[CR] รีวิว 10 กว่าปีกับนิวซีแลนด์: จากเด็กวิศวะสู่นักเรียนโทบัญชีสุดทรหดและจุดเปลี่ยนสู่การเป็น "อาจารย์มหาวิทยาลัย"

สวัสดีชาว Pantip ทุกคน กระทู้นี้เขียนโดย ผู้เขียน ซึ่งต่อไปนี้จะเรียนตัวเองว่า "ทิม”

เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ไทย-นิวซีแลนด์ พอเห็น Education New Zealand จัดประกวดเขียนบล็อก ความทรงจำเก่า ๆ ก็วิ่งเข้ามาชนหน้าทันที นิวซีแลนด์สำหรับทิมเนี่ย พูดได้เต็มปากเลยว่าไม่ใช่แค่ประเทศในโปสการ์ด แต่คือ “เบ้าหลอม” ที่ดัดหลังและดัดนิสัยให้เติบโตมาเป็นผู้เป็นคนได้ในวันนี้ (ฮา) อยากมารีวิวประสบการณ์ชีวิตที่ทั้งสนุก สู้ชีวิต และชีวิตสู้กลับ เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์เงินเดือนหรือใครหลาย ๆ คนที่กำลังอยากออกเดินทางตามฝัน

🎒 บทแรก: เด็กอายุ 15 กับภารกิจ "บินเดี่ยว" (ที่ไม่รู้ว่ารอดมาได้ไง)
ย้อนกลับไปตอนอายุ 15-16 ปี จำความได้ว่าโดนที่บ้านจับแพ็คกระเป๋า ส่งขึ้นเครื่องบินไปเรียนภาษาที่สถาบันสอนภาษาในเมือง Auckland (โอ๊คแลนด์) คนเดียว! ย้ำว่าคนเดียวครั้งแรกในชีวิต ความรู้สึกตอนนั้นคือเคว้งมาก ภาษาอังกฤษก็งู ๆ ปลา ๆ ตื่นเต้นจนใจสั่นไปหมด
แต่พอไปถึงจริง ๆ ระบบการศึกษาที่นั่นตบหน้าฉาดใหญ่เลยครับ คือที่ไทยจะชินกับการนั่งเงียบ ๆ ท่องจำใช่มั้ยครับ? แต่ที่นิวซีแลนด์คือไม่ใช่เลย ในห้องเรียนเขาไม่ได้เน้นว่าต้องเก่งแกรมม่าเป๊ะ ๆ แต่เขาผลักดันให้ “กล้าแสดงออก” กล้าพูด กล้าเถียง กล้าตั้งคำถาม
บวกกับการได้เจอเพื่อน ๆ หลายเชื้อชาติ มันทำให้ทลายกำแพงความกลัว เริ่มสนุกกับการใช้ภาษา ละทิ้งความอาย แล้วกลายเป็นเด็กที่กล้าคิดกล้าทำขึ้นมาซะอย่างนั้น เรียกว่าเป็นการชิมลางนิวซีแลนด์ครั้งแรกที่ประทับใจสุด ๆ

ภาพนี้ถ่ายเมื่อเรียนที่สถาบันเรียนภาษา ปี 2014 เพื่อนๆกำลังนั่งเชียร์ World cup 2014 (ต้องขออภัยความคมชัดภาพด้วยตอนนั้นมีแค่ ไอพอดถ่ายไม่ต้องบอกถึงอายุเนอะ 555)

บรรยากาศยามเช้าในเมือง Auckland คนจะประมาณนี้ บริเวณใกล้ๆโรงหนัง

⚙️ บทแทรก: จากวิศวกรสายมาร์เก็ตติ้ง สู่มหากาพย์ไล่ล่าผลสอบ IELTS
หลังจากกลับมาจากเรียนภาษาครั้งนั้น ก็กลับมาเรียนต่อที่ไทยจนจบ ปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ บอกเลยว่าตอนเรียนคือยากมากกกก รากเลือดสุด ๆ พอจบมาก็เข้าสู่ลูปมนุษย์เงินเดือน แต่ชีวิตหักเหข้ามสายมาทำงานประจำด้านการตลาดในบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง
ชีวิตการทำงานในบริษัทใหญ่โตมันก็มั่นคงและไปได้ดี แต่ในใจมันมักจะมีเสียงเล็ก ๆ ปลุกอยู่เสมอว่า “เราอยากถีบตัวเองออกมาเจอโลกกว้าง และคว้าความท้าทายใหม่ ๆ ที่นิวซีแลนด์อีกครั้ง”

