คนสมัยนี้คงไม่รู้จักดาราสาวระดับตำนาน แต่ในยุคหนังขาวดำ เธอคือตำนาน ที่สร้างกระแสไอติมโคน เธอรับบทเป็นเจ้าหญิงแอนนา นั่งทานเจลาโต้ (ไอศกรีมสไตล์อิตาลี) บริเวณบันไดสเปนในภาพยนตร์ Roman Holiday
และในภาพยนตร์เรื่อง Breakfast at Tiffany's (ปี 1961) มีส่วนสำคัญอย่างมากในการจุดกระแสความนิยมของ
ขนมปังเดนิช (Danish Pastry) ให้โด่งดังไปทั่วโลก ฉากเปิดเรื่องที่ตัวละคร ฮอลลี่ โกไลท์ลีย์ (รับบทโดย ออเดรย์ เฮปเบิร์น) ยืนทานขนมปังคู่กับกาแฟหน้าร้าน Tiffany & Co. ได้กลายเป็นภาพจำระดับตำนาน ใครไปเที่ยวอเมริกายุคนั้นต้องไปแวะชม ร้านTiffany's
Breakfast at Tiffany's (หรือชื่อภาษาไทยสุดคลาสสิกว่า นงเยาว์นิวยอร์ค)
คือภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ดราม่าระดับตำนานของสหรัฐอเมริกาที่ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1961 กำกับโดย Blake Edwards ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ ทรูแมน คาโพตี (Truman Capote)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมและแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เนื้อเรื่องย่อหนังเล่าเรื่องราวของ ฮอลลี โกไลต์ลี (Holly Golightly) หญิงสาวเปี่ยมเสน่ห์ที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่าในนครนิวยอร์ก
เธอพยายามพาตัวเองเข้าสู่วงสังคมชั้นสูงและใฝ่ฝันจะแต่งงานกับมหาเศรษฐีเพื่อความมั่นคงในชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบกับ พอล วาร์แจก (Paul Varjak) นักเขียนหนุ่มไส้แห้งที่ย้ายเข้ามาอยู่ห้องเช่าตึกเดียวกัน
ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนและค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์จนเกิดเป็นความรักที่ทำให้ฮอลลีต้องเลือกระหว่าง "เงินทอง" กับ "ความรักที่แท้จริง
"อิทธิพลและการเป็นแฟชั่นไอคอนภาพจำสุดคลาสสิก: ฉากเปิดเรื่องที่ ฮอลลี โกไลต์ลี ยืนถือขนมปังและกาแฟกินเป็นมื้อเช้าพลางยืนมองตู้โชว์เครื่องประดับของร้าน Tiffany & Co. บนถนนฟิฟธ์อะเวนิว
กลายเป็นหนึ่งในฉากที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไอคอนระดับโลก: บทบาทนี้ทำให้นักแสดงนำอย่าง ออเดรย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) กลายเป็นแฟชันไอคอนตลอดกาล โดยเฉพาะชุดเดรสสีดำ (Little Black Dress) ที่ออกแบบโดย Givenchy พร้อมสร้อยคอไข่มุกและที่คาดผมยอดฮิต
เพลงประกอบยอดเยี่ยม: หนังเรื่องนี้เป็นต้นกำเนิดของเพลงระดับตำนานอย่าง "Moon River" ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
กำเนิดขนมอบเดนิช ไม่ใช่ชาวเดนมาร์ก แต่เป็นชาวออสเตรีย
ขนมเดนิช (Danish) มีต้นกำเนิดจากประเทศเดนมาร์ก แต่พัฒนาสูตรและเทคนิคมาจากช่างทำขนมปังชาวออสเตรียในศตวรรษที่ 19
โดยโดดเด่นด้วยแป้งพายชั้น (Laminated Dough) กรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นเนย มักนิยมสอดไส้หวาน เช่น ครีม แยม หรือผลไม้
เรื่องราวมีอยู่ว่า
ประวัติความเป็นมานำทักษะการทำแป้งพายชั้นมาเผยแพร่ในเดนมาร์กโดยเชฟออสเตรีย
เกิดการประท้วงหยุดงานทั่วประเทศครั้งใหญ่ของคนทำขนมปังชาวเดนมาร์กในปี 1850
บรรดาร้านอบขนมปังต่างๆ เดือดร้อนหนัก จึงหันไปจ้างช่างทำขนมปังจากออสเตรียมาทำงานแทน
และแล้วช่างอบขนมชาวออสเตรียได้ดัดแปลงสูตรดั้งเดิมของชาวเดนมาร์กซะปรับสูตรจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติเดนมาร์กไปเลย เพราะมันอร่อยกว่าชัดๆ
และถ้าไม่หยุดงานประท้วงกัน ก็ไม่มีเดนิชอร่อยๆ ในวันนี้


น้องหมีเนยว่าแน่ ยังแพ้เธอคนนี้ ดาราสาวผู้ทำให้ทั่วโลกรู้จัก Denish pastry
และในภาพยนตร์เรื่อง Breakfast at Tiffany's (ปี 1961) มีส่วนสำคัญอย่างมากในการจุดกระแสความนิยมของ
ขนมปังเดนิช (Danish Pastry) ให้โด่งดังไปทั่วโลก ฉากเปิดเรื่องที่ตัวละคร ฮอลลี่ โกไลท์ลีย์ (รับบทโดย ออเดรย์ เฮปเบิร์น) ยืนทานขนมปังคู่กับกาแฟหน้าร้าน Tiffany & Co. ได้กลายเป็นภาพจำระดับตำนาน ใครไปเที่ยวอเมริกายุคนั้นต้องไปแวะชม ร้านTiffany's
Breakfast at Tiffany's (หรือชื่อภาษาไทยสุดคลาสสิกว่า นงเยาว์นิวยอร์ค)
คือภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ดราม่าระดับตำนานของสหรัฐอเมริกาที่ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1961 กำกับโดย Blake Edwards ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ ทรูแมน คาโพตี (Truman Capote)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมและแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
กำเนิดขนมอบเดนิช ไม่ใช่ชาวเดนมาร์ก แต่เป็นชาวออสเตรีย
ขนมเดนิช (Danish) มีต้นกำเนิดจากประเทศเดนมาร์ก แต่พัฒนาสูตรและเทคนิคมาจากช่างทำขนมปังชาวออสเตรียในศตวรรษที่ 19
โดยโดดเด่นด้วยแป้งพายชั้น (Laminated Dough) กรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นเนย มักนิยมสอดไส้หวาน เช่น ครีม แยม หรือผลไม้
เรื่องราวมีอยู่ว่า
ประวัติความเป็นมานำทักษะการทำแป้งพายชั้นมาเผยแพร่ในเดนมาร์กโดยเชฟออสเตรีย
เกิดการประท้วงหยุดงานทั่วประเทศครั้งใหญ่ของคนทำขนมปังชาวเดนมาร์กในปี 1850
บรรดาร้านอบขนมปังต่างๆ เดือดร้อนหนัก จึงหันไปจ้างช่างทำขนมปังจากออสเตรียมาทำงานแทน
และแล้วช่างอบขนมชาวออสเตรียได้ดัดแปลงสูตรดั้งเดิมของชาวเดนมาร์กซะปรับสูตรจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติเดนมาร์กไปเลย เพราะมันอร่อยกว่าชัดๆ
และถ้าไม่หยุดงานประท้วงกัน ก็ไม่มีเดนิชอร่อยๆ ในวันนี้