แต่รัฐบาลชุดนี้เหมือนจะเข้าใจแบบนั้น วันนี้แค่ลูกเอาชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี
พ่อแม่กลับเสี่ยงถูกตัดสิทธิ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ทันที
ตรรกะของรัฐตอนนี้คือ
“ถ้าลูกมีรายได้พอเสียภาษีได้ แปลว่าพ่อแม่ไม่จนแล้ว” ฟังดูเหมือนใช้ Excel บริหารประเทศ
แต่ลืมเปิดดูชีวิตจริงของประชาชน
ปลัดคลังออกมาบอกว่าอุทธรณ์ได้ แต่ลูกต้องยอมสละสิทธิลดหย่อนภาษีแทน
สรุปง่าย ๆ คือ รัฐโยนโจทย์ให้ครอบครัวกลับไปทะเลาะกันเอง ว่าจะให้ใคร “เสียสิทธิ” เพื่อรักษาอีกคนไว้
พ่อแม่บางคนคงเริ่มรู้สึกผิดที่ตัวเองแก่จนเป็นภาระ ส่วนลูกที่เสียภาษีสุจริต ก็ต้องมารู้สึกผิดอีกว่า
“หรือเราเป็นต้นเหตุให้พ่อแม่โดนตัดบัตรคนจน”
เก่งมากครับรัฐบาล
แทนที่จะทำให้คนรู้สึกว่า “เสียภาษีแล้วประเทศดูแลเรา” กลับทำให้คนรู้สึกว่า “ยิ่งเสียภาษี ยิ่งโดนเล่นงาน”
ที่เจ็บกว่านั้นคือ คนที่ใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่จำนวนมาก คือมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ
โดยเฉพาะคนโสดที่ไม่มีลูก ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีช่องลดหย่อนหรู ๆ แบบคนมีฐานะ
ลดหย่อนพ่อแม่ 30,000 บาท สุดท้ายช่วยประหยัดภาษีจริงปีละไม่กี่พันบาท
แต่นั่นอาจเป็นเงินค่าอาหาร ค่ายา หรือค่าเดินทางของทั้งบ้าน
รัฐบาลกลับมองเงินไม่กี่พันนี้
เหมือนเป็นหลักฐานว่าครอบครัวนั้น “ไม่จนพอ”
ถามจริง…
ประเทศนี้กำลังคัดกรองคนจน หรือ กำลังลงโทษคนที่ยังพยายามดูแลพ่อแม่กันแน่?
สุดท้ายสิ่งที่นโยบายนี้สะท้อนชัดมากคือ รัฐไม่ได้แก้ปัญหาความยากจน แค่พยายามลดภาระงบประมาณ
ด้วยการผลักภาระกลับไปให้ประชาชนแบกกันเอง
คนทำงานเสียภาษีทุกเดือน เป็นเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงประเทศ แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมา
คือการถูกบีบให้เลือกระหว่าง “สิทธิของตัวเอง” กับ “สวัสดิการพื้นฐานของพ่อแม่”
นโยบายแบบนี้…
คิดมาเพื่อช่วยประชาชน
หรือคิดมาเพื่อลดจำนวนประชาชนที่รัฐต้องช่วยกันแน่?
เสียภาษี… ไม่ได้แปลว่า “รวย”
พ่อแม่กลับเสี่ยงถูกตัดสิทธิ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ทันที
ตรรกะของรัฐตอนนี้คือ
“ถ้าลูกมีรายได้พอเสียภาษีได้ แปลว่าพ่อแม่ไม่จนแล้ว” ฟังดูเหมือนใช้ Excel บริหารประเทศ
แต่ลืมเปิดดูชีวิตจริงของประชาชน
ปลัดคลังออกมาบอกว่าอุทธรณ์ได้ แต่ลูกต้องยอมสละสิทธิลดหย่อนภาษีแทน
สรุปง่าย ๆ คือ รัฐโยนโจทย์ให้ครอบครัวกลับไปทะเลาะกันเอง ว่าจะให้ใคร “เสียสิทธิ” เพื่อรักษาอีกคนไว้
พ่อแม่บางคนคงเริ่มรู้สึกผิดที่ตัวเองแก่จนเป็นภาระ ส่วนลูกที่เสียภาษีสุจริต ก็ต้องมารู้สึกผิดอีกว่า
“หรือเราเป็นต้นเหตุให้พ่อแม่โดนตัดบัตรคนจน” เก่งมากครับรัฐบาล
แทนที่จะทำให้คนรู้สึกว่า “เสียภาษีแล้วประเทศดูแลเรา” กลับทำให้คนรู้สึกว่า “ยิ่งเสียภาษี ยิ่งโดนเล่นงาน”
ที่เจ็บกว่านั้นคือ คนที่ใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่จำนวนมาก คือมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ
โดยเฉพาะคนโสดที่ไม่มีลูก ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีช่องลดหย่อนหรู ๆ แบบคนมีฐานะ
ลดหย่อนพ่อแม่ 30,000 บาท สุดท้ายช่วยประหยัดภาษีจริงปีละไม่กี่พันบาท
แต่นั่นอาจเป็นเงินค่าอาหาร ค่ายา หรือค่าเดินทางของทั้งบ้าน
รัฐบาลกลับมองเงินไม่กี่พันนี้
เหมือนเป็นหลักฐานว่าครอบครัวนั้น “ไม่จนพอ”
ถามจริง…
ประเทศนี้กำลังคัดกรองคนจน หรือ กำลังลงโทษคนที่ยังพยายามดูแลพ่อแม่กันแน่?
สุดท้ายสิ่งที่นโยบายนี้สะท้อนชัดมากคือ รัฐไม่ได้แก้ปัญหาความยากจน แค่พยายามลดภาระงบประมาณ
ด้วยการผลักภาระกลับไปให้ประชาชนแบกกันเอง
คนทำงานเสียภาษีทุกเดือน เป็นเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงประเทศ แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมา
คือการถูกบีบให้เลือกระหว่าง “สิทธิของตัวเอง” กับ “สวัสดิการพื้นฐานของพ่อแม่”
นโยบายแบบนี้…
คิดมาเพื่อช่วยประชาชน
หรือคิดมาเพื่อลดจำนวนประชาชนที่รัฐต้องช่วยกันแน่?