แต่การจะกลับไปเรียนต่อนั้น กำแพงด่านแรกที่ต้องพังให้ได้คือ IELTS ด้วยความที่ทำงานประจำและไม่ได้ใช้ภาษานานข้ามปี บอกเลยว่าต้องฟิตซ้อมแบบหนักหน่วงมาก เลิกงานมาต้องมานั่งอ่านหนังสือ แทบจะไล่ล่าสอบอยู่ 2 รอบกว่าคะแนนจะพอผ่านเกณฑ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ เล่นเอาพลังชีวิตแทบหมดหลอด

ครั้นพอสอบผ่านยื่นใบสมัครไป ความเครียดเลเวลใหม่ก็มาเยือน เพราะต้องนั่งรอ มหาวิทยาลัยตอบรับอยู่นานมากกกก นานจนจิตตกว่าเขาจะรับเราไหมนะ...
จนกระทั่งจำได้แม่นเลยว่า เป็นช่วงต้นปี เพิ่งผ่านพ้นปีใหม่มาสด ๆ ร้อน ๆ ระหว่างที่กำลังนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT มุ่งหน้าจะไปหาของกินที่เยาวราช อยู่ ๆ เสียงอีเมลก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ... วินาทีที่เปิดอ่านแล้วเห็นว่าเป็น Offer Letters ตอบรับเข้าเรียนจาก University of Auckland คือแทบจะกรี๊ดลั่นขบวนรถไฟฟ้า! เป็นความดีใจที่สุดคลาสสิกและรอคอยมานานมาก หลังจากนั้นก็เคลียร์งาน ลาออกจาก Comfort Zone แล้วบินลัดฟ้ามุ่งหนสู่ดินแดนแห่งเมฆขาวในช่วงเดือนเมษายนทันที

ภาพนี้ถ่ายที่หน้าคณะ ปี 2024 เดินวนหาอยู่นาน ต้องข้ามเนินเขาลูกใหญ่มากใหญ่จริงๆ นะ 555 ลองดูภาพด้านล่าง

และนี่คือไฮไลท์เด็ดประจำวัน... เส้นทางที่สั้นและลัดที่สุดจากท่ารถบัสในเมืองเพื่อไปให้ถึงคณะ คือการเดินตัดผ่าน Albert Park (สวนอัลเบิร์ตพาร์ค) ซึ่งใครที่เคยไปจะรู้ดีว่ามันคือ "เนินวัดใจ" ชันเอาเรื่องอยู่ คิดในใจทุกเช้าว่า “ถ้าอยากไปถึงไว ๆ ก็ต้องข้ามเนินนี้ไปให้ได้!” แต่ความพีคคือนนทีกำลังเดินหอบแฮ่ก ๆ ขาแทบขวิดอยู่ดี ๆ หันไปอีกทีคือ คุณลุงคุณป้าชาวกีวี่ในชุดโมเดิร์น สวมรองเท้าผ้าใบ กำลังเดินจูงน้องหมาสับขาฉับ ๆ แซงนำหน้าทิมไปแบบชิว ๆ หน้าตาเฉย (ฮา) คือคนประชากรที่นู่นเขาเฮลตี้และแข็งแรงกันมาก ทิมได้แต่ยืนมองตาปริบ ๆ แล้วก้มหน้าก้มตาเดินลากสังขารไปเรียนต่อ

