【มรดกพิษจากเมืองแบตเตอรี่ : เมื่อ “แคดเมียม” ไม่ได้หายไปพร้อมโรงงานที่ถูกปิด】
เรื่องราวเริ่มต้นที่ ซินเซียง (Xinxiang) เมืองในมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน เมืองที่มีประชากรราว 6 ล้านคน และเคยรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางการผลิตแบตเตอรี่นิกเกิล-แคดเมียมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีโรงงานและซัพพลายเออร์รวมกันนับร้อยแห่ง
แต่วันนี้ ความรุ่งเรืองนั้นได้ทิ้ง “มรดก” ไว้ในร่างกายคน ในดิน ในน้ำ และในเมล็ดข้าวสาลี
🔻 ร่างกายที่จดจำสารพิษได้ดีกว่าบัญชีบริษัท
หลี่ หมิงเจี้ยน วัย 38 ปี เข้าทำงานกับบริษัท เหอหนาน หวนอวี่ พาวเวอร์ซอร์ส (Henan Huanyu Power Source) ตั้งแต่ปี 2000 หน้าที่ของเขาคือประกอบแบตเตอรี่ตัวถังเหล็ก โดยใช้ขั้วไฟฟ้าแคดเมียมออกไซด์และแคดเมียมแบบฟองน้ำ — ด้วยมือเปล่า ทั้งที่ผงแคดเมียมออกไซด์สีแดงนั้นเป็นพิษ
“หลังเลิกงานแต่ละวัน ตาผมแสบ และทุกอย่างที่มองเห็นกลายเป็นสีแดงไปหมด” เขาเล่า
สิ่งที่เขาไม่รู้ในตอนนั้น คือเขาและคนงานอีกหลายร้อยชีวิตในโรงงานของรัฐแห่งนี้กำลังถูกวางยาอย่างช้า ๆ ด้วยแคดเมียม โลหะหนักที่เป็นพิษ หลี่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะพิษแคดเมียมเมื่อราว 12 ปีก่อน ที่สถาบันวิจัยอาชีวอนามัยของเมืองซินเซียง ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง “เต็มไปด้วยคนงานหลายร้อยคน” ที่ป่วยด้วยอาการต่าง ๆ หลังออกจากโรงงานแบตเตอรี่ ทุกคนมาเพื่อขอรับการรักษาภาวะพิษแคดเมียมเหมือนกัน
ทุกวันนี้ หลี่ต้องเข้าโรงพยาบาลปีละราว 3 เดือนเพื่อรักษาระบบทางเดินปัสสาวะ เพราะแคดเมียมออกไซด์ทำลายไตของเขาอย่างถาวร และทิ้งความเจ็บปวดไว้เป็นของแถม “ปวดเอวปวดขาจนบางทีแทบเดินไม่ได้”
กรณีที่หนักกว่าคือ กัว ฟู่จื้อ วัย 50 ปี อดีตคนงานทำความสะอาดเครื่องทำความร้อนที่ใช้ผลิตขั้วแคดเมียมออกไซด์ เขาถูกผ่าตัดเอาไตขวาที่เป็นมะเร็งออกไปเมื่อหลายปีก่อน ทำงานไม่ได้อีก และเคยมีรายได้จากเงินเยียวยาของบริษัทเพียงเดือนละ 600 หยวน (ราว 90 ดอลลาร์สหรัฐ) จนกระทั่งบริษัทล้มละลายเมื่อปีก่อน — ตัวเลขนี้ควรอ่านคู่กับข้อมูลของสำนักสถิติเมืองซินเซียง ที่ระบุว่าคนเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยเดือนละราว 2,241 หยวน
แพทย์รักษาคนกลุ่มนี้ไม่หาย ทำได้เพียงประคองภูมิคุ้มกันเพื่อหวังป้องกันการติดเชื้อและโรคแทรกซ้อนเท่านั้น
🔻 เมื่อโรงงานปิด แต่สารพิษย้ายไปอยู่ในดินและน้ำ
การปิดโรงงานเป็นผลจากการกวาดล้างมลพิษอุตสาหกรรมทั่วเมืองที่เริ่มในปี 2012 ทำให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่ในซินเซียงนับร้อยรายต้องปิดตัว และบริษัทหวนอวี่เองก็ล้มละลายในปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาไม่ได้ปิดตามไปด้วย
ในยุครุ่งเรือง การผลิตจำนวนมากถูกกระจายงานต่อไปยังซัพพลายเออร์รายเล็กที่มักไม่มีใบอนุญาตและไม่ปฏิบัติตามกฎสิ่งแวดล้อม หลี่ จื้อ อดีตพนักงานซัพพลายเออร์ที่เพิ่งเกษียณ เล่าว่าในย่านของเขาเพียงแห่งเดียวเคยมีโรงงานเล็ก ๆ กว่า 140 แห่งคอยแปรรูปแผ่นแคดเมียมเป็นแคดเมียมออกไซด์และแคดเมียมฟองน้ำ
จุดที่ควรขนลุกอยู่ตรงนี้ : การผลิตแคดเมียมฟองน้ำ 1 ตัน ต้องใช้น้ำมากถึง 40 ตัน โรงงานขนาดเล็กจำนวนมากจึงไปตั้งใกล้แม่น้ำหมิงเซิงฉวี ลำราง และลำธาร แล้วปล่อยน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำเหล่านั้นโดยตรง ส่วนผงแคดเมียมออกไซด์ก็พ่นออกจากปล่องโรงงานเล็ก ๆ เป็น “ควันแดง” ลอยสู่อากาศ ในปี 2015 รัฐบาลมณฑลถึงกับขึ้นทะเบียนแม่น้ำหมิงเซิงฉวีเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่ปนเปื้อนมากที่สุดของภูมิภาค
🔻 ตัวเลขที่ทำให้กลืนข้าวไม่ลง
อาสาสมัครจากกลุ่มเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมในปักกิ่งลงพื้นที่ในเดือนมิถุนายน หลังได้รับเบาะแสว่ามีการปลูกข้าวสาลีในแปลงที่ขนาบด้วยลำน้ำปนเปื้อนสองสาย ผลตรวจห้องปฏิบัติการพบว่า
— ตัวอย่างดินที่ห่างจากร่องน้ำเสียในหมู่บ้านไคว่ชุนหยิงราว 4 เมตร มีแคดเมียม 20.2 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม สูงกว่ามาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติปี 1995 สำหรับดินเพาะปลูกถึง 33.7 เท่า
— ตัวอย่างดินที่ห่างออกไปเพียง 100 เมตร มี 12.4 ไมโครกรัม หรือ 20 เท่าของมาตรฐาน
— ตัวอย่างข้าวสาลี 12 ตัวอย่างที่เก็บในเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน มีแคดเมียมสูงถึง 10 เท่าของมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ธัญพืช และข้าวสาลีทั้ง 7 ตัวอย่างจากดินปนเปื้อนในไคว่ชุนหยิง ล้วนเกินเพดาน 0.1 ไมโครกรัมตามมาตรฐานความปลอดภัยอาหารแห่งชาติทั้งหมด
และนี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเมืองเดียว ผลสำรวจระดับชาติของกระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและกระทรวงที่ดินเมื่อสามปีก่อน พบว่าตัวอย่างดินทั่วประเทศกว่า 16% มีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน รวมถึงแคดเมียม และเกือบ 1 ใน 5 ของพื้นที่เกษตรกรรม 133 ล้านเฮกตาร์ปนเปื้อนจนไม่เหมาะกับการผลิตอาหารสำหรับมนุษย์ ก่อนหน้านี้ในปี 2013 ก็เคยพบข้าวปนเปื้อนแคดเมียมวางขายบนชั้นในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งกว่าครึ่งมาจากมณฑลหูหนานที่เป็นฐานอุตสาหกรรมเคมี
🔻 สารที่ “ยังไม่รู้แน่ชัด” — แต่รอจนรู้แน่อาจสายเกินไป
ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) การได้รับแคดเมียมแม้ในระดับต่ำสามารถนำไปสู่นิ่วในไตหรือไตวาย ทำให้กระดูกเปราะ ทำลายระบบทางเดินหายใจ และการกินเข้าไปอาจก่อมะเร็งได้
ซ่าง ฉี ศาสตราจารย์จากสถาบันอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ยอมรับว่าธัญพืชปนเปื้อนแคดเมียมจะส่งผลต่อสุขภาพประชาชนอย่างแน่นอน แม้โอกาสทำให้คนป่วยจะค่อนข้างต่ำเพราะอาหารยุคใหม่มีความหลากหลาย แต่ประโยคที่ควรขีดเส้นใต้คือคำเตือนของเขาเอง — ว่าจีน “รอไม่ได้” ที่จะจัดการปัญหาแคดเมียม เพราะ “ถ้าเรารอจนถึงวันที่รู้แน่ชัด เราอาจพบว่ามันสายไปแล้ว”
ในหมู่บ้านเฉินเป่า แปลงนาใกล้โรงงานหวนอวี่ที่ปิดไปแล้วยังคงปลูกข้าวสาลีต่อไป และเกษตรกรบอกว่าจะขายผลผลิตให้ยุ้งฉางของรัฐ ขณะที่กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมประกาศตั้งแต่เดือนมิถุนายนว่าจะตรวจสอบอิสระว่าข้าวสาลีในซินเซียงปนเปื้อนแคดเมียมจริงหรือไม่ — แต่จนถึงตอนรายงานข่าว ยังไม่มีผลใด ๆ เปิดเผยออกมา
ส่วนหลี่ หมิงเจี้ยน ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่กลายเป็นบทสรุปของทั้งเมือง ว่าเขาทำงานด้วยมือเปล่าและหน้ากากแบบหยาบ ๆ โดยไม่เคยมีใครบอกเรื่องอันตรายของแคดเมียม
“ผมหวังว่าจะได้รู้จักสารเคมีตัวนี้เร็วกว่านี้ ถ้ารู้ ป่านนี้ผมคงไม่ต้องมาใช้ชีวิตแบบนี้”
—————————
ที่มา : Caixin Global, “Battery Factory Boom Leