สวัสดีผู้อ่านทุกท่านนะคะ 😊 ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2018 ตอนนั้นเราอายุประมาณ 17 ปี เรามีโอกาสได้ไปเรียนภาษาที่ New Zealand (NZ) เมือง Queenstown ซึ่งอยู่ตอนใต้ของ NZ ตอนนั้นเราไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน และก็ไม่เคยขึ้นเครื่องบินมาก่อนด้วยค่ะ NZ เลยเป็นประเทศแรกของเราเลย ก่อนจะบินก็ได้ยินแต่คำเล่าลือว่าสวยแบบนั้น แบบนี้ อากาศดีมาก ผู้คนใจดี ซึ่งบอกตรงๆว่าเราจินตนาการโลกข้างนอกประเทศไม่ออกเลยค่ะ ได้ยินแต่เสียงของคนอื่นเล่ากัน แต่รู้อะไรมั้ยคะ….
เมื่อเราบินไปถึง NZ ก้าวแรกที่ก้าวออกมาจากเครื่องบิน แล้วได้เห็นวิวข้างนอก คือมันสวยมากกกกก สวยแบบที่เด็ก 17 ในตอนนั้น ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นภาพอะไรแบบนี้ในโลกมาก่อนเลยค่ะ มีแต่คำพูดว่าตัวเราเก่งมากๆ ที่บินมาคนเดียวจนมาเห็นอะไรสวยๆแบบนี้ได้ เข้าใจแล้วว่าการก้าวออกมาจากโลกของตัวเองบ้าง มันเป็นยังไงก็วันนี้เลยค่ะ ต่อจากนี้ จะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเราแบบจุกๆเลยนะคะ 🤗
เนื่องจากเราไปเรียนภาษาระยะเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ แน่นอนว่าเราไปอยู่กับ Host family ค่ะ เมื่อถึงบ้าน Host เขาก็จัดห้องนอนเตรียมพร้อมรับเราไว้เรียบร้อยมากค่ะ บ้านสะอาด ไม่มีฝุ่น ไม่มีแมลงอะไรน่ากลัวเหมือนที่ไทยเลย ทำกับข้าวเองได้ทุกอย่าง อยากกินอะไรก็ทำเองได้เลย (รวมถึงได้โชว์ฝีมืออาหารไทยให้ host ด้วยนะ) host เราเป็นครูสอนเด็กเล็ก ซึ่งโรงเรียนโฮสกับโรงเรียนภาษาเราอยู่ใกล้กันมาก ตอนเช้าเวลาไปโรงเรียนเราก็จะไปพร้อมโฮส แต่ขากลับ เราต้องนั่งรถบัสกลับมาเอง ซึ่งตอนนั้นทางเข้าบ้านค่อนข้างซับซ้อนมากๆ เพราะมีหลายซอย ถนนก็แยกแตกออกไปเหมือนต้นไม้ที่มีหลายกิ่งจนเรางงไปหมด พอตอนเย็นหลังเลิกเรียน เราต้องนั่งรถกลับเอง เราก็ไปทำบัตรรถบัสก่อน แต่ก็ทำง่ายมากๆนะ พร้อมกับจะได้แมพของรถบัสมาด้วย ซึ่งปกติเราเป็นคนดูแมพไม่ค่อยเป็น 😅 แต่ก็ไปเรียนรู้ช่วยเหลือตัวเองจนพอจะนั่งกลับบ้านได้ แล้วก็แน่นอนว่าถามค่ะ 555555 สงสัยอะไรก็ถาม ความยากคือแม้โรงเรียนกับบ้านเราจะไม่ไกลกันมาก ประมาณ 15-20 นาที แต่พอนั่งรถบัสกลับ ก็ต้องนั่ง 2 ต่อเลยค่ะ เพราะต่อเดียวมาไม่ถึงบ้าน และความประทับใจมากๆๆๆๆของทริปนี้ คือตรงนี้เลย เพราะเรานั่งรถครั้งแรก และเราก็พยายามถามคนขับรถบัส ยื่นที่อยู่ให้เขาดู ละถามเขาว่าจะลงซอยนี้แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหน พี่คนขับก็ไม่ค่อยแน่ใจ แล้วพอมาถึงซอยนึงเราก็คุ้นๆว่าเป็นวิว (ที่คล้ายกับวิวบ้านเรา) เราเลยลงตรงนั้น แต่พอเดินลงไปแล้วมันไม่ใช่ค่ะ ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงเลย แต่พอเดินลงเขามาอีกนิด ก็เจอคนพอดี เราเลยเดินเข้าไปถามเขาค่ะ ว่าเราเป็นนักเรียน เพิ่งมาถึงวันที่ 2 เอง แต่เรายังจำทางบ้านไม่ค่อยได้ แล้วเราก็คิดว่าเราลงผิดซอย แต่ไม่รู้จะเดินไปซอยนี้ยังไง เขาก็บอกทางเราใหญ่เลย แต่ที่ใจดีไปมากกว่านั้นคือ พอเขาบอกทางเสร็จ เขาก็มองหน้าเรานิดนึง (หรือหน้าเราอาจจะงงๆ 5555) แล้วเขาก็บอกเราว่า “Let me drive you home” ตอนนั้นเราว้าวมากกก แบบ Wowwwwww!! คือก่อนมาก็พอจะมีคนเล่าว่าคนนิวใจดีมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะใจดีไปส่งถึงบ้านขนาดนี้ ดีที่ซอยบ้านเขา กับซอยบ้านเราอยู่ไม่ห่างกันเลย ถัดมาอีกแค่ซอย 2 ซอยก็เป็นบ้านเราแล้ว ระหว่างทางก็พูดคุยกันปกติ มาจากประเทศไหน อะไรยังไง แต่หลังจากวันนั้น เราก็ไม่เจอพี่สาวใจดีคนนี้เลยค่ะ but I just wanna say THANK YOU again! 🥰
ตัดภาพมาที่โรงเรียนภาษาของเรากันบ้าง ตอนปีนั้นโรงเรียนอยู่ชั้นบนของห้าง ซึ่งถือว่าดีมากๆ เพราะตอนเช้าก็ไปหาอะไรกินข้างล่างได้เยอะมากค่ะ แต่ที่เราชอบเข้าบ่อยๆก็ร้าน fast food แกรปแค่ hamburger กับ hot chocolate ก่อนทุกเช้าเลย เพราะนอกนั้นก็ไม่รู้จะกินอะไรค่ะ ต้องทำเวลานิดนึง ค่อยไปลุยกินเต็มที่เอาตอนเที่ยง🤤 ทีนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนภาษาเนาะ เพราะฉะนั้นเราจะมีเพื่อนต่างชาติเยอะมากค่ะ เช่น Korea, China, Japan, Switzerland, Germany, so on. คือเยอะมากจริงๆ ตอนนั้นเราก็มีเพื่อนสนิทสุดๆคนนึงมาจากญี่ปุ่น เข้ามาพร้อมเราเลย แต่เพื่อนมาแปปเดียว แล้วต้องกลับก่อน ก็เหงาๆนิดนึงค่ะ แต่เพื่อนคนอื่นๆก็ตลก สนุก และเฮฮามากๆ อาจารย์ของรร.เรา จะเป็น British ทั้งหมดเลย ซึ่งน่ารักมากทุกคนเลยค่ะ ส่วนในการเข้าเรียน วันแรกที่ไปถึงเราจะได้ทำ test ก่อนนะคะ เพื่อดูว่าผลคะแนนของเราที่เขาประเมินมาให้นั้นอยู่ในระดับไหน หลังจากนั้นเขาถึงจะเอาชื่อเราไปใส่ไว้ที่กระดานใน
