ภูเก็ตแซตหลุดอีก ปลัดออกโรงส่งไลน์ ช่วยผู้สมัครภูมิใจไทย ลิซ่าซัด ไม่สนต้องวางตัวเป็นกลาง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5753119
.

.
ภูเก็ตแซตหลุดอีก ปลัดออกโรงส่งไลน์ ช่วยผู้สมัครภูมิใจไทย ไม่สนต้องวางตัวเป็นกลาง
.
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 น.ส.
ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กข้อความจากแชตไลน์จากปลัดที่จังหวัดภูเก็ต ส่งไลน์ขอให้สนับสนุนผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย โดยมีเนื้อดังนี้
.
ภูเก็ตเขาแน่นอนจริง!!! มาอีกรายออกตัวช่วยน้ำเงิน
.
ข้อความที่ส่งในไลน์ลักษณะเดียวกันในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้เป็นปลัดอำเภอถลาง จ.ภูเก็ต
.
ส่งข้อความสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ในกรุ๊ปไลน์ผู้เข้าอบรมอส. ออกตัว ออกหน้าไม่สน ไม่แคร์ว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐควรวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
.
ไม่แน่ใจว่าปลัด ห.. (ตามชื่อไลน์) ปฏิบัติตามคำสั่งอธิบดีกรมปกครองที่ส่งบอกปลัดจังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้ว่า“ให้ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือปลัด ”หนุ่ม“ เต็มใจช่วยน้ำเงินเองแบบไม่สนใจว่าการกระทำดังกล่าวจะผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนเลย
.
การเติบโตและลุกลามของระบอบสีน้ำเงินไม่ธรรมดาเอาซะเลย จะองค์กรไหน จะสายไหนมีคนของเขาหมด
.
ถามตรงๆเรื่องนี้ประชาชนคิดว่า จะเห็นการจัดการ พิสูจน์ความโปร่งใสจากมท.1 ที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกุลจริงๆหรือไม่
.
ในเมื่อองคพยพเหล่านี้ผลัดกันเกาหลัง และเป็นเครื่องมือให้พรรคภูมิใจไทย มีอำนาจได้จนทุกวันนี้ คณะกรรมการที่ขึงขังว่า จะตั้งขึ้นมาเพื้อสอบอธิบดีกรมปกครองก่อนหน้านี้ ดิฉันถามคนไทยทั้งประเทศซิว่าเชื่อมั้ย?? ว่าจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่าตรงไปตรงมา
.
และแน่นเดี๋ยวจะมีคนออกมาตอบโต้ เอาเป็นว่าถ้าพรรคภูมิใจไทย
.
อยากปฎิเสธว่าประเทศไทยไม่มี “ระบอบสีน้ำเงิน” ก็ช่วยจัดการไอห้อย ไอโหนที่พยามจะเกาะสีน้ำเงินเติบโตให้เห็นหน่อย แต่ถ้าให้ทายใจ ดูจากนิสัยดิฉันว่า พวกท่านดูภูมิใจกับเป็นผู้สร้างระบอบนี้
.
https://www.facebook.com/lisapukkamon/posts/pfbid0352qMD749wh7C2RuxmVtgTkGxXeNWBdQck2soJMBnozrbWiww1DHCNqRuaBedXgwbl
.
.
ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกายกทม. คกก.ชี้ไม่ผิด-ไม่ร้ายแรง ปรับคนละ 600 บาท
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5752880
.
ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกายกทม. คกก.ชี้ไม่ผิด-ไม่ร้ายแรง ปรับคนละ 600 บาท
.
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นาย
ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีทุจริตเครื่องออกกำลังกายกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า
.
“ตามคาด “รอดยกแก๊ง” #ทุจริตกทม. เครื่องออกกำลังกายแพง ลู่วิ่งแพง 750,000 – ปรับคนละ 600 บาท แล้วยุติเรื่อง
.
เนื่องในวันครบรอบ 2 ปี ทุจริตเครื่องออกกำลังกายแพง (ลู่วิ่ง 750,000) ผมเลยขอประกาศ “ผลการสอบสวน” แบบชัดๆ ของคกก.สอบสวนวินัยร้ายแรง ที่ผู้ว่ากทม.แต่งตั้งขึ้น ได้ทำการสอบสวนจนท.รวม 32 ราย และตัดสินว่า เจ้าหน้าที่ 20 ราย “ไม่มีความผิด” ส่วนอีก 12ราย “ผิดไม่ร้ายแรง” สั่งปรับ 2% ของเงินเดือน (หรือแค่ 600บาท/คน) แล้วปิดคดี
.
เรื่องนี้ ผมคงยอมไม่ได้ เพราะทั้งที่ กทม.เสียหายเป็น ร้อยล้าน แต่คกก.ที่ผู้ว่าตั้งกลับสอบสวนแบบฟอกขาว โดยธงคือขอแค่มีคำว่า “ผิด” เอาไว้ตอบสื่อไวๆว่า “ลงโทษแล้วนะ” แต่แท้จริงๆ บทลงโทษคือ “ปรับแค่ 600 บาท” และยังทำงานต่อในกทม.
.
นี่ไม่ต่างอะไรกับการยืนยันว่า คดีนี้ “ไม่ได้โกง” แค่บังเอิญผิดพลาด จนซื้อของแพงกว่าราคาปกติ 5-10 เท่า และคนกรุงก็ต้องก้มหน้ารับสภาพ โดนปล้นเงินฟรีๆเป็นร้อยล้าน ทั้งที่เป็นคดีทุจริตที่ทุกคนเห็นคาตาว่า “โกง” ไม่ว่าจะ “ล็อคสเปกสินค้า” “ล็อคคุณสมบัติ” “ล็อคผลงาน” “ปั้นราคากลางแพงเกินจริง” “โกงสืบราคาพวกเดียวกัน” ตลอดขบวนการมีแต่การ “โกง” แต่ในสายตาของคกก.ที่ผู้ว่าแต่งตั้งมาสอบ การโกงตลอดขบวนการแบบชัดเจนขนาดนี้ กลับเป็นแค่เรื่องเล็กๆที่ “ผิดไม่ร้ายแรง”
.
เรื่องนี้ ผมเคยเตือนเมื่อปีที่แล้ว ว่าจะรอดหมด แต่กทม.ออกมาโต้ว่ายังสอบสวนอยู่ และสุดท้ายก็เกิดขึ้นจริง นี่คงเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผมที่หลงเชื่อกทม. และไม่คิดว่า กทม.จะกล้าตบหน้าคนกรุงเทพ เสมือนว่า ต่อให้รู้ว่าโกง แล้วจะทำไม
.
สำหรับผม การสอบสวนของคกก. เป็นการสอบที่น่าเกลียดที่สุด เพราะคดีอื่นอย่างพวก ยืมนาฬิกาเพื่อน, ซุกหุ้นศักดิ์สยาม, โกงเช่ารถขยะ EV, หรือ เขากระโกง คดีพวกนี้ยังมีความซับซ้อนในการทุจริตมากกว่าคดีเครื่องออกกำลังกายหลายเท่า
.
การสอบของกทม. ไม่ใช่แค่เสมือนเป็นการ “ล้มคดี” แต่คือการดูถูกคนกรุงเทพฯ และเป็นการสร้างมาตรฐานให้หน่วยงานอื่นไปลอกเลียนแบบตาม ถ้าขนาดกทม.ที่สร้างภาพว่าสะอาด โปร่งใส ยังถือว่า การกระทำเหล่านี้ไม่ผิด ต่อไปก็จะมีหน่วยงานอื่นๆไปลอกวิธีการโกงของกทม.ไปใช้ทั่วประเทศ และประเทศจะเสียหายขนาดไหน?
.
รายละเอียดการสอบสวน ผมสรุปง่ายๆคือ คกก.ที่ผู้ว่าแต่งตั้ง ใช้ดุลพินิจโดยแยกการสอบออกเป็น 2 เรื่อง คือเรื่องราคาของแพงหรือถูก และ เรื่องสเปกว่ากีดกันไม่กีดกัน
.
1. เรื่องราคา ทางคกก.ตรวจสอบ เครื่องออกกำลังกายที่ซื้อแพงหรือถูก โดยการส่งหนังสือไปถามยังบริษัทขายเครื่องออกกำลังกาย 7 บริษัท ให้ช่วยจัดทำใบเสนอราคาให้ โดยส่วนใหญ่กทม.ไปถามคือบริษัทฟิตเนส อาทิ Fitness First, We Fitness (ซึ่งไม่ได้ขายเครื่องออกกำลังกาย และเขาก็ไม่มีทางใช้ เครื่องยี่ห้อกับที่กทม.ล็อคสเปกจัดซื้อมาอยู่แล้ว เพราะคือ OEM ที่ไม่มีขายในท้องตลาด) และที่หนักกว่าคือ แทนที่คกก.จะถามบริษัทที่ขายเครื่องออกกำลังกายเจ้าอื่นๆในตลาด รวมถึงเอกชนที่เคยทำเรื่องร้องเรียนต่อกทม.ว่า TOR ของกทม.ทุจริต ล็อคสเปก แต่คกก.ของกทม.(แกล้งโง่) ไปถาม คือบริษัทที่ชนะประมูลขายลู่วิ่งล็อคสเปคแพงๆ ให้กทม. (ทั้งที่บริษัทเหล่านี้ควรเข้าข่ายต้องสงสัยว่า สมรู้ร่วมคิดทุจริตเสนอราคา แต่กทม.กลับยังจะไปถามราคา) และก็เป็นไปตามคาด ทุกบริษัท ไม่มีบริษัทไหน เสนอราคากลับมาให้กทม.
