ดราม่าสัญญาทาส นักเรียนทุนต่างประเทศ ในมุมมองนักลงทุน

ค่าใช้จ่ายที่รัฐออกให้นักเรียนทุนต่างประเทศตีว่าประมาณ 3 ล้านบาทต่อปี
ไปเรียน ตรี-โท-เอก รวมเวลาประมาณ 10ปี
ติดอัตราดอกเบี้ย 7% ต่อปีรวม 10ปีทั้งต้นทั้งดอกรัฐลงทุนไป 45ล้านบาท

ดังนั้นถ้าไม่อยากทำงานชดใช้ทุนแต่ยอมจ่ายค่าปรับ 45ล้านบาทก็ไม่ได้แพงอะไร เพราะถ้าไปเรียนด้วยทุนตัวเองทั้งต้นทั้งดอกก็ต้องจ่าย 45ล้านบาทเหมือนกัน สำหรับรัฐแล้วทางด้านการลงทุนก็แค่เท่าทุนแต่เสียโอกาสและเวลาที่จะได้คนเก่งคนอื่นมาทำงานให้รัฐ  (ต้นทุนของรัฐนี่ยังไม่คิดถึงความเสี่ยงต่างๆ เช่น เรียนไม่จบ หรือ ตายเร็ว ทำให้รัฐต้องเสียเงินลงทุนไปฟรีๆ)

ในด้านผู้รับทุนเองกลับไม่สำนึกว่าเวลา 10ปีที่ได้ ไปเรียน ไปเที่ยว และใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศอย่างมีความสุข สนุกสนานโดยไม่ต้องใช้เงินตัวเองสักบาทถือว่าได้ประโยชน์กับตัวผู้รับทุนมากเพียงได้ กลับมองแต่ว่ากลับมาแล้วเงินเดือนสู้เพื่อนๆไม่ได้  เมื่อเทียบกับเพื่อนๆที่เรียนอยู่ที่เมืองไทยต้องควักเงินตัวเองเรียนหนังสือไม่ว่าจะเรียนหมอ 6ปี หรือ วิศวะ 4ปี ต้องใช้เงินทางบ้านไปหลายล้านบาท หลังเรียนจบก็ได้ทำงานมีประสบการณ์ 4-6ปี เทียบกับผู้รับทุนที่พึ่งเรียนจบกลับมาจะให้เงินเดือนอยู่ในระดับเดียวกันได้อย่างไร   เพราะถ้าคิดต้นทุนที่รัฐส่งไปเรียนที่ 45ล้านบาทโดยไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่ม ระยะเวลาใช้ทุน 22ปี เท่ากับว่าคืนทุนให้รัฐปีละ 2ล้านบาท หรือเทียบกับว่าได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 167000บาท แต่เงินส่วนนี้ถูกหักใช้หนี้คืนให้รัฐ ถ้าคิดแบบนี้ได้คงจะเป็นสุขมากขึ้นเพราะเงินเดือนเกินสองแสนบาทต่อเดือน มากกว่าเพื่อนฝูงส่วนใหญ่

สำหรับความเห็นส่วนตัวแบบนักลงทุน รัฐน่าจะปรับเปลี่ยนวิธีการให้ทุนแบบเดิมนี้เสียใหม่ แทนที่จะตั้งงบให้ทุนไปเรียนต่อเสียเงินไปมากมายแต่ที่ได้รับกลับมาคือนักเรียนนอกที่ต้องกลับมาทำงานรับเงินเดือนอันน้อยนิดไม่มีจิตใจทุ่มเทในการทำงาน  ถ้ารัฐเปลี่ยนแนวคิดจากงบประมาณรายปีสำหรับส่งคนไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่เอาเงินก้อนนั้นมาตั้งเป็นกองทุนสำหรับจ้างบุคลากรอัตราพิเศษสำหรับสถาบันวิจัยต่างๆ   เงินงบประมาณ 45 ล้านบาทถ้าเอาเข้าใส่กองทุนเพื่อนำไปลงทุน ผลตอบแทนประมาณ 7%ต่อปี จะได้ผลตอบแทนปีละ 3.15ล้านบาท ถ้ากองทุนเอาเงิน 2ล้านบาทต่อปีมาใช้เป็นเงินเพิ่มพิเศษสำหรับจ้างดอกเตอร์จบใหม่สักคน ส่วนที่เหลือก็ใส่กลับเข้าสู่กองทุนให้เพิ่มพูนมากขึ้น  เพียงเท่านี้สถาบันวิจัยของรัฐก็สามารถจ้างดอกเตอร์จบใหม่ในอัตราค่าจ้างมากกว่า 2แสนบาทต่อเดือน  สามารถแข่งขันแย่งตัวกับเอกชนได้อย่างสบาย  (1.67แสนจากกองทุน และ 4-5หมื่นคือเงินเดือนจากงบประมาณ) ที่นี้หลายคนอาจจะถามว่าดอกเตอร์จบใหม่พวกนี้มาจากไหน  ก็ตอบง่ายๆได้ว่ามีคนเป็นจำนวนมากที่ไปเรียนต่อต่างประเทศโดยใช้ทุนตัวเอง ทุนจากครอบครัว ทุนให้เปล่าขององค์กรต่างๆ และทุนของมหาวิทยาลัย  คนกลุ่มนี้เรียนจบปริญญาเอกจำนวนมากกว่านักเรียนทุนของรัฐบาลนัก  ถ้าสถาบันวิจัยของรัฐสามารถจ่ายเงินเดือนระดับ 2แสนขึ้นไปได้ รับรองว่ามีคนมาสมัครงานไม่น้อยแน่นอน   จากแนวคิดนี้ถ้ารัฐตั้งงบให้กองทุนปีละ 4500ล้าน กองทุนสามารถจ้างดอกเตอร์จบใหม่ได้ปีละ 100คนอย่างสบาย

แนวคิดแบบนักลงทุนนี้ดีหรือไม่ ลองมาช่วยกันคิดแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่