คลาสนั้นๆ และเรียนร่วมกันกับเพื่อนค่ะ ซึ่งส่วนตัวเราว่าดีมากๆ เพราะในแต่ละระดับ ความชำนาญในภาษาของนักเรียนแต่ละคนก็จะต่างกันออกไป ซึ่งการจัดระดับที่ได้มาตรฐาน จะทำให้เราได้เพื่อนที่มีการพูดคุยได้พอๆกันมาอยู่ด้วยกันค่ะ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป คุยกันรู้เรื่องและสนุกแน่นอนค่ะ ชีวิต happy มากกกก และในทุก 2 อาทิตย์ (ถ้าเราจำไม่ผิด) ก็จะมีการสอบเพื่อเลื่อนระดับชั้นค่ะ เช่นจาก intermediate —> upper - intermediate แล้วพอเราเลื่อนชั้นเราก็จะได้เพื่อนใหม่เพิ่มอีกนะะ อีกอย่างคือ ในทุกอาทิตย์ ก็จะมีคนจบออกไป ซึ่งตามธรรมเนียมเราจะมีการร้องเพลงส่งคนที่จบด้วยค่ะ เป็นภาษาถิ่นของชาว kiwi ด้วยน้าา ตอนนั้นเราได้เล่นกีต้าร์ให้เขาด้วย ดีใจมากๆค่ะ 🥰
ถ้าถามถึงเรื่องอาหารและสังคม จริงๆ NZ เป็นประเทศที่คน Kiwi จริงๆ มีน้อยมากนะคะ อาจจะน้อยกว่าชาติอื่นๆที่เข้ามาในประเทศซะอีก แต่ไม่รู้ทำไม โดยรวมภายในประเทศเรารู้สึกว่าเราเจอคนที่ดีหมดเลยนะ เป็นสังคมที่ใจดีล่ะก็ช่วยเหลือกันดีค่ะ อาหารก็หลากหลาย อาหารไทยก็มี แต่ตอนนั้นเราชอบร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนึงมากก เข้าบ่อยสุดๆ แล้วก็อึ้งกับร้านเกาหลี ที่เสิร์ฟของทานเล่นเป็น 10 อย่าง แบบฟรีๆ!! มองหน้ากันกับเพื่อนแล้วก็อึ้งว่าให้เยอะขนาดนี้เลยหรอ 😆 แต่ตอนนั้นเราไม่ค่อยได้ไปที่เที่ยวเท่าไหร่ วนๆอยู่แต่ในเมืองแถวนั้น มีได้ไปดู bungee jumping อยู่รอบนึง แต่ตอนนั้นก็ยังไม่กล้าเล่นค่ะ เสียวมากๆ ขอดูก่อนพอ 555555
ขอกระซิบนิดนึงว่า Chocolate ที่ NZ อร่อยมากกกก แบบมากกกก ปกติเราไม่ค่อยกินของหวานเท่าไหร่ แต่ยอมให้ chocolate เลยค่ะ จะขนมแบบเด็กๆหรือทั่วไปก็คืออร่อยมากก ทุกแบบเลยจริงๆ ตอนนั้นอยากขน chocolate กลับมาไทยมากค่ะ แต่ไม่น่าไหวเนาะ เดี๋ยวแดดเมืองไทยจะทำละลายซะก่อน 5555 อีกอย่างนึงที่ต้องลองคือเนื้อค่ะ เราเป็นคนไม่กินเนื้อ แต่ตอนนั้นมีเบเกอรี่แบบเป็นพายแล้วข้างในเป็นเนื้อ จำไม่ได้เหมือนกันว่าตอนนั้นรู้มั้ยว่าเป็นเนื้อ แต่จำได้ว่าลองกินแล้วอร่อยมากกก ที่สำคัญคือไม่ได้กินเนื้อเลยค่ะ (ส่วนนึงที่ไม่ชอบเนื้อ เพราะกลิ่นด้วย ได้กลิ่นนิดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นเนื้อเพราะไม่ชอบ) แต่อันนี้คือไม่มีกลิ่นเลยจริงๆ และก็อร่อยมากๆด้วย แต่เนื้อแบบเป็นชิ้นๆเลยเรายังไม่เคยลองนะ ใครเคยลองแล้วเป็นยังไง ลอง comment บอกกันได้นะคะ
โดยรวมเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆสำหรับเราเลย ถ้าใครยังลังเล เราอยากบอกว่าไม่ต้องลังเลเลยค่ะ คุณจะไม่เสียใจกับการเลือกไป NZ แน่นอน เป็นประเทศที่เราติดใจอยากกลับไปมากที่สุด วิวดี ผู้คนดี อาหารดี การเดินทางดี เราเคยคิดถึงขั้นว่าถ้าย้ายประเทศได้ 1 ครั้ง ก็อยากไปอยู่ที่นิวด้วยค่ะ มันดีมากจริงๆ อยากให้ทุกคนได้ลอง
ขอปิดจบด้วยความรู้สึกหลังจากกลับมาถึงไทยนะคะว่า เรารู้สึกเหมือนเป็นคนนิวไปแล้ว หรือคนที่พูดอังกฤษไปแล้ว ภายในเวลาแค่ 6 สัปดาห์ เราจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดีมากๆ เราเพิ่งเข้าใจว่าการติดพูดอังกฤษเพราะนึกคำไทยไม่ออก มันมีจริงๆนะคะ และมันเกิดขึ้นจริงๆ ที่เราชอบความรู้สึกนั้นเพราะเรารับรู้ได้ว่าความรู้และประสบการณ์ที่เราได้มาจากที่นู้นมันมีค่าและมันส่งผลกับเราจริงๆ เดือนแรกๆที่เรากลับมาไทย เราอยากพูดอังกฤษตลอดเลยค่ะ ไม่ใช่เพราะกระแดะนะคะ แต่เราจะยกตัวอย่างให้ดู เช่น ถ้ามีเพื่อนถามว่ากินอะไรรึยัง ในหัวเราจะประมวลออกมาเพื่อให้ตอบกลับว่า “Yeah, I already ate” แต่เราต้องเว้นคำตอบนิดนึงเพื่อให้เรานึกคำไทยว่าเราต้องพูดออกไปว่า “อ๋อ กินแล้ว” แบบนี้เลยค่ะ ช่วงแรกๆเลยจะพูดงงๆหน่อย แต่หลังจากนั้นก็กลับมาปกติค่ะ ตอนนี้ไม่ค่อยได้ใช้ ก็ลืมๆไปแล้วเหมือนกัน 55555
ใครได้ไปมาแล้ว ก็มาเล่าสู่กันฟังนะคะ สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคน enjoy ในการไป New Zealand ค่ะ Have fun!! 🥰😊
My Best Story in New Zealand Ever :)
เมื่อเราบินไปถึง NZ ก้าวแรกที่ก้าวออกมาจากเครื่องบิน แล้วได้เห็นวิวข้างนอก คือมันสวยมากกกกก สวยแบบที่เด็ก 17 ในตอนนั้น ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นภาพอะไรแบบนี้ในโลกมาก่อนเลยค่ะ มีแต่คำพูดว่าตัวเราเก่งมากๆ ที่บินมาคนเดียวจนมาเห็นอะไรสวยๆแบบนี้ได้ เข้าใจแล้วว่าการก้าวออกมาจากโลกของตัวเองบ้าง มันเป็นยังไงก็วันนี้เลยค่ะ ต่อจากนี้ จะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเราแบบจุกๆเลยนะคะ 🤗