.
เมื่อไม่มีบริษัทไหนตอบ คกก.สอบสวนของกทม.ก็เลยสร้างบทขึงขังปลอมๆขึ้นมา โดยไปลงพื้นที่แวะร้านขายลู่วิ่งซัก 2 ร้าน ให้พอเป็นพิธี ข้าไปถามเขาว่ามีเครื่องออกกำลังกายแบบในสเปกที่กทม.จัดซื้อไม่ ซึ่งพอทั้ง 2 ร้านไม่มีสเปกแบบที่กทม.จัดซื้อ คกก.ก็เลยสรุปว่า ในเมื่อไม่เจอลู่วิ่งแบบที่ตัวเองจัดซื้อ ก็ถือว่า ไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ราคาที่กทม.ซื้อนั้นแพงหรือถูก และก็เลยสรุปว่า งั้นถือว่า “ผิดไม่ร้ายแรง” ตัดเงินเดือนแค่ 2% คนละ 600บาท ละกัน
.
2. เรื่องการล็อคสเปก คกก.ไม่ได้ให้รายละเอียดการสอบมากนัก แค่สรุปว่า ตัวจนท.คกก.ที่จัดทำคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ (สเปก) และ ราคากลาง (TOR) ได้เขียน TOR กีดกัน แต่สำหรับคกก.ถือว่า “ผิดไม่ร้ายแรง” เลยปรับจนท.ที่เขียนเงินเดือนแค่ 2% แล้วยุติเรื่อง และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ผู้ว่าชัชชาติ “รับทราบ” และ “เห็นชอบ” กับรายงานผลการสอบสวน โดยไม่ได้สั่งสอบใหม่แต่อย่างใด ซึ่งไม่รู้ว่า ผู้ว่าอาจจะคิดว่า คกก.สอบสวนดีแล้วหรือไม่ ถึงเห็นชอบรายงาน แต่สำหรับผม คกก.ตกหล่นหลายเรื่องมาก และเป็นการฟอกขาวให้จนท.ทุจริตแบบสุดๆ (ผมมีสรุปผลสอบ “ตีลับ” สื่อมาขออ่านได้ แต่กทม.ตีลับไม่ให้ผมโพสต์)
.
ทั้งนี้ การสอบของคกก.มีเรื่องที่ตกหล่น และเป็นการฟอกขาว ที่ผมเห็นแย้ง 5 ประเด็น
.
1. เรื่องจงใจ ล็อคสเปกสินค้า โดยเขียนสเปกแบบเจาะจง ที่มีแค่ยี่ห้อเดียวเท่านั้น ซึ่งคกก.มองว่า ไม่ร้ายแรงและปรับเงินเดือนแค่ 2% (600 บาท) แต่ผมขอโต้แย้งว่า จากที่คกก.ลงพื้นที่และหาก็เครื่องออกกำลังกายแบบสเปกที่กทม.ซื้อไม่เจอ นี่ย่อมชัดเจนแล้วว่า เครื่องที่ซื้อมันล็อคสเปก ซึ่งตามพรบ.จัดซื้อ คดีมันร้ายแรงมาก ซึ่งคกก.ควรตั้งคำถามไปยังจนท.ว่า เอาสเปคพวกนี้มาจากไหน และมียี่ห้อไหนที่ผ่านสเปคแบบนี้ หรือให้เอกชนเขียนสเปกให้กันแน่?
.
2. เรื่องจงใจ จัดทำราคากลางที่แพงเกินจริง ซึ่งการที่คกก.ไปถาม 6 บริษัท และลงพื้นที่ 2 ร้านค้า แล้วไม่ได้คำตอบเลยสรุปไม่ได้ว่าแพงไหม แต่ก็ปรับ 600 บาท ผมขอโต้แย้งว่า สิ่งที่คกก.ควรพิจารณาคือ จนท.มีเหตุผลอะไรที่ ไม่ใช้ราคากลางเดิม เพราะแต่ก่อน สมัยผู้ว่าอัศวิน ปี 63-64 กทม.เคยซื้อลู่วิ่ง 250,000 บาท (แม้จะแพงแต่ก็ไม่แพงเท่าครั้งนี้) แต่พอมาสมัยผู้ว่าชัชชาติ ปี 66 กลับแก้ราคากลางเป็น เป็น 750,000บาท โดยที่บางอันแทบจะเป็นสเปกไม่ต่างจากเดิม ซึ่งมีความผิดตามพรบ.จัดซื้อจัดจ้าง
.
