ก่อนหน้านี้พ่อของผมเพิ่งเสียไป ตอนท่านเสียใช้สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 ผมได้ดำเนินการกู้ยืมเงินมาเพื่อจัดการงานศพตามพิธี เมื่อทุกอย่างเสร็จ ผมก็นำหลักฐานต่างๆ เช่น ใบมรณบัตร ใบรับรองจากทางวัด และเอกสารอื่นๆ ไปยื่นที่สำนักงานประกันสังคม เพื่อขอเบิกค่าทำศพ ตามสิทธิ
แต่ทางประกันสังคมให้กระดาษมา 3 ใบ ประกอบด้วย
· สปส. 2-01
· ใบรับรองจากวัด
· และหนังสือยืนยันการเป็นผู้จัดการศพ (ตามภาพ)
สองใบแรกพอเข้าใจเพราะเป็นหลักฐานทั่วไป แต่ใบที่สามนี่สิครับ มีไว้เพื่ออะไร และยังกำชับอีกว่าต้องให้ญาติเซ็นด้วย ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหาสำหรับผม ญาติทางพ่อมีแค่ผมที่เป็นลูกคนเดียว ส่วนพี่น้องแท้ๆ ของแกอยู่บุรีรัมย์ ผมก็ไม่รู้ที่อยู่ชัดเจน แบบนี้จะทำอย่างไร หรือถ้าไม่ได้ลายเซ็นส่วนนี้ก็จะไม่ได้รับเงินใช่ไหม และถ้าหากคนอื่นเป็นผู้จัดการศพ แต่ญาติผู้มรณะไม่ยอมเซ็นให้ เท่ากับว่าคนที่ออกเงินจัดการศพไปก่อนก็เสียเงินเปล่าใช่หรือเปล่าครับ
ผมรู้สึกว่าขั้นตอนตรงนี้สร้างภาระให้กับประชาชนมากเกินไป หลายคนอาจไม่ได้มีเวลาหรือความสะดวกพอที่จะเดินทางไปตามหาญาติที่อยู่ไกลๆ ย้อนไปตอนพ่อแฟนผมเสียก่อนหน้านี้ ก็ไม่เห็นต้องใช้ใบยืนยันอันนี้เลย แค่ยื่นเอกสารไม่กี่อย่างก็รอเงินเข้าแล้ว ส่วนเงินในส่วนนี้มันก็เป็นค่าทำศพ ซึ่งควรให้กับคนที่จัดการศพจริงๆ ทางวัดและโรงพยาบาลก็ออกเอกสารรับรองให้แล้ว
ผมพอเข้าใจได้ว่าเงินสงเคราะห์หรือเงินชราภาพอาจต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพราะเป็นจำนวนที่มากกว่า โดยเฉพาะกรณีของพ่อผมที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับแม่ และตอนผมเกิดก็ไม่ได้ไปแจ้งรับรองบุตรที่เขตหรืออำเภอ ทำให้ต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าก็ควรจะมีวิธีการที่ยืดหยุ่นกว่านี้ เช่น ให้พยานแวดล้อมหรือหลักฐานอื่นช่วยยืนยันได้ โดยไม่จำเป็นต้องพาญาติขึ้นศาลหรือเดินทางไกล หากไม่มีพยานอะไรเลยจริงๆ จึงค่อยให้ไปดำเนินการทางกฎหมายก็ยังได้
การที่ระบบถูกออกแบบให้มีขั้นตอนมากและซับซ้อนเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือประชาชนบางส่วนโดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและค่าใช้จ่าย ต้องยอมสละสิทธิ์ทั้งที่ตัวเองควรได้รับ เช่นกรณีพ่อแฟนผมมีเงินในส่วนนี้อยู่ราว 7,000 บาท แต่ครอบครัวเลือกไม่ดำเนินการต่อ เพราะมองว่าแค่ค่าเดินทาง ค่าทนาย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็เกินจำนวนที่จะได้รับแล้ว
จากประสบการณ์ตรงนี้ ผมอดคิดไม่ได้ว่า หากเราไม่ถูกบังคับให้ต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือน แต่สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปเลือกแผนประกันหรือการออมกับเอกชนที่เราเชื่อมั่นเองได้ มันอาจจะให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและตรงตามความต้องการของแต่ละคนมากกว่า เพราะอย่างน้อยเวลามีเรื่องต้องเคลมหรือขอรับสิทธิ์ ก็ไม่ต้องมาเผชิญกับขั้นตอนที่รู้สึกว่าเป็นภาระมากเกินไปแบบนี้
เงินจำนวนนี้อาจดูไม่มากสำหรับบางคน แต่สำหรับอีกหลายครอบครัวคือเงินที่สามารถต่อชีวิตได้เลย ผมจึงได้แต่หวังว่าจะมีพรรคการเมืองหรือนักการเมืองท่านใดหยิบยกเรื่องการปรับปรุงระบบประกันสังคมให้ทันสมัย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นลง ทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ์ได้โดยสะดวกและรู้สึกว่าสิ่งที่จ่ายไปทุกเดือนนั้นคุ้มค่าจริงๆ
ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ตรงและความรู้สึกส่วนตัวที่อยากสะท้อนปัญหาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและนำไปพัฒนาต่อครับ
สุดท้ายฝากเพื่อนๆชาวแรงงานทั้งหลาย ช่วยกันแชร์ต่อหน่อยนะครับ เผื่อเรื่องราวนี้จะไปถึงผู้มีอำนาจหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง จะได้ช่วยกันพิจารณาปรับปรุงระบบให้มันดีขึ้นในอนาคต จะได้ไม่ต้องมีใครต้องมาลำบากเหมือนกับเราอีก และลูกหลานของพวกเราจะได้ไม่ต้องมาเจอปัญหาแบบนี้ ขอบคุณครับครับ
