ ใช้สูตร
📌 ราคาหน้าร้าน x 1.48
🍗 ข้าวมันไก่หน้าร้าน 100 บาท
ราคาบน LINE MAN = 148 บาท
เมื่อโดนหัก
- GP 44.4 บาท
- VAT 3.1 บาท
ร้านจะได้เงินสุทธิประมาณ 100.5 บาท พอดี
🍛 หน้าร้าน 80 บาท
- บนแอปประมาณ 119 บาท
- ร้านได้เงินสุทธิประมาณ 80.8 บาท
🍜 หน้าร้าน 60 บาท
- บนแอปประมาณ 89 บาท
- ร้านได้เงินสุทธิประมาณ 60.4 บาท
สรุปคือ สูตร 1.48 ช่วยให้ร้าน “ได้เงินจริงเท่าหน้าร้าน” หลังหัก GP และ VAT แล้ว
หลายร้านเลยเลือก
- กำไรน้อยลง
- ตั้งราคาต่ำกว่าสูตร
- ยอมรับ Margin ที่ลดลง
เพื่อแลกกับยอดขาย และโอกาสให้ลูกค้ากดสั่งง่ายขึ้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ที่มา BrandCaseTH