3. เรื่องจงใจสืบราคากับบริษัทเจ้าเดิมๆบางรายเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ คกก.ได้ละเลยไม่ตรวจสอบ แต่ถ้าดูในรายละเอียดเราจะพบว่า จนท.มีการสืบราคากับเอกชนเจ้าเดิมตลอด และบางรายไม่เคยมีประวัติการซื้อขายเครื่องออกกำลังกายกับกทม.มาก่อน แต่พึ่งจดทะเบียนเปิดบริษัทมาใหม่ แต่จนท.กทม.กลับตรัสรู้ได้เองว่า เขาขายเครื่องออกกำลังกายแล้วไปขอสืบราคาจากเขา (ซึ่งใครๆก็รู้ว่านี่คือพฤติกรรมฮั๊วการสืบราคา ระหว่างจนท.กับเอกชน)
.
4. เรื่องการจงใจเขียน TOR ล็อคคุณสมบัติ กีดกันไม่ให้คนอื่นเข้าเสนอราคาได้ โดยระบุว่าต้องมีหนังสือรับรองว่า ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือจากตัวแทนจำหน่ายในไทยให้มีสิทธิขายเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นว่าทางคกก.สอบสวนละเลยไม่ได้พูดถึง ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะการเขียนแบบนี้เท่ากับล็อคให้เฉพาะตัวแทน/ผู้ผลิต สามารถเท่านั้น ที่สามารถล็อคมงได้ว่า จะออกหนังสือแต่งตั้งใครมีสิทธิขายของให้กทม.และการแข่งขันจะเกิดได้อย่างไร? ซึ่งต่อให้ เอกชนเจ้าอื่นไปนำเข้าสินค้าเหมือนกันมาจากต่างประเทศเพื่อจะขายให้กทม.ในราคาถูกก็ทำไม่ได้ เพราะกทม.ล็อคว่าต้องมีหนังสือรับรอบ
.
5. เรื่องจงใจเขียน TOR ล็อคผลงาน ผู้เสนอราคา โดยเขียนผลงานให้เข้ากับบริษัทพวกตัวเอง และเพื่อกีดกันไม่ให้บริษัทอื่นเข้าเสนอราคาได้ ซึ่งเรื่องนี้ คกก.ไม่ได้ลงรายละเอียด แต่มันชัดเจนว่า TOR ที่เขียน กำหนดผลงานที่สูงเกินจริง ต้องเคยซื้อขายกันมาก่อน 2-3 สัญญา ซึ่งแม้แต่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายพันล้าน ยังไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้ แต่คกก.กลับไม่ได้เจาะจงเรื่องนี้เช่นกัน [สั่งตรวจแค่ 7 โครงการ จาก 24 โครงการ โดยแต่ไม่ยอมตรวจอีก 17 โครงการที่ทุจริต]
.
เพิ่มเติม เรื่องที่ใหญ่กว่าข้อสังเกต 5 ข้อต่อคกก. และเป็นคำถามที่ผมต้องจี้ถาม ผู้ว่าชัชชาติ ดังๆ และจริงๆก็เคยจี้มาหลายครั้ง ผ่านสื่อต่างๆ คือ โครงการทุจริตเครื่องออกกำลังกาย จริงๆแล้วมีประมาณ 24 โครงการ แต่ ผู้ว่ากทม.เลือกตั้งคกก.สอบสวนแค่ 7 โครงการเท่านั้น โดยไม่ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งเรื่องนี้ ผมมีการออกมาโพสต์จี้ และให้สัมภาษณ์นักข่าวหลายรอบ จนมีนักข่าวมติชนไปสัมภาษณ์จี้ผู้ว่า เมื่อวันที่ 31/7/2567 และผู้ว่าชัชชาติตอบว่า ตรวจหมด ไม่ใช่แค่ 7 โครงการ
.
แต่จากหนังสือ “ตีลับ” ของกทม.ที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการติดตามงบฯ พบว่า คำสั่งที่ผู้ว่าชัชชาติลงนาม ทั้งคำสั่งที่ 1821/2567 ลงวันที่ 17/6/2567 และคำสั่งที่ 2364/2567 ลงวันที่ 1/8/2567 พบว่า
.
