[CR] อายุ 28 ลาออกจากงาน ใช้เงินเก็บก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิต ไปเรียนภาษาที่นิวซีแลนด์ 8 เดือน — และสิ่งที่ได้กลับมา ไม่ใช่ภาษา

จุดเริ่มต้น
จริงๆ จุดเริ่มต้นของการไปเรียนภาษาที่นิวซีแลนด์ของเราไม่ได้ซับซ้อนเลย แค่อยากให้ตัวเองเก่งขึ้น อยากมี gap year สักครั้งในชีวิต ตอนนั้นคิดแค่ว่า “ไปเอาภาษาอังกฤษ กลับมาหางานดีๆ เงินเดือนดีขึ้น แล้วก็ถือว่าได้เที่ยวด้วย”
ส่วนเหตุผลที่เลือกนิวซีแลนด์ เพราะทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า ธรรมชาติสวย สงบ แล้วก็ปลอดภัย เหมาะกับผู้หญิงที่ต้องไปอยู่ต่างประเทศนานๆ
(เรามีเพื่อนไปด้วย แนะนำเลย ทุกอย่างหารสอง ต่อชีวิตกระเป๋าตังเราได้เยอะ)

ทำไมถึงเลือก Auckland
เราเลือกที่นี่ เพราะคิดว่าน่าจะหางานพาร์ทไทม์ง่ายกว่าเมืองอื่น (ที่นี่วีซ่านักเรียนทำงานได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) แล้วเมืองก็ค่อนข้างสะดวก มีทั้งเมือง ทะเล คาเฟ่ และธรรมชาติอยู่ด้วยกันหมด

ด้านที่ 1 – ตม.
วันแรกที่ไปถึง — แค่ผ่าน ตม. ก็เหนื่อยแล้ว 😂 จำได้เลยว่าตื่นเต้นมาก แค่ตอน declare ของในกระเป๋า เราก็พูดอังกฤษไม่ออก สุดท้ายเลยวาด diagram ใส่กระดาษไว้ยื่นให้เจ้าหน้าที่ดูแทน พอเจ้าหน้าที่เห็น เขายิ้ม แล้วพูดว่า “Very clear!” ตอนนั้นคือโล่งมาก 5555 มันเป็น moment เล็กๆ แต่จำได้จนถึงทุกวันนี้ (การสื่อสาร แม้พูดไม่ได้)

ด้านที่ 2 - การเดินทาง — ประเทศที่ใช้ขนส่งสาธารณะง่ายมาก
ที่นี่ใช้บัตร AT Hop ใบเดียวขึ้นได้ทั้งรถเมล์ รถไฟ แล้วก็เรือ ที่ชอบมากคือมีแอปดูเวลารถมาถึงแบบ real-time ชีวิตง่ายขึ้นเยอะมาก


ด้านที่ 3 – เรื่องที่พัก — 8 เดือน
ช่วง 2 อาทิตย์แรก - เราจองโรงแรมไว้ก่อน เพราะอยากไปดูห้องจริงก่อนเช่ายาวๆ บอกเลย…เรื่องที่พักวอแวชีวิตเรามาก
ส่วนมากที่พักจะสัญญาคล้ายๆกันคือ Bond(มัดจำ) 4 week /Advance(ล่วงหน้า) 2 week
ที่แรก - 3 ห้องนอน อยู่กัน 6 คน ใช้ห้องน้ำเดียว ช่วงเช้าคือสงคราม บางวันปวดท้องหนักจนต้องวิ่งไปเข้าห้องน้ำที่โรงเรียนแทน 5555
ค่าใช้จ่าย week ละ 190 $ ต่อคน รวมน้ำไฟเน็ตแล้ว
ที่ 2 อันนี้เช่าเอง ราคาดีมาก แล้วต้องต่อค่าน้ำค่าไฟเองด้วย ที่นิวซีแลนด์คือมีหลายบริษัทให้เลือก เหมือนเลือกโปรมือถือบ้านเราเลย แต่พีคตรงที่ตอนคุยกับเจ้าหน้าที่ เราฟังไม่ออก ตอบ yes ไว้ก่อนทุกอย่าง สุดท้ายเจ้าหน้าที่โทรหาล่ามไทยมาให้ 😂 ตอนนั้นทั้งขำทั้งเขิน แต่ก็ผ่านมาได้ เราคิดละว่าที่นี่แหละ ที่สุดท้าย จะปักหลักที่นี่ละ — แต่ก็ต้องย้ายอีกครั้ง เพราะห้องเดิมแคบมาก ข้างในมีแทบแค่เตียง ส่วน living room ก็เป็นพื้นที่ส่วนกลางแบบเกรงใจคนอื่น แต่เราต้องอ่านหนังสือ แล้วก็ทำงานจากไทยด้วย
ค่าใช้จ่าย week ละ 450 $  (ประมาณ 150$ ต่อคน) ต่อน้ำ ไฟ เอง
ที่สุดท้าย ได้ห้องใหม่ อยู่ตึกข้างโรงเรียนเลย ใกล้แบบเดินไม่กี่นาที อยู่กับเพื่อน 2 คน เป็น 1 bedroom 1 living แล้วระเบียงหันออกสวน ช่วงเย็นๆ เราชอบนั่งฟังเพลง รับลมเย็นๆ เป็นความสุขเรียบง่ายที่คิดถึงมากจนถึงทุกวันนี้
ค่าใช้จ่าย week ละ 340 $  (ประมาณ 170$ ต่อคน) ต่อน้ำ ไฟ เอง


ด้านที่ 4 – เรื่องอาหาร — คนไทยไม่อดตาย
ตอนช่วงแรกที่ไปถึง บอกเลยว่า “กระเพาะต้องปรับตัวหนักมาก” อาหารที่นั่น portion ใหญ่มาก ใหญ่แบบที่ว่า เรากินไม่หมดสักมื้อ 😂
หลังๆ เลยต้องพก container ติดกระเป๋าตลอด ซื้อ 1 มื้อ แบ่งกิน 2 มื้อเอา ซึ่งจริงๆ ก็ช่วยประหยัดได้เยอะ
พอเริ่มอยู่เป็นหลักแหล่งมากขึ้น เราก็เริ่มหัดทำอาหารเอง ตื่นมาทำข้าว ห่อไปกินที่โรงเรียนบ้าง ทำง่ายๆ ตามวัตถุดิบที่หาได้

แล้วมีอยู่วันนึง… อยู่ดีๆ ก็อยากกิน “กากหมูเจียว” มาก เลยตัดสินใจเจียวเองในห้องพัก 😂 ตอนแรกก็คิดว่าไม่น่ามีอะไร สรุปควันลอยขึ้นไปติด smoke detector แล้วหลังจากนั้น… Fire alarm ดังทั้งตึก ตอนนั้นคือใจหายมาก เพราะเคยได้ยินมาว่า ถ้า alarm ดังทั้งอาคารจนรถดับเพลิงมา อาจโดน charge ค่าเสียหายประมาณ 1,000 NZD มั้งจำไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นตีเป็นเงินไทยประมาณ 20,000 บาท 😭 รีบเปิดหน้าต่าง พัดควันกันวุ่น เกือบได้กินกากหมูเจียวกล่องละสี่หมื่นแล้ว 5555 หลังจากวันนั้น เมนูไหนยากๆ หรือควันเยอะๆ ตัดสินใจว่า “ซื้อกินดีกว่า” 😂 แต่โดยรวมคือคนไทยไม่อดตายแน่นอน ร้านอาหารไทยกับ grocery เอเชียมีเยอะมาก คิดถึงอะไร ส่วนใหญ่หาได้หมด   

ด้านที่ 5 – บรรยากาศในโรงเรียน
โรงเรียนที่เราเรียนคือ LSI Auckland อยู่ใกล้ Queen Street มาก เดินทางสะดวก และอยู่ติดกับ Myers Park ทำให้บรรยากาศร่มรื่นกว่าที่คิด ห้องเรียนมองเห็นต้นไม้และสวนด้านนอก รู้สึกสบายตาเวลานั่งเรียนทั้งวัน

คลาสเรียนจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงเช้า 9.00 - 12.55 น. พักกลางวัน แล้วเรียนต่อช่วงบ่าย 13.45 - 15.30 น.
วันแรกจะมีการทดสอบวัดระดับภาษาก่อนเข้าเรียน อันนี้ทำให้ไม่ต้องกังวลเลยว่าเข้าไปแล้วจะไม่รู้เรื่อง เพราะเราจะมีเพื่อนข้าง ๆ ที่ "ไม่รู้เรื่องพอ ๆ กัน" อยู่ด้วยค่ะ 😂

ระดับชั้นเรียนแบ่งเป็น Elementary, Pre-Intermediate, Intermediate, Upper-Intermediate และ Advanced โดยแต่ละระดับจะมีประมาณ 2-3 ห้อง ขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียนในช่วงนั้น ห้องหนึ่งมีนักเรียนประมาณ 20 คน

การเรียนจะใช้หนังสือ 1 เล่ม มีทั้งหมด 12 บท โดยเฉลี่ยจะเรียนประมาณสัปดาห์ละ 1 บท ทุกวันศุกร์จะมีการสอบย่อย และเมื่อเรียนจบเล่มจะมีการสอบใหญ่เพื่อวัดผลอีกครั้ง

