คิดไม่ผิดที่เลือกไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ✈️💭🌏

"Are you okay?" 
แอร์โฮสเตสถาม หลังจากเห็นเราแอบสะอื้นและเช็ดน้ำตาตลอดไฟลต์
ตอนนั้นเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังร้องไห้เพราะอะไร 
เรารู้แค่ว่าหัวใจมันหนักอย่างประหลาด เหมือนกำลังทิ้งอะไรบางอย่างเอาไว้ข้างหลัง
กว่าหลายเดือนหลังจากนั้น เราถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่กำลังบอกลาไม่ใช่ข้าวของ 
ไม่ใช่เพื่อน และไม่ใช่ประเทศที่เคยอยู่ แต่เป็นตัวเราเอง
ตัวเองในเวอร์ชันที่ได้เจอระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเล็กๆ 
อีกฟากของโลกที่ชื่อว่า "นิวซีแลนด์"

เราใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเรียบเรียงความรู้สึกทั้งหมดนี้ออกมาได้
ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง เราจะ move on ไม่ได้ 
จาก ตัวตนของตัวเอง ที่ได้ค้นพบในประเทศนั้น
ประเทศที่ครั้งหนึ่งเราไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตอยู่

ก่อนจะไป เราเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบ พยายามตลอดเวลา
พยายามเก่ง พยายามโต พยายามเข้มแข็ง พยายามทำให้ทุกอย่างในชีวิตมันโอเค 
และส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนจะโอเคอยู่ จากภายนอก
แต่จริงๆ แล้วเราแค่เหนื่อย

จนวันที่ตัดสินใจบินไปเรียนภาษา 6 เดือน 
มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ออกจากทุกอย่างที่คุ้นเคย 
ออกจากครอบครัว ออกจากภาษาเดิม ออกจากชีวิตเดิม 
ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจครั้งนั้นจะเปลี่ยนอะไรบางอย่างในใจไปตลอดกาล

ช่วงแรกมันไม่ได้ง่ายเลย เราเหงา เราร้องไห้ เราคิดถึงบ้าน 
แต่ไม่มีวันไหนเลยที่ครอบครัวหายไปจากชีวิตเรา 
สายวิดีโอคอลสั้นๆ ข้อความไถ่ถามสม่ำเสมอ 
สิ่งเล็กๆ เหล่านั้นกลายเป็นกำลังใจที่พาเราเดินผ่านวันที่หนักที่สุดมาได้
และเมื่อใจเริ่มตั้งหลักได้ 
เราก็เริ่มกล้าออกไปเผชิญกับโลกข้างนอกมากขึ้น 
ทีละก้าว ทีละโมเมนต์

ความประทับใจส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากสถานที่ท่องเที่ยว 
แต่มาจากโมเมนต์เล็กๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจให้จำ 
ซื้อกาแฟแล้วเดินกลับบ้าน นั่งรถไฟดูวิวเงียบๆ 
ออกไป Hiking แล้วบ่นกับเพื่อนตลอดทางว่าเหนื่อย 
แต่พอเดินถึงจุดหมายและหันไปเห็นวิวตรงหน้า 
ความเหนื่อยทั้งหมดกลับกลายเป็นความภูมิใจในตัวเองแทน 

มีครั้งหนึ่งที่ขึ้นรถไฟผิดสายจนไปโผล่อีกฝั่งของเมือง 
ตอนนั้นทั้งตกใจ ทั้งพยายามเปิด Google Maps ดูป้ายสถานี 
และแอบบ่นกับตัวเองอยู่คนเดียวว่าทำไมชีวิตต้องยากขนาดนี้ 
แต่สุดท้ายก็หาทางกลับมาได้ 
ฟังดูเป็นเรื่องเล็กมาก
แต่สำหรับคนที่เคยไม่มั่นใจแม้กระทั่งจะพูดภาษาอังกฤษกับคนแปลกหน้า
วันนั้นทำให้รู้ว่า บางทีเราอาจเก่งกว่าที่ตัวเองคิดก็ได้

และความกล้าที่ค่อยๆ สะสมจากโลกข้างนอกนั้นเอง 
ที่เริ่มพาตัวเองเข้าไปในห้องเรียนด้วยเช่นกัน

ห้องเรียนที่นิวซีแลนด์ไม่เหมือนที่เคยเจอมา
เราจำได้ว่าช่วงแรก เวลาจะยกมือถามอะไรสักอย่าง 
ต้องเรียบเรียงประโยคในหัวซ้ำแล้วซ้ำอีก 
บางครั้งเพื่อนคุยกันจบไปแล้ว 
แต่เรายังคิดไม่เสร็จว่าจะพูดยังไง 
รู้คำตอบอยู่ในหัว แต่ไม่กล้าพูด 
เพราะกลัวสำเนียงจะแปลก กลัวจะไม่มีใครเข้าใจ กลัวจะดูโง่