🎓 บทที่สอง: ปี 2024 กับเวอร์ชันนักเรียนโท "สู้ชีวิต" จากวิศวะสู่บัญชี (เรียนไป ทำงานไป ร้องไห้มีอยู่จริง)
ตัดภาพมาที่ปี 2024 หาเรื่องใส่ตัวขั้นสุดด้วยการเปลี่ยนสายมาเรียนต่อปริญญาโทที่ University of Auckland คณะด้านบัญชี ใช่... จากจบวิศวะมาเรียนบัญชี (แค่คิดก็บันเทิงแล้ว) บอกตรง ๆ แบบไม่อวยเลยนะ... เรียนโหดมากกกก (ก.ไก่ล้านตัว) ระบบการเรียนที่นี่รับผิดชอบตัวเองสูงลิบลิ่ว ไม่เหมือนตอนเรียนที่ไทยเลย แล้วคราวนี้ไม่ได้ไปเรียนเก๋ ๆ อย่างเดียวนะครับ ต้องทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเงินช่วยซัพพอร์ตตัวเองไปด้วยหวังช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว


ชีวิตช่วงนั้นคือ Content Creator สายสู้ชีวิตของจริง:

06:00 น.: ตื่นนอนพาสังขารอันสะโหลสะเหลไปขึ้นรถบัส
07:00 น.: นั่งบัสเกือบชั่วโมงจากบ้านพักเพื่อไปเรียน (สภาพตอนนั้นคือหลับนกบนรถบัสทุกวัน)
เย็น: เรียนเสร็จ วิ่งไปทำงานพาร์ทไทม์ต่อเพื่อหาเงิน

ในขณะที่เพื่อนคนอื่นเรียนเสร็จแล้วอาจจะได้ไปแฮงเอาท์ ไปเที่ยวเล่นต่อ แต่สำหรับทิมคือต้องรับผิดชอบตัวเอง 100% เรียนเสร็จปุ๊บต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถบัสให้ทันเวลาทันที ความโชคดีในความเหนื่อยคือ ระบบขนส่งมวลชนที่โอ๊คแลนด์เขาจัดการชีวิตเราได้ดีมาก ที่นี่ใช้ระบบการเดินทางด้วยบัตร AT HOP card ใบเดียวคือจบ แตะใบเดียวไปได้หมดทั้งเรือ รถบัส และรถไฟ สะดวกสะใจมาก และสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตนักเรียนโทสายถึกอย่างทิมที่สุดคือ "ตารางรถบัสที่เป๊ะระดับนาที"

เป๊ะขนาดไหนคิดดู... ทิมสามารถคำนวณเวลาแล้ว "ตั้งนาฬิกาปลุก" บนรถบัสล่วงหน้าได้เลยว่ารถจะไปถึงแถวหน้าร้านอาหารที่ต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ตอนกี่โมง! ก้าวขาขึ้นรถปุ๊บ แตะบัตรเสร็จ ทิมคือทิ้งตัวหลับแบบสลบไสลไม่ได้สติ หลับลึกชนิดที่ว่าถ้าข้ามมิติได้คงข้ามไปแล้ว (ฮา) ต้องกราบขออภัยผู้โดยสารทุกคนที่เคยนั่งเบาะข้าง ๆ ทิมตอนเย็นด้วยที่ต้องมาทนเห็นสภาพนิ่งเป็นผักของทิม แต่เวลานั้นคือไม่ไหวจริง ๆ ขอนอนก่อน พอเสียงนาฬิกาปลุกดังปุ๊บ ก็สะดุ้งตื่น ลุกขึ้นเช็ดน้ำลาย แล้วเดินเข้าร้านไปทำงานต่อทันที

วนลูปแบบนี้อยู่เกือบ 2 ปี เหนื่อยจนบางวันแอบซึมน้ำตาคลอเบา ๆ แต่รู้มั้ยว่าอะไรที่เยียวยาไว้ไม่ให้ถอดใจล้มเลิกไปซะก่อน?... คำตอบคือ “ธรรมชาติและรถไม่ติดของนิวซีแลนด์”

ภาพนี้ลองไปเที่ยวทางเหนือดูขึ้นไปดู Ship World ไหนลองมาดูแกะสักหน่อยสิ เค้าว่าประเทศนี้แกะเยอะกว่าประชากร 555