สิ่งที่เราชอบที่สุดคือความหลากหลายของเพื่อนในห้อง มีทั้งญี่ปุ่น เกาหลี จีน บราซิล โคลอมเบีย และอีกหลายประเทศ
บางวันรู้สึกเหมือนกำลังเรียนภาษาอังกฤษ แต่บางวันเหมือนกำลังเรียนรู้โลกผ่านมุมมองของคนจากอีกซีกโลกมากกว่า
ตอนแรกเราคิดว่าจะได้ฝึกภาษาแค่กับครู แต่สุดท้ายเวลาพักเที่ยง เวลากินข้าว หรือกิจกรรมหลังเลิกเรียน กลับเป็นช่วงที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษจริงมากที่สุด
และนี่เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่วิชา แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนจากคนละประเทศเข้าใจกันได้จริง ๆ


จุดตกต่ำ – และการ Up level ทางความคิด
จริงๆที่นี่วีซ่านักเรียนทำงานได้ 20 ชั่วโมง ต่อ  Week และค่าแรงตอนนั้น ประมาณ 23 NZD เอาจริงถ้าทำงานได้เต็มลิมิตก็คง Cover ค่ากินอยู่ได้เลย แต่ฉันเลือกไปเดือนมิถุนา (หน้าหนาว ช่วงที่เขาว่าหางานได้ยากที่สุด)
บอกตามตรง เรากับเพื่อ หางานกันหลายวิธีมาก ทั้ง เวป ทั้งเมลทั้งกรุ้ป เฟสบุ้ค มีได้ทดลองงานบ้าง แต่ก็ไม่ได้ซักที อาจจะติดที่เงื่อนไขตัวเองด้วย เช่น เราเรียนทั้งวันตั้งแต่ 9 โมงถึง บ่าย 3 แต่บางร้านก็อยากได้คนพร้อมเริ่มงานตอนเช้า บางงานเป็นบาร์กลางคืน เราเองก็รู้สุก unsecure ที่จะกลับบ้านดึกๆ (เช่นเที่ยงคืน) ที่มีโฮมเลสระหว่างทางมากมาย และอาจจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนด้วย เราหางานกันได้ ตั้งแต่มิถุนา จนเข้าเดือน กันยา ทุกอย่างเริ่มถึงจุดต้องทบทวน การเดินเล่นในเมือง กับ การเดินหางาน มันคนละฟีล ตอนนั้นรู้สึก ไม่มีความสุขเลย แบบว่าเราอุตส่าเสียเงินมาถึงนี่ จะปล่อยให้การหางาน เป็นตัวปิดกั้นความสุขตรงหน้าถึงเมื่อไหร่ คือเราก็แค่รู้สึกว่า เป็นแบบนี้ต่อไปตลอดทริปคงไม่ดีแน่ เลยตัดสินใจว่า ถ้าหมดเดือนนี้ ไม่ได้งาน จะหยุดหาแล้ว และจะ ชื่นชม และ ดื่มด่ำกับภาพตรงหน้าให้ได้มากที่สุดก่อนกลับไทย
ย้อนกลับไปตอนนั้น
เราเชื่อว่าการหางานให้ได้ คือภารกิจสำคัญที่สุดของทริปนี้ แต่พอเวลาผ่านไป เราถึงรู้ว่า
บางครั้งการยอมรับว่า "สิ่งนี้อาจไม่เป็นไปตามแผน" ก็สำคัญไม่แพ้การพยายาม
เพราะถ้าเราฝากความสุขทั้งหมดไว้กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ สุดท้ายเราจะพลาดสิ่งสวยงามที่อยู่ตรงหน้าไปหมด

 สิ่งที่ชอบที่สุดเกี่ยวกับประเทศนี้
อย่างแรกคือ “ทะเล” จากในเมือง นั่งรถประมาณ 30 นาทีก็ถึงทะเลแล้ว อากาศดีมาก หน้าร้อนประมาณ 25 องศาเอง

อีกอย่างที่ประทับใจมากคือ “วัฒนธรรมเมารี” มันไม่ได้ถูกแยกออกจากเมือง แต่มันถูกผสมอยู่ในชีวิตประจำวันเลย ทั้งลวดลายตามสวนสาธารณะ งานศิลปะ ป้ายต่างๆ หรือแม้แต่ภาษาที่ใช้ร่วมกัน ตั้งแต่สนามบินก็เห็นศิลปะแบบเมารีแล้ว แล้วหลายป้ายจะมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาเมารีกำกับอยู่ อย่างชื่อประเทศในภาษาเมารีคือ Aotearoa ที่แปลว่า “Land of the Long White Cloud” ส่วนคำทักทายคือ “Kia Ora”
นอกจากนี้เขาก็มีหยุดประจำชาติอย่างวันปีใหม่ ชาวเมารี เทศกาล Matariki  หรือ Haka ของ Team all black (ทีมรักบี้ NZ) ก่อนเริ่มเกม