แต่สิ่งที่เจอในห้องเรียนกลับตรงกันข้ามกับทุกความกลัวที่มี
ไม่มีใครรีบ ไม่มีใครหัวเราะเวลาพูดผิด 
อาจารย์และเพื่อนๆ เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ค่อยๆ เติบโตในจังหวะของตัวเอง

วันหนึ่งหลังจากที่เราตอบคำถามได้ทั้งที่ยังไม่มั่นใจเลย 
อาจารย์หันมาพูดเบาๆ ว่า "You're on the ball (Good job)" 
ประโยคสั้นๆ แค่นั้น แต่มันทำให้หัวใจอุ่นขึ้นมาทันที 
เพราะมันบอกว่าเราไม่ได้ช้ากว่าคนอื่น 
แค่กำลังเดินในจังหวะของตัวเอง

เราไม่ได้เรียนแค่แกรมมาร์ 
แต่ได้เรียนรู้วิธีคิด วิธีสื่อสาร 
และที่สำคัญที่สุดคือการกล้าที่จะเป็นตัวเอง 
และยิ่งเราเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น 
เราก็ยิ่งสังเกตว่าผู้คนที่นี่ไม่ได้แค่สอน 
แต่พวกเขาดูแลเราด้วย

ตอนที่ตัดสินใจไป เราไม่ได้เลือกพักกับ Host Family 
เพราะคิดว่าการอยู่คนเดียวจะทำให้เติบโตได้มากกว่า 
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดเลย คือเรากลับได้รับความอบอุ่นจากผู้คนรอบตัวอยู่ดี 
โดยเฉพาะคุณลุงไทก้า

ทุกวันอังคาร เรามักจะแวะร้านกาแฟร้านเดิมบน Queen Street 
สิ่งที่ดึงให้กลับไปไม่ใช่ Flat White 
แต่เป็นบทสนทนาสั้นๆ กับคุณลุงชาวเมารีคนนี้ 
คุณลุงเป็นคนแรกที่ทำให้เรากล้าพูดคำว่า 
"Kia ora" และ "Chur bro" ออกมาอย่างมั่นใจ 
แม้จะเป็นเพียงคำสั้นๆ แต่สำหรับเรา 
มันคือสัญญาณว่าเราเริ่มเป็นส่วนหนึ่งของที่แห่งนั้นแล้ว

จากคนแปลกหน้า คุณลุงกลายเป็นคนที่จำได้ว่าเราจะสั่งอะไร 
ถามไถ่ว่าวันนี้เป็นยังไงบ้าง 
แม้กระทั่งอาทิตย์ที่เราหายไปเพราะล้มสกูตเตอร์ 
คุณลุงก็ยังฝากความเป็นห่วงผ่านเพื่อนของเรา 
มันเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากหน้าที่ 
ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะต้องรู้จักกัน 
แต่เกิดขึ้นจากความจริงใจเล็กๆ ที่ผู้คนมีให้กันโดยไม่มีเงื่อนไข

และมันทำให้เรารู้ว่า "บ้าน" อาจไม่ได้หมายถึงสถานที่เสมอไป 
บางครั้งบ้านคือผู้คนที่ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว

สิ่งที่เปลี่ยนเราที่สุดไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น 
แต่คือความรู้สึกที่ว่าโลกกว้างกว่าที่คิด 
และตัวเราเองก็ไปได้ไกลกว่าที่เคยมองตัวเองไว้
จนวันที่ต้องกลับไทย 
เราถึงรู้ว่าไม่ได้แค่คิดถึงสถานที่ 
แต่คิดถึงตัวเองตอนอยู่ที่นั่นด้วย 
คิดถึงเวอร์ชันที่กล้าฝัน 
กล้าลอง 
กล้าเริ่มใหม่ 
และมีความหวังกับชีวิตมากกว่านี้

นิวซีแลนด์เลยไม่ใช่แค่ประเทศที่ไปเรียนภาษา 
แต่เป็นสถานที่ที่ค่อยๆ สลักอยู่ในใจโดยไม่รู้ตัว
และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน 
ก็กล้าพูดเต็มปากว่า เราได้ฝากชิ้นส่วนหนึ่งของหัวใจไว้ที่นั่นแล้ว
สถานที่ที่ทำให้เราเชื่อว่า เราสามารถเติบโตเป็นคนที่ดีกว่าเดิมได้

และถ้ามีโอกาสอีกครั้ง 
เราก็อยากกลับไปขอบคุณตัวเองคนนั้นอีกสักครั้ง

“After all this time?”
“Always.”

หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ New Zealand 🇳🇿🌿🤍

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่