คืนก่อน ผมได้ข้อความอินบ็อกซ์จากลูกเพจท่านหนึ่งทักเข้ามาเล่าชีวิตตัวเองให้ผมฟัง
อ่านจบแล้ว ผมรู้สึกว่ามันเป็นมุมที่น่าสนใจ เลยขออนุญาตพี่เขานำมาถ่ายทอดต่อ
ผมออกตัวก่อนนะ เรื่องนี้ไม่ได้จะเหมารวมว่า คนที่ได้แต่งงานไปอยู่ต่างประเทศจะเจอแบบนี้ทุกคน
คนที่สุขสบายสมหวังก็มีเยอะครับ แต่นี่คืออีกมุมหนึ่ง ที่หลายคนไม่ค่อยรู้
หรือไม่ค่อยมีใครเอามาโพสต์อวดบนโซเชียล
พี่เขาเล่าว่า ย้อนไปสิบกว่าปีก่อน เธอคือหนึ่งคนที่ดิ้นรนอยู่ในซอยบัวขาวนี่แหละครับ
ทำงานกลางคืน สู้ชีวิตสุดๆ จนมาได้เจอแฟนชาวนอร์เวย์
ไม่ใช่เศรษฐีบ่อน้ำมันที่ไหน เป็นคนวัยทำงานธรรมดาๆ แต่คุยกันถูกคอ ดูแลกันดี
สุดท้ายก็ตกลงปลงใจไปจดทะเบียนสมรสกัน
แล้วทำเรื่องขอ "วีซ่าติดตามคู่สมรส"
(Spouse Visa) ย้ายไปตั้งรกรากที่ประเทศนอร์เวย์
วันที่ลากกระเป๋าขึ้นเครื่องบิน พี่เขาบอกว่า ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิง
มันคือความฝันในวัยเด็กชัดๆ
แต่พอเอาเข้าจริง ชีวิตมาดามต่างแดนมันไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบแบบในละครเลย
เมืองที่เธอไปอยู่เป็นเมืองเล็กๆ อากาศหนาวจัด ยิ่งหน้าหนาวนี่ แค่บ่ายสามโมงฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
แฟนออกไปทำงาน ส่วนเธอต้องทนเหงาอยู่บ้าน สุดท้ายทนไม่ไหว บวกกับค่าครองชีพและค่าภาษีที่แพงสุดๆ
เธอตัดสินใจออกไปหางานทำ แต่ด้วยกำแพงภาษาที่สูงลิ่ว งานที่พอทำได้ก็หนีไม่พ้นงานทำความสะอาด
พี่เขาพิมพ์ประโยคหนึ่งที่ผมอ่านแล้วจุกอยู่เหมือนกัน
"อยู่พัทยาว่าเหนื่อยแล้วนะ แต่อยู่ที่นี่เหนื่อยกว่าไม่รู้กี่เท่า"
ความเหนื่อยล้าทางกายยังพอทน แต่ความเหน็บหนาวที่กินลึกไปถึงจิตใจนี่สิ
คุณลองนึกภาพตามนะ วันที่ท้อแท้ ไม่มีใครให้พูดภาษาไทยด้วย
จะหันหน้าไปปรับทุกข์กับใครก็ยาก ที่เศร้าที่สุดคือ ทุกวันนี้พ่อแม่ของพี่แกเสียไปหมดแล้ว
ญาติพี่น้องที่ไทยก็ห่างหายกันไปตามกาลเวลา จนแทบไม่เหลือใครให้โทรหา
ชีวิตทุกวันนี้มีความสุขตามอัตภาพ ในเส้นทางที่เธอตัดสินใจเลือกเอง
โอเคเรามีบ้าน มีรถ มีสวัสดิการรัฐที่ดี แต่มันก็แลกมาด้วยความขมขื่น และความโดดเดี่ยวที่ต้องแบกไว้คนเดียว
พอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแต่หิมะขาวโพลนกับความเงียบสงัด
ภาพในหัวมันดันตีกลับมาเป็นความทรงจำเก่าๆ
เอาง่ายๆคือ พี่แกคิดถึงพัทยา
คิดถึงรถสองแถวที่วิ่งบีบแตรสวนกันวุ่นวายในซอยบัวขาว
คิดถึงกลิ่นไก่ย่างส้มตำข้างทาง คิดถึงเสียงเพลงตื๊ดๆ ที่ลอยมาจากบาร์
คิดถึงวันที่ไปนั่งโง่ๆ ดูพระอาทิตย์ตกดินริมทะเล หน้าห้างโรเย่น
เธอได้แต่นั่งคิดถึงมันอยู่เงียบๆ ในเมืองที่ไม่มีใครรู้จักตัวตนของเธอเลย
ช่วงท้ายๆของข้อความ มีประโยคหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า เตือนสติพวกเราได้ดีมาก
พี่เพิ่งมารู้สึกตัวตอนอายุป่านนี้แหละ ว่าไอ้ความสุขที่แท้จริง มันอาจไม่ได้ซ่อนตัวไกลถึงต่างประเทศหรอก
บางทีมันอาจจะอยู่ตรงนั้น อยู่ในเมืองที่วุ่นวาย เมืองที่เราเคยบ่นด่ามันทุกวันนี่แหละ
พี่คิดถึงพัทยาจัง...... 💔
.
ที่มา : ## พี่ภาส เพจเดินรอบพัทยา ##
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1603066138486098&id=100063481805219&http_ref=eyJ0cyI6MTc4MDYyODAzNTAwMCwiciI6Imh0dHBzOlwvXC93d3cuZmFjZWJvb2suY29tXC9zaGFyZVwvcFwvMUNWWDQ4WXdKM1wvP21pYmV4dGlkPXd3WElmciJ9
เรื่องเล่าจาก สะใภ้นอร์เวย์ “แต่งงานไปอยู่กับฝรั่ง สบายจริงหรือ”?
อ่านจบแล้ว ผมรู้สึกว่ามันเป็นมุมที่น่าสนใจ เลยขออนุญาตพี่เขานำมาถ่ายทอดต่อ
ผมออกตัวก่อนนะ เรื่องนี้ไม่ได้จะเหมารวมว่า คนที่ได้แต่งงานไปอยู่ต่างประเทศจะเจอแบบนี้ทุกคน
คนที่สุขสบายสมหวังก็มีเยอะครับ แต่นี่คืออีกมุมหนึ่ง ที่หลายคนไม่ค่อยรู้
หรือไม่ค่อยมีใครเอามาโพสต์อวดบนโซเชียล
พี่เขาเล่าว่า ย้อนไปสิบกว่าปีก่อน เธอคือหนึ่งคนที่ดิ้นรนอยู่ในซอยบัวขาวนี่แหละครับ
ทำงานกลางคืน สู้ชีวิตสุดๆ จนมาได้เจอแฟนชาวนอร์เวย์
ไม่ใช่เศรษฐีบ่อน้ำมันที่ไหน เป็นคนวัยทำงานธรรมดาๆ แต่คุยกันถูกคอ ดูแลกันดี
สุดท้ายก็ตกลงปลงใจไปจดทะเบียนสมรสกัน
แล้วทำเรื่องขอ "วีซ่าติดตามคู่สมรส"
(Spouse Visa) ย้ายไปตั้งรกรากที่ประเทศนอร์เวย์
วันที่ลากกระเป๋าขึ้นเครื่องบิน พี่เขาบอกว่า ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิง
มันคือความฝันในวัยเด็กชัดๆ
แต่พอเอาเข้าจริง ชีวิตมาดามต่างแดนมันไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบแบบในละครเลย
เมืองที่เธอไปอยู่เป็นเมืองเล็กๆ อากาศหนาวจัด ยิ่งหน้าหนาวนี่ แค่บ่ายสามโมงฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
แฟนออกไปทำงาน ส่วนเธอต้องทนเหงาอยู่บ้าน สุดท้ายทนไม่ไหว บวกกับค่าครองชีพและค่าภาษีที่แพงสุดๆ
เธอตัดสินใจออกไปหางานทำ แต่ด้วยกำแพงภาษาที่สูงลิ่ว งานที่พอทำได้ก็หนีไม่พ้นงานทำความสะอาด
พี่เขาพิมพ์ประโยคหนึ่งที่ผมอ่านแล้วจุกอยู่เหมือนกัน
"อยู่พัทยาว่าเหนื่อยแล้วนะ แต่อยู่ที่นี่เหนื่อยกว่าไม่รู้กี่เท่า"
ความเหนื่อยล้าทางกายยังพอทน แต่ความเหน็บหนาวที่กินลึกไปถึงจิตใจนี่สิ
คุณลองนึกภาพตามนะ วันที่ท้อแท้ ไม่มีใครให้พูดภาษาไทยด้วย
จะหันหน้าไปปรับทุกข์กับใครก็ยาก ที่เศร้าที่สุดคือ ทุกวันนี้พ่อแม่ของพี่แกเสียไปหมดแล้ว
ญาติพี่น้องที่ไทยก็ห่างหายกันไปตามกาลเวลา จนแทบไม่เหลือใครให้โทรหา
ชีวิตทุกวันนี้มีความสุขตามอัตภาพ ในเส้นทางที่เธอตัดสินใจเลือกเอง
โอเคเรามีบ้าน มีรถ มีสวัสดิการรัฐที่ดี แต่มันก็แลกมาด้วยความขมขื่น และความโดดเดี่ยวที่ต้องแบกไว้คนเดียว
พอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแต่หิมะขาวโพลนกับความเงียบสงัด
ภาพในหัวมันดันตีกลับมาเป็นความทรงจำเก่าๆ
เอาง่ายๆคือ พี่แกคิดถึงพัทยา
คิดถึงรถสองแถวที่วิ่งบีบแตรสวนกันวุ่นวายในซอยบัวขาว
คิดถึงกลิ่นไก่ย่างส้มตำข้างทาง คิดถึงเสียงเพลงตื๊ดๆ ที่ลอยมาจากบาร์
คิดถึงวันที่ไปนั่งโง่ๆ ดูพระอาทิตย์ตกดินริมทะเล หน้าห้างโรเย่น
เธอได้แต่นั่งคิดถึงมันอยู่เงียบๆ ในเมืองที่ไม่มีใครรู้จักตัวตนของเธอเลย
ช่วงท้ายๆของข้อความ มีประโยคหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า เตือนสติพวกเราได้ดีมาก
พี่เพิ่งมารู้สึกตัวตอนอายุป่านนี้แหละ ว่าไอ้ความสุขที่แท้จริง มันอาจไม่ได้ซ่อนตัวไกลถึงต่างประเทศหรอก
บางทีมันอาจจะอยู่ตรงนั้น อยู่ในเมืองที่วุ่นวาย เมืองที่เราเคยบ่นด่ามันทุกวันนี่แหละ
พี่คิดถึงพัทยาจัง...... 💔
.
ที่มา : ## พี่ภาส เพจเดินรอบพัทยา ##
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1603066138486098&id=100063481805219&http_ref=eyJ0cyI6MTc4MDYyODAzNTAwMCwiciI6Imh0dHBzOlwvXC93d3cuZmFjZWJvb2suY29tXC9zaGFyZVwvcFwvMUNWWDQ4WXdKM1wvP21pYmV4dGlkPXd3WElmciJ9