ประกันสังคมยุ่งยากจริงๆ
แต่ทางประกันสังคมให้กระดาษมา 3 ใบ ประกอบด้วย
· สปส. 2-01
· ใบรับรองจากวัด
· และหนังสือยืนยันการเป็นผู้จัดการศพ (ตามภาพ)
สองใบแรกพอเข้าใจเพราะเป็นหลักฐานทั่วไป แต่ใบที่สามนี่สิครับ มีไว้เพื่ออะไร และยังกำชับอีกว่าต้องให้ญาติเซ็นด้วย ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหาสำหรับผม ญาติทางพ่อมีแค่ผมที่เป็นลูกคนเดียว ส่วนพี่น้องแท้ๆ ของแกอยู่บุรีรัมย์ ผมก็ไม่รู้ที่อยู่ชัดเจน แบบนี้จะทำอย่างไร หรือถ้าไม่ได้ลายเซ็นส่วนนี้ก็จะไม่ได้รับเงินใช่ไหม และถ้าหากคนอื่นเป็นผู้จัดการศพ แต่ญาติผู้มรณะไม่ยอมเซ็นให้ เท่ากับว่าคนที่ออกเงินจัดการศพไปก่อนก็เสียเงินเปล่าใช่หรือเปล่าครับ
ผมรู้สึกว่าขั้นตอนตรงนี้สร้างภาระให้กับประชาชนมากเกินไป หลายคนอาจไม่ได้มีเวลาหรือความสะดวกพอที่จะเดินทางไปตามหาญาติที่อยู่ไกลๆ ย้อนไปตอนพ่อแฟนผมเสียก่อนหน้านี้ ก็ไม่เห็นต้องใช้ใบยืนยันอันนี้เลย แค่ยื่นเอกสารไม่กี่อย่างก็รอเงินเข้าแล้ว ส่วนเงินในส่วนนี้มันก็เป็นค่าทำศพ ซึ่งควรให้กับคนที่จัดการศพจริงๆ ทางวัดและโรงพยาบาลก็ออกเอกสารรับรองให้แล้ว
ผมพอเข้าใจได้ว่าเงินสงเคราะห์หรือเงินชราภาพอาจต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพราะเป็นจำนวนที่มากกว่า โดยเฉพาะกรณีของพ่อผมที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับแม่ และตอนผมเกิดก็ไม่ได้ไปแจ้งรับรองบุตรที่เขตหรืออำเภอ ทำให้ต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าก็ควรจะมีวิธีการที่ยืดหยุ่นกว่านี้ เช่น ให้พยานแวดล้อมหรือหลักฐานอื่นช่วยยืนยันได้ โดยไม่จำเป็นต้องพาญาติขึ้นศาลหรือเดินทางไกล หากไม่มีพยานอะไรเลยจริงๆ จึงค่อยให้ไปดำเนินการทางกฎหมายก็ยังได้
การที่ระบบถูกออกแบบให้มีขั้นตอนมากและซับซ้อนเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือประชาชนบางส่วนโดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและค่าใช้จ่าย ต้องยอมสละสิทธิ์ทั้งที่ตัวเองควรได้รับ เช่นกรณีพ่อแฟนผมมีเงินในส่วนนี้อยู่ราว 7,000 บาท แต่ครอบครัวเลือกไม่ดำเนินการต่อ เพราะมองว่าแค่ค่าเดินทาง ค่าทนาย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็เกินจำนวนที่จะได้รับแล้ว
จากประสบการณ์ตรงนี้ ผมอดคิดไม่ได้ว่า หากเราไม่ถูกบังคับให้ต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือน แต่สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปเลือกแผนประกันหรือการออมกับเอกชนที่เราเชื่อมั่นเองได้ มันอาจจะให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและตรงตามความต้องการของแต่ละคนมากกว่า เพราะอย่างน้อยเวลามีเรื่องต้องเคลมหรือขอรับสิทธิ์ ก็ไม่ต้องมาเผชิญกับขั้นตอนที่รู้สึกว่าเป็นภาระมากเกินไปแบบนี้
เงินจำนวนนี้อาจดูไม่มากสำหรับบางคน แต่สำหรับอีกหลายครอบครัวคือเงินที่สามารถต่อชีวิตได้เลย ผมจึงได้แต่หวังว่าจะมีพรรคการเมืองหรือนักการเมืองท่านใดหยิบยกเรื่องการปรับปรุงระบบประกันสังคมให้ทันสมัย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นลง ทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ์ได้โดยสะดวกและรู้สึกว่าสิ่งที่จ่ายไปทุกเดือนนั้นคุ้มค่าจริงๆ
ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ตรงและความรู้สึกส่วนตัวที่อยากสะท้อนปัญหาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและนำไปพัฒนาต่อครับ
สุดท้ายฝากเพื่อนๆชาวแรงงานทั้งหลาย ช่วยกันแชร์ต่อหน่อยนะครับ เผื่อเรื่องราวนี้จะไปถึงผู้มีอำนาจหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง จะได้ช่วยกันพิจารณาปรับปรุงระบบให้มันดีขึ้นในอนาคต จะได้ไม่ต้องมีใครต้องมาลำบากเหมือนกับเราอีก และลูกหลานของพวกเราจะได้ไม่ต้องมาเจอปัญหาแบบนี้ ขอบคุณครับครับ