ผู้ว่าชัชชาติได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง “เพียง 7 โครงการ” เท่านั้น ไม่ใช่ทุกโครงการ (24 โครงการ) ตามที่ผู้ว่าชัชชาติกล่าวอ้าง
JJNY : ภูเก็ตแซตหลุดอีก ลิซ่าซัด│ศุภณัฐเปิดผลสอบเครื่องออกกำลังกายกทม.│กัมพูชาล้มเหลวจัดการแก๊งสแกมเมอร์ │28 จว.ฝนตกหนัก
https://www.matichon.co.th/politics/news_5753119
.
.
ภูเก็ตแซตหลุดอีก ปลัดออกโรงส่งไลน์ ช่วยผู้สมัครภูมิใจไทย ไม่สนต้องวางตัวเป็นกลาง
.
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กข้อความจากแชตไลน์จากปลัดที่จังหวัดภูเก็ต ส่งไลน์ขอให้สนับสนุนผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย โดยมีเนื้อดังนี้
.
ภูเก็ตเขาแน่นอนจริง!!! มาอีกรายออกตัวช่วยน้ำเงิน
.
ข้อความที่ส่งในไลน์ลักษณะเดียวกันในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้เป็นปลัดอำเภอถลาง จ.ภูเก็ต
.
ส่งข้อความสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ในกรุ๊ปไลน์ผู้เข้าอบรมอส. ออกตัว ออกหน้าไม่สน ไม่แคร์ว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐควรวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
.
ไม่แน่ใจว่าปลัด ห.. (ตามชื่อไลน์) ปฏิบัติตามคำสั่งอธิบดีกรมปกครองที่ส่งบอกปลัดจังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้ว่า“ให้ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือปลัด ”หนุ่ม“ เต็มใจช่วยน้ำเงินเองแบบไม่สนใจว่าการกระทำดังกล่าวจะผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนเลย
.
การเติบโตและลุกลามของระบอบสีน้ำเงินไม่ธรรมดาเอาซะเลย จะองค์กรไหน จะสายไหนมีคนของเขาหมด
.
ถามตรงๆเรื่องนี้ประชาชนคิดว่า จะเห็นการจัดการ พิสูจน์ความโปร่งใสจากมท.1 ที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกุลจริงๆหรือไม่
.
ในเมื่อองคพยพเหล่านี้ผลัดกันเกาหลัง และเป็นเครื่องมือให้พรรคภูมิใจไทย มีอำนาจได้จนทุกวันนี้ คณะกรรมการที่ขึงขังว่า จะตั้งขึ้นมาเพื้อสอบอธิบดีกรมปกครองก่อนหน้านี้ ดิฉันถามคนไทยทั้งประเทศซิว่าเชื่อมั้ย?? ว่าจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่าตรงไปตรงมา
.
และแน่นเดี๋ยวจะมีคนออกมาตอบโต้ เอาเป็นว่าถ้าพรรคภูมิใจไทย
.
อยากปฎิเสธว่าประเทศไทยไม่มี “ระบอบสีน้ำเงิน” ก็ช่วยจัดการไอห้อย ไอโหนที่พยามจะเกาะสีน้ำเงินเติบโตให้เห็นหน่อย แต่ถ้าให้ทายใจ ดูจากนิสัยดิฉันว่า พวกท่านดูภูมิใจกับเป็นผู้สร้างระบอบนี้
.
https://www.facebook.com/lisapukkamon/posts/pfbid0352qMD749wh7C2RuxmVtgTkGxXeNWBdQck2soJMBnozrbWiww1DHCNqRuaBedXgwbl
.
.
ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกายกทม. คกก.ชี้ไม่ผิด-ไม่ร้ายแรง ปรับคนละ 600 บาท
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5752880
.
ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกายกทม. คกก.ชี้ไม่ผิด-ไม่ร้ายแรง ปรับคนละ 600 บาท
.
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีทุจริตเครื่องออกกำลังกายกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า
.
“ตามคาด “รอดยกแก๊ง” #ทุจริตกทม. เครื่องออกกำลังกายแพง ลู่วิ่งแพง 750,000 – ปรับคนละ 600 บาท แล้วยุติเรื่อง
.
เนื่องในวันครบรอบ 2 ปี ทุจริตเครื่องออกกำลังกายแพง (ลู่วิ่ง 750,000) ผมเลยขอประกาศ “ผลการสอบสวน” แบบชัดๆ ของคกก.สอบสวนวินัยร้ายแรง ที่ผู้ว่ากทม.แต่งตั้งขึ้น ได้ทำการสอบสวนจนท.รวม 32 ราย และตัดสินว่า เจ้าหน้าที่ 20 ราย “ไม่มีความผิด” ส่วนอีก 12ราย “ผิดไม่ร้ายแรง” สั่งปรับ 2% ของเงินเดือน (หรือแค่ 600บาท/คน) แล้วปิดคดี
.