วันไหนที่สมองบวมจากงบบัญชี หรือล้าจากการทำงาน ทิมจะพาตัวเองไปเดินเล่นริมทะเลในเมือง มองฟ้ากว้าง ๆ สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด ความสงบและธรรมชาติของที่นั่นมันเหมือนมีเวทมนตร์คอยดูดซับความเครียดออกไปเฉยเลย เมืองเขารักสงบ ผู้คนจิตใจดี (ชาวกีวี่ไนซ์มาก ยิ้ม ) พลังงานบวกรอบตัวมันช่วยประคองให้ฮึดสู้ต่อได้ในทุก ๆ วัน


อ้อ! แต่ชีวิตไม่ได้มีแต่โหมดดราม่านะ ช่วงเหนื่อย ๆ ทิมก็แอบแวบไปชาร์จแบตที่ Waihiki Island (เกาะไวฮิกิ) ไปนั่งชิว ดูวิวทะเล จิบไวน์เก๋ ๆ บอกเลยว่าฟินจนลืมความเหนื่อยไปชั่วขณะเลยล่ะครับ

อันนี้โชคดีมากๆ ถึงแม้ยังไม่ได้มีโอกาสไปเกาะใต้ แต่ตอนนั้นมีโอกาสได้ดูแสงใต้ ^^

บางวันที่ท้องฟ้าโปร่งแสงแดดส่องถึงพอรถบัสข้ามสะพานมาก็จะเจอน้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวแบบนี้ ยิ้ม

🏫 บทส่งท้าย: จากผู้รับในวันนั้น สู่วันที่ทิมกลายมาเป็น "อาจารย์พิเศษ"
ในที่สุด เด็กจบวิศวะ ที่ทิ้งงานประจำคนนี้ ก็กัดฟันสู้จนคว้าปริญญาโทบัญชีกลับมาบ้านเกิดจนได้ และแอบโม้นิดนึงว่าได้เป็นตัวแทนรุ่นของคณะด้วยนะ ยิ้ม
ปัจจุบัน เดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย และได้รับโอกาสในการเป็น “อาจารย์พิเศษ” สอนหนังสือให้นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย


พอได้มายืนอยู่หน้าห้องเรียนในฐานะผู้สอน ถึงเพิ่งเข้าใจว่า นิวซีแลนด์ไม่ได้ให้อะไรเรามากหรอก... ประชดนะ 555 จริง ๆ คือให้มาเยอะมากกกก (ฮา) ประเทศนี้ไม่ได้ให้แค่ความรู้ในตำราบัญชี แต่มันเปิดมุมมองชีวิตใหม่ให้อย่างสิ้นเชิง ความยากลำบากที่ข้ามผ่านมันมาได้เพราะความโอบอ้อมอารีของผู้คนที่นั่น ทุกวันนี้เวลาสอนหนังสือ ทิมไม่ได้เปิดแค่สไลด์ตามตำรา แต่ทิมมักจะเอา "ความกล้า" จากตอนอายุ 15, "ลอจิกความถึก" ของวิศวะ, และ "ความทรหด ไม่ยอมแพ้" จากชีวิตนักเรียนโทที่โอ๊คแลนด์ มาแชร์และสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาในคลาสอยู่เสมอ

ขอบคุณนิวซีแลนด์... ประเทศที่ไม่ได้ตามใจเราด้วยความสะดวกสบาย แต่เป็นประเทศที่อบอุ่น ปลอดภัย และผลักดันให้ทิมเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งและส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้คนอื่นได้ในวันนี้ 🇳🇿✨

ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งได้ไปเยือนประเทศนิวซีแลนด์ จากใจผู้เขียน

ใครที่กำลังทำงานประจำแล้วลังเล หรืออยากเปลี่ยนสายเปลี่ยนชีวิต บอกเลยว่า... ลุยเถอะ นิวซีแลนด์รอต้อนรับคุณอยู่

#MyNewZealandStory #EducationNewZealand #70YearsThaiNZRelations
ชื่อสินค้า:   Celebrating the 70th Anniversary of Thai–New Zealand Diplomatic Relations
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

  • ถ้าชนะจะได้ตั๋วบินฟรี
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่