เนื่องจากเราไปเรียนภาษาระยะเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ แน่นอนว่าเราไปอยู่กับ Host family ค่ะ เมื่อถึงบ้าน Host เขาก็จัดห้องนอนเตรียมพร้อมรับเราไว้เรียบร้อยมากค่ะ บ้านสะอาด ไม่มีฝุ่น ไม่มีแมลงอะไรน่ากลัวเหมือนที่ไทยเลย ทำกับข้าวเองได้ทุกอย่าง อยากกินอะไรก็ทำเองได้เลย (รวมถึงได้โชว์ฝีมืออาหารไทยให้ host ด้วยนะ) host เราเป็นครูสอนเด็กเล็ก ซึ่งโรงเรียนโฮสกับโรงเรียนภาษาเราอยู่ใกล้กันมาก ตอนเช้าเวลาไปโรงเรียนเราก็จะไปพร้อมโฮส แต่ขากลับ เราต้องนั่งรถบัสกลับมาเอง ซึ่งตอนนั้นทางเข้าบ้านค่อนข้างซับซ้อนมากๆ เพราะมีหลายซอย ถนนก็แยกแตกออกไปเหมือนต้นไม้ที่มีหลายกิ่งจนเรางงไปหมด พอตอนเย็นหลังเลิกเรียน เราต้องนั่งรถกลับเอง เราก็ไปทำบัตรรถบัสก่อน แต่ก็ทำง่ายมากๆนะ พร้อมกับจะได้แมพของรถบัสมาด้วย ซึ่งปกติเราเป็นคนดูแมพไม่ค่อยเป็น 😅 แต่ก็ไปเรียนรู้ช่วยเหลือตัวเองจนพอจะนั่งกลับบ้านได้ แล้วก็แน่นอนว่าถามค่ะ 555555 สงสัยอะไรก็ถาม ความยากคือแม้โรงเรียนกับบ้านเราจะไม่ไกลกันมาก ประมาณ 15-20 นาที แต่พอนั่งรถบัสกลับ ก็ต้องนั่ง 2 ต่อเลยค่ะ เพราะต่อเดียวมาไม่ถึงบ้าน และความประทับใจมากๆๆๆๆของทริปนี้ คือตรงนี้เลย เพราะเรานั่งรถครั้งแรก และเราก็พยายามถามคนขับรถบัส ยื่นที่อยู่ให้เขาดู ละถามเขาว่าจะลงซอยนี้แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหน พี่คนขับก็ไม่ค่อยแน่ใจ แล้วพอมาถึงซอยนึงเราก็คุ้นๆว่าเป็นวิว (ที่คล้ายกับวิวบ้านเรา) เราเลยลงตรงนั้น แต่พอเดินลงไปแล้วมันไม่ใช่ค่ะ ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงเลย แต่พอเดินลงเขามาอีกนิด ก็เจอคนพอดี เราเลยเดินเข้าไปถามเขาค่ะ ว่าเราเป็นนักเรียน เพิ่งมาถึงวันที่ 2 เอง แต่เรายังจำทางบ้านไม่ค่อยได้ แล้วเราก็คิดว่าเราลงผิดซอย แต่ไม่รู้จะเดินไปซอยนี้ยังไง เขาก็บอกทางเราใหญ่เลย แต่ที่ใจดีไปมากกว่านั้นคือ พอเขาบอกทางเสร็จ เขาก็มองหน้าเรานิดนึง (หรือหน้าเราอาจจะงงๆ 5555) แล้วเขาก็บอกเราว่า “Let me drive you home” ตอนนั้นเราว้าวมากกก แบบ Wowwwwww!! คือก่อนมาก็พอจะมีคนเล่าว่าคนนิวใจดีมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะใจดีไปส่งถึงบ้านขนาดนี้ ดีที่ซอยบ้านเขา กับซอยบ้านเราอยู่ไม่ห่างกันเลย ถัดมาอีกแค่ซอย 2 ซอยก็เป็นบ้านเราแล้ว ระหว่างทางก็พูดคุยกันปกติ มาจากประเทศไหน อะไรยังไง แต่หลังจากวันนั้น เราก็ไม่เจอพี่สาวใจดีคนนี้เลยค่ะ but I just wanna say THANK YOU again! 🥰