เรื่องนี้ ผมคงยอมไม่ได้ เพราะทั้งที่ กทม.เสียหายเป็น ร้อยล้าน แต่คกก.ที่ผู้ว่าตั้งกลับสอบสวนแบบฟอกขาว โดยธงคือขอแค่มีคำว่า “ผิด” เอาไว้ตอบสื่อไวๆว่า “ลงโทษแล้วนะ” แต่แท้จริงๆ บทลงโทษคือ “ปรับแค่ 600 บาท” และยังทำงานต่อในกทม.
.
นี่ไม่ต่างอะไรกับการยืนยันว่า คดีนี้ “ไม่ได้โกง” แค่บังเอิญผิดพลาด จนซื้อของแพงกว่าราคาปกติ 5-10 เท่า และคนกรุงก็ต้องก้มหน้ารับสภาพ โดนปล้นเงินฟรีๆเป็นร้อยล้าน ทั้งที่เป็นคดีทุจริตที่ทุกคนเห็นคาตาว่า “โกง” ไม่ว่าจะ “ล็อคสเปกสินค้า” “ล็อคคุณสมบัติ” “ล็อคผลงาน” “ปั้นราคากลางแพงเกินจริง” “โกงสืบราคาพวกเดียวกัน” ตลอดขบวนการมีแต่การ “โกง” แต่ในสายตาของคกก.ที่ผู้ว่าแต่งตั้งมาสอบ การโกงตลอดขบวนการแบบชัดเจนขนาดนี้ กลับเป็นแค่เรื่องเล็กๆที่ “ผิดไม่ร้ายแรง”
.
เรื่องนี้ ผมเคยเตือนเมื่อปีที่แล้ว ว่าจะรอดหมด แต่กทม.ออกมาโต้ว่ายังสอบสวนอยู่ และสุดท้ายก็เกิดขึ้นจริง นี่คงเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผมที่หลงเชื่อกทม. และไม่คิดว่า กทม.จะกล้าตบหน้าคนกรุงเทพ เสมือนว่า ต่อให้รู้ว่าโกง แล้วจะทำไม
.
สำหรับผม การสอบสวนของคกก. เป็นการสอบที่น่าเกลียดที่สุด เพราะคดีอื่นอย่างพวก ยืมนาฬิกาเพื่อน, ซุกหุ้นศักดิ์สยาม, โกงเช่ารถขยะ EV, หรือ เขากระโกง คดีพวกนี้ยังมีความซับซ้อนในการทุจริตมากกว่าคดีเครื่องออกกำลังกายหลายเท่า
.
การสอบของกทม. ไม่ใช่แค่เสมือนเป็นการ “ล้มคดี” แต่คือการดูถูกคนกรุงเทพฯ และเป็นการสร้างมาตรฐานให้หน่วยงานอื่นไปลอกเลียนแบบตาม ถ้าขนาดกทม.ที่สร้างภาพว่าสะอาด โปร่งใส ยังถือว่า การกระทำเหล่านี้ไม่ผิด ต่อไปก็จะมีหน่วยงานอื่นๆไปลอกวิธีการโกงของกทม.ไปใช้ทั่วประเทศ และประเทศจะเสียหายขนาดไหน?
.
รายละเอียดการสอบสวน ผมสรุปง่ายๆคือ คกก.ที่ผู้ว่าแต่งตั้ง ใช้ดุลพินิจโดยแยกการสอบออกเป็น 2 เรื่อง คือเรื่องราคาของแพงหรือถูก และ เรื่องสเปกว่ากีดกันไม่กีดกัน
.
1. เรื่องราคา ทางคกก.ตรวจสอบ เครื่องออกกำลังกายที่ซื้อแพงหรือถูก โดยการส่งหนังสือไปถามยังบริษัทขายเครื่องออกกำลังกาย 7 บริษัท ให้ช่วยจัดทำใบเสนอราคาให้ โดยส่วนใหญ่กทม.ไปถามคือบริษัทฟิตเนส อาทิ Fitness First, We Fitness (ซึ่งไม่ได้ขายเครื่องออกกำลังกาย และเขาก็ไม่มีทางใช้ เครื่องยี่ห้อกับที่กทม.ล็อคสเปกจัดซื้อมาอยู่แล้ว เพราะคือ OEM ที่ไม่มีขายในท้องตลาด) และที่หนักกว่าคือ แทนที่คกก.จะถามบริษัทที่ขายเครื่องออกกำลังกายเจ้าอื่นๆในตลาด รวมถึงเอกชนที่เคยทำเรื่องร้องเรียนต่อกทม.ว่า TOR ของกทม.ทุจริต ล็อคสเปก แต่คกก.ของกทม.(แกล้งโง่) ไปถาม คือบริษัทที่ชนะประมูลขายลู่วิ่งล็อคสเปคแพงๆ ให้กทม. (ทั้งที่บริษัทเหล่านี้ควรเข้าข่ายต้องสงสัยว่า สมรู้ร่วมคิดทุจริตเสนอราคา แต่กทม.กลับยังจะไปถามราคา) และก็เป็นไปตามคาด ทุกบริษัท ไม่มีบริษัทไหน เสนอราคากลับมาให้กทม.