Road Trip เกาะใต้ — ความทรงจำที่ยังเปิดดูซ้ำอยู่ทุกวันนี้
ก่อนกลับไทย เราไป road trip ที่เกาะใต้ แล้วมันสวยจนไม่รู้จะอธิบายยังไง ทุกวันนี้ยังชอบกลับไปดูรูป ดูคลิปเก่าๆ ซ้ำอยู่ มันเป็นความสงบแบบที่หาไม่ได้ง่ายๆ แล้วประเทศนี้เหมือนถูกออกแบบมาเพื่อ road trip จริงๆ ห้องน้ำ จุดพักรถ ที่จอดรถ คือพร้อมมาก บางคนขับ campervan แต่เราเช่ารถแล้วนอนโรงแรมเอา เพราะถูกกว่า 😂 แล้วตั้งแต่นั้นมา เราก็หลงรักการ road trip ไปเลย

ภาพที่ชัดเจนในหัวคงเป็นตอนนั่งรอดูดาวอยู่ริม Lake Takapo และใช้ฉันไปตอนเดือน พย ที่ฟ้ามืดตอน 3 ทุ่ม 5555 จำได้ ว่าน้ำจนน้ำมูกไฟลเลยล่ะ แต่ระหว่างนั่ง มันดีมาก มันเงียบสงบ อยู่กับตัวเอง มองวิวตรงหน้า ในหัวว่างเปล่า และดื่มด่ำกับช่วงเวลา หรือจะเป็นตอนนั่งบนรถ ที่เปิด Sunroof แสงแดดที่ผ่านช่องใบไม้ สาดลงมา กับเพลงโปรด อากาศทู่ดไปเต็มปอด ระหว่างทางกลับจาก Milford sound
ตอนนั้นไม่มีอะไรเลย
ไม่มีงาน
ไม่มีเดดไลน์
ไม่มีใครเร่ง
มีแค่เรา ทะเลสาบ และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว
และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ที่เรารู้สึกว่า "ตัวเองอยู่กับปัจจุบันจริงๆ"


ภาษาอังกฤษ — สิ่งที่ได้กลับมา ไม่ใช่แค่ภาษา
ถ้าถามว่า fluent เลยไหม ก็ยังไม่ขนาดนั้น แต่สิ่งที่ได้กลับมาจริงๆ คือ “ความกล้า” กล้าพูด กล้าสื่อสาร กล้าผิด ซึ่งสำหรับเรา มันสำคัญกว่า grammar อีก

สิ่งที่ไม่คาดหวังเลย แต่ impact ที่สุด — ผู้คน อันนี้คือเหนือความคาดหมายมาก เราได้เจอเพื่อนจากหลายประเทศ ทั้งโคลอมเบีย ญี่ปุ่น จีน เกาหลี บราซิล แล้วมันสนุกตรงที่ เรื่องธรรมดาของเรา อาจแปลกสำหรับเขา อย่างเพื่อนโคลอมเบียใช้ “ส้อม” กินข้าว ตอนรู้คือเราห้ะมาก แล้วข้าวมันไม่ร่วงหรอ 5555 แต่มันคือวิถีเขาจริงๆ

พอได้เจอคนหลากหลาย เราว่าคนที่นั่นสอนเราเรื่อง “การเคารพตัวเอง” เขาทำให้เรารู้ว่า ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้ทำร้ายใคร แล้วมันทำให้เรามีความสุข ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดกับมัน ไม่จำเป็นต้องคิดว่าเป็นเรื่องเสียเวลา ซึ่งมันเปลี่ยนวิธีมองโลก แล้วก็วิธีมองตัวเองของเราไปเลย


บทส่งท้าย
ทุกวันนี้ เวลากลับไปดูรูปเก่าๆ เราไม่ได้คิดถึงภาษาอังกฤษก่อนเลย เราคิดถึงวันที่เดินหลงทาง วันที่วาดรูปให้ ตม. ดู / วันที่ Fire Alarm ดังทั้งตึกเพราะกากหมูเจียว / วันที่นั่งมองวิวจากระเบียงห้อง / และวันที่ตัดสินใจเลิกกดดันตัวเองเรื่องหางาน
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่มีค่าที่สุดจาก 8 เดือนนั้น ไม่ใช่คะแนนสอบ  หรือ ใบ Certificate
แต่เป็นความเชื่อที่ว่า "ไม่ว่าจะถูกโยนไปอยู่ที่ไหนในโลก เราก็จะหาทางใช้ชีวิตต่อได้"
และนั่นอาจเป็นความกล้าที่มีค่าที่สุดที่เราแบกกลับมาจากนิวซีแลนด์
ถ้าวันนี้มีคนถามอีกว่า
"คุ้มไหม?"
คราวนี้เราตอบได้ทันทีว่า
"คุ้มมาก"
ชื่อสินค้า:   หลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษ ณ LSI Auckland ประเทศนิวซีแลนด์
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่