ตัดภาพมาที่โรงเรียนภาษาของเรากันบ้าง ตอนปีนั้นโรงเรียนอยู่ชั้นบนของห้าง ซึ่งถือว่าดีมากๆ เพราะตอนเช้าก็ไปหาอะไรกินข้างล่างได้เยอะมากค่ะ แต่ที่เราชอบเข้าบ่อยๆก็ร้าน fast food แกรปแค่ hamburger กับ hot chocolate ก่อนทุกเช้าเลย เพราะนอกนั้นก็ไม่รู้จะกินอะไรค่ะ ต้องทำเวลานิดนึง ค่อยไปลุยกินเต็มที่เอาตอนเที่ยง🤤 ทีนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนภาษาเนาะ เพราะฉะนั้นเราจะมีเพื่อนต่างชาติเยอะมากค่ะ เช่น Korea, China, Japan, Switzerland, Germany, so on. คือเยอะมากจริงๆ ตอนนั้นเราก็มีเพื่อนสนิทสุดๆคนนึงมาจากญี่ปุ่น เข้ามาพร้อมเราเลย แต่เพื่อนมาแปปเดียว แล้วต้องกลับก่อน ก็เหงาๆนิดนึงค่ะ แต่เพื่อนคนอื่นๆก็ตลก สนุก และเฮฮามากๆ อาจารย์ของรร.เรา จะเป็น British ทั้งหมดเลย ซึ่งน่ารักมากทุกคนเลยค่ะ ส่วนในการเข้าเรียน วันแรกที่ไปถึงเราจะได้ทำ test ก่อนนะคะ เพื่อดูว่าผลคะแนนของเราที่เขาประเมินมาให้นั้นอยู่ในระดับไหน หลังจากนั้นเขาถึงจะเอาชื่อเราไปใส่ไว้ที่กระดานใน
คลาสนั้นๆ และเรียนร่วมกันกับเพื่อนค่ะ ซึ่งส่วนตัวเราว่าดีมากๆ เพราะในแต่ละระดับ ความชำนาญในภาษาของนักเรียนแต่ละคนก็จะต่างกันออกไป ซึ่งการจัดระดับที่ได้มาตรฐาน จะทำให้เราได้เพื่อนที่มีการพูดคุยได้พอๆกันมาอยู่ด้วยกันค่ะ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป คุยกันรู้เรื่องและสนุกแน่นอนค่ะ ชีวิต happy มากกกก และในทุก 2 อาทิตย์ (ถ้าเราจำไม่ผิด) ก็จะมีการสอบเพื่อเลื่อนระดับชั้นค่ะ เช่นจาก intermediate —> upper - intermediate แล้วพอเราเลื่อนชั้นเราก็จะได้เพื่อนใหม่เพิ่มอีกนะะ อีกอย่างคือ ในทุกอาทิตย์ ก็จะมีคนจบออกไป ซึ่งตามธรรมเนียมเราจะมีการร้องเพลงส่งคนที่จบด้วยค่ะ เป็นภาษาถิ่นของชาว kiwi ด้วยน้าา ตอนนั้นเราได้เล่นกีต้าร์ให้เขาด้วย ดีใจมากๆค่ะ 🥰
ถ้าถามถึงเรื่องอาหารและสังคม จริงๆ NZ เป็นประเทศที่คน Kiwi จริงๆ มีน้อยมากนะคะ อาจจะน้อยกว่าชาติอื่นๆที่เข้ามาในประเทศซะอีก แต่ไม่รู้ทำไม โดยรวมภายในประเทศเรารู้สึกว่าเราเจอคนที่ดีหมดเลยนะ เป็นสังคมที่ใจดีล่ะก็ช่วยเหลือกันดีค่ะ อาหารก็หลากหลาย อาหารไทยก็มี แต่ตอนนั้นเราชอบร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนึงมากก เข้าบ่อยสุดๆ แล้วก็อึ้งกับร้านเกาหลี ที่เสิร์ฟของทานเล่นเป็น 10 อย่าง แบบฟรีๆ!! มองหน้ากันกับเพื่อนแล้วก็อึ้งว่าให้เยอะขนาดนี้เลยหรอ 😆 แต่ตอนนั้นเราไม่ค่อยได้ไปที่เที่ยวเท่าไหร่ วนๆอยู่แต่ในเมืองแถวนั้น มีได้ไปดู bungee jumping อยู่รอบนึง แต่ตอนนั้นก็ยังไม่กล้าเล่นค่ะ เสียวมากๆ ขอดูก่อนพอ 555555
ขอกระซิบนิดนึงว่า Chocolate ที่ NZ อร่อยมากกกก แบบมากกกก ปกติเราไม่ค่อยกินของหวานเท่าไหร่ แต่ยอมให้ chocolate เลยค่ะ จะขนมแบบเด็กๆหรือทั่วไปก็คืออร่อยมากก ทุกแบบเลยจริงๆ ตอนนั้นอยากขน chocolate กลับมาไทยมากค่ะ แต่ไม่น่าไหวเนาะ เดี๋ยวแดดเมืองไทยจะทำละลายซะก่อน 5555 อีกอย่างนึงที่ต้องลองคือเนื้อค่ะ เราเป็นคนไม่กินเนื้อ แต่ตอนนั้นมีเบเกอรี่แบบเป็นพายแล้วข้างในเป็นเนื้อ จำไม่ได้เหมือนกันว่าตอนนั้นรู้มั้ยว่าเป็นเนื้อ แต่จำได้ว่าลองกินแล้วอร่อยมากกก ที่สำคัญคือไม่ได้กินเนื้อเลยค่ะ (ส่วนนึงที่ไม่ชอบเนื้อ เพราะกลิ่นด้วย ได้กลิ่นนิดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นเนื้อเพราะไม่ชอบ) แต่อันนี้คือไม่มีกลิ่นเลยจริงๆ และก็อร่อยมากๆด้วย แต่เนื้อแบบเป็นชิ้นๆเลยเรายังไม่เคยลองนะ ใครเคยลองแล้วเป็นยังไง ลอง comment บอกกันได้นะคะ
โดยรวมเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆสำหรับเราเลย ถ้าใครยังลังเล เราอยากบอกว่าไม่ต้องลังเลเลยค่ะ คุณจะไม่เสียใจกับการเลือกไป NZ แน่นอน เป็นประเทศที่เราติดใจอยากกลับไปมากที่สุด วิวดี ผู้คนดี อาหารดี การเดินทางดี เราเคยคิดถึงขั้นว่าถ้าย้ายประเทศได้ 1 ครั้ง ก็อยากไปอยู่ที่นิวด้วยค่ะ มันดีมากจริงๆ อยากให้ทุกคนได้ลอง
ขอปิดจบด้วยความรู้สึกหลังจากกลับมาถึงไทยนะคะว่า เรารู้สึกเหมือนเป็นคนนิวไปแล้ว หรือคนที่พูดอังกฤษไปแล้ว ภายในเวลาแค่ 6 สัปดาห์ เราจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดีมากๆ เราเพิ่งเข้าใจว่าการติดพูดอังกฤษเพราะนึกคำไทยไม่ออก มันมีจริงๆนะคะ และมันเกิดขึ้นจริงๆ ที่เราชอบความรู้สึกนั้นเพราะเรารับรู้ได้ว่าความรู้และประสบการณ์ที่เราได้มาจากที่นู้นมันมีค่าและมันส่งผลกับเราจริงๆ เดือนแรกๆที่เรากลับมาไทย เราอยากพูดอังกฤษตลอดเลยค่ะ ไม่ใช่เพราะกระแดะนะคะ แต่เราจะยกตัวอย่างให้ดู เช่น ถ้ามีเพื่อนถามว่ากินอะไรรึยัง ในหัวเราจะประมวลออกมาเพื่อให้ตอบกลับว่า “Yeah, I already ate” แต่เราต้องเว้นคำตอบนิดนึงเพื่อให้เรานึกคำไทยว่าเราต้องพูดออกไปว่า “อ๋อ กินแล้ว” แบบนี้เลยค่ะ ช่วงแรกๆเลยจะพูดงงๆหน่อย แต่หลังจากนั้นก็กลับมาปกติค่ะ ตอนนี้ไม่ค่อยได้ใช้ ก็ลืมๆไปแล้วเหมือนกัน 55555
ใครได้ไปมาแล้ว ก็มาเล่าสู่กันฟังนะคะ สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคน enjoy ในการไป New Zealand ค่ะ Have fun!! 🥰😊