.
เมื่อไม่มีบริษัทไหนตอบ คกก.สอบสวนของกทม.ก็เลยสร้างบทขึงขังปลอมๆขึ้นมา โดยไปลงพื้นที่แวะร้านขายลู่วิ่งซัก 2 ร้าน ให้พอเป็นพิธี ข้าไปถามเขาว่ามีเครื่องออกกำลังกายแบบในสเปกที่กทม.จัดซื้อไม่ ซึ่งพอทั้ง 2 ร้านไม่มีสเปกแบบที่กทม.จัดซื้อ คกก.ก็เลยสรุปว่า ในเมื่อไม่เจอลู่วิ่งแบบที่ตัวเองจัดซื้อ ก็ถือว่า ไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ราคาที่กทม.ซื้อนั้นแพงหรือถูก และก็เลยสรุปว่า งั้นถือว่า “ผิดไม่ร้ายแรง” ตัดเงินเดือนแค่ 2% คนละ 600บาท ละกัน
.
2. เรื่องการล็อคสเปก คกก.ไม่ได้ให้รายละเอียดการสอบมากนัก แค่สรุปว่า ตัวจนท.คกก.ที่จัดทำคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ (สเปก) และ ราคากลาง (TOR) ได้เขียน TOR กีดกัน แต่สำหรับคกก.ถือว่า “ผิดไม่ร้ายแรง” เลยปรับจนท.ที่เขียนเงินเดือนแค่ 2% แล้วยุติเรื่อง และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ผู้ว่าชัชชาติ “รับทราบ” และ “เห็นชอบ” กับรายงานผลการสอบสวน โดยไม่ได้สั่งสอบใหม่แต่อย่างใด ซึ่งไม่รู้ว่า ผู้ว่าอาจจะคิดว่า คกก.สอบสวนดีแล้วหรือไม่ ถึงเห็นชอบรายงาน แต่สำหรับผม คกก.ตกหล่นหลายเรื่องมาก และเป็นการฟอกขาวให้จนท.ทุจริตแบบสุดๆ (ผมมีสรุปผลสอบ “ตีลับ” สื่อมาขออ่านได้ แต่กทม.ตีลับไม่ให้ผมโพสต์)
.
ทั้งนี้ การสอบของคกก.มีเรื่องที่ตกหล่น และเป็นการฟอกขาว ที่ผมเห็นแย้ง 5 ประเด็น
.
1. เรื่องจงใจ ล็อคสเปกสินค้า โดยเขียนสเปกแบบเจาะจง ที่มีแค่ยี่ห้อเดียวเท่านั้น ซึ่งคกก.มองว่า ไม่ร้ายแรงและปรับเงินเดือนแค่ 2% (600 บาท) แต่ผมขอโต้แย้งว่า จากที่คกก.ลงพื้นที่และหาก็เครื่องออกกำลังกายแบบสเปกที่กทม.ซื้อไม่เจอ นี่ย่อมชัดเจนแล้วว่า เครื่องที่ซื้อมันล็อคสเปก ซึ่งตามพรบ.จัดซื้อ คดีมันร้ายแรงมาก ซึ่งคกก.ควรตั้งคำถามไปยังจนท.ว่า เอาสเปคพวกนี้มาจากไหน และมียี่ห้อไหนที่ผ่านสเปคแบบนี้ หรือให้เอกชนเขียนสเปกให้กันแน่?
.
2. เรื่องจงใจ จัดทำราคากลางที่แพงเกินจริง ซึ่งการที่คกก.ไปถาม 6 บริษัท และลงพื้นที่ 2 ร้านค้า แล้วไม่ได้คำตอบเลยสรุปไม่ได้ว่าแพงไหม แต่ก็ปรับ 600 บาท ผมขอโต้แย้งว่า สิ่งที่คกก.ควรพิจารณาคือ จนท.มีเหตุผลอะไรที่ ไม่ใช้ราคากลางเดิม เพราะแต่ก่อน สมัยผู้ว่าอัศวิน ปี 63-64 กทม.เคยซื้อลู่วิ่ง 250,000 บาท (แม้จะแพงแต่ก็ไม่แพงเท่าครั้งนี้) แต่พอมาสมัยผู้ว่าชัชชาติ ปี 66 กลับแก้ราคากลางเป็น เป็น 750,000บาท โดยที่บางอันแทบจะเป็นสเปกไม่ต่างจากเดิม ซึ่งมีความผิดตามพรบ.จัดซื้อจัดจ้าง
.
3. เรื่องจงใจสืบราคากับบริษัทเจ้าเดิมๆบางรายเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ คกก.ได้ละเลยไม่ตรวจสอบ แต่ถ้าดูในรายละเอียดเราจะพบว่า จนท.มีการสืบราคากับเอกชนเจ้าเดิมตลอด และบางรายไม่เคยมีประวัติการซื้อขายเครื่องออกกำลังกายกับกทม.มาก่อน แต่พึ่งจดทะเบียนเปิดบริษัทมาใหม่ แต่จนท.กทม.กลับตรัสรู้ได้เองว่า เขาขายเครื่องออกกำลังกายแล้วไปขอสืบราคาจากเขา (ซึ่งใครๆก็รู้ว่านี่คือพฤติกรรมฮั๊วการสืบราคา ระหว่างจนท.กับเอกชน)
.
4. เรื่องการจงใจเขียน TOR ล็อคคุณสมบัติ กีดกันไม่ให้คนอื่นเข้าเสนอราคาได้ โดยระบุว่าต้องมีหนังสือรับรองว่า ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือจากตัวแทนจำหน่ายในไทยให้มีสิทธิขายเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นว่าทางคกก.สอบสวนละเลยไม่ได้พูดถึง ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะการเขียนแบบนี้เท่ากับล็อคให้เฉพาะตัวแทน/ผู้ผลิต สามารถเท่านั้น ที่สามารถล็อคมงได้ว่า จะออกหนังสือแต่งตั้งใครมีสิทธิขายของให้กทม.และการแข่งขันจะเกิดได้อย่างไร? ซึ่งต่อให้ เอกชนเจ้าอื่นไปนำเข้าสินค้าเหมือนกันมาจากต่างประเทศเพื่อจะขายให้กทม.ในราคาถูกก็ทำไม่ได้ เพราะกทม.ล็อคว่าต้องมีหนังสือรับรอบ
.
5. เรื่องจงใจเขียน TOR ล็อคผลงาน ผู้เสนอราคา โดยเขียนผลงานให้เข้ากับบริษัทพวกตัวเอง และเพื่อกีดกันไม่ให้บริษัทอื่นเข้าเสนอราคาได้ ซึ่งเรื่องนี้ คกก.ไม่ได้ลงรายละเอียด แต่มันชัดเจนว่า TOR ที่เขียน กำหนดผลงานที่สูงเกินจริง ต้องเคยซื้อขายกันมาก่อน 2-3 สัญญา ซึ่งแม้แต่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายพันล้าน ยังไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้ แต่คกก.กลับไม่ได้เจาะจงเรื่องนี้เช่นกัน [สั่งตรวจแค่ 7 โครงการ จาก 24 โครงการ โดยแต่ไม่ยอมตรวจอีก 17 โครงการที่ทุจริต]
.
เพิ่มเติม เรื่องที่ใหญ่กว่าข้อสังเกต 5 ข้อต่อคกก. และเป็นคำถามที่ผมต้องจี้ถาม ผู้ว่าชัชชาติ ดังๆ และจริงๆก็เคยจี้มาหลายครั้ง ผ่านสื่อต่างๆ คือ โครงการทุจริตเครื่องออกกำลังกาย จริงๆแล้วมีประมาณ 24 โครงการ แต่ ผู้ว่ากทม.เลือกตั้งคกก.สอบสวนแค่ 7 โครงการเท่านั้น โดยไม่ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งเรื่องนี้ ผมมีการออกมาโพสต์จี้ และให้สัมภาษณ์นักข่าวหลายรอบ จนมีนักข่าวมติชนไปสัมภาษณ์จี้ผู้ว่า เมื่อวันที่ 31/7/2567 และผู้ว่าชัชชาติตอบว่า ตรวจหมด ไม่ใช่แค่ 7 โครงการ
.
แต่จากหนังสือ “ตีลับ” ของกทม.ที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการติดตามงบฯ พบว่า คำสั่งที่ผู้ว่าชัชชาติลงนาม ทั้งคำสั่งที่ 1821/2567 ลงวันที่ 17/6/2567 และคำสั่งที่ 2364/2567 ลงวันที่ 1/8/2567 พบว่า
.
ผู้ว่าชัชชาติได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง “เพียง 7 โครงการ” เท่านั้น ไม่ใช่ทุกโครงการ (24 โครงการ) ตามที่ผู้ว่าชัชชาติกล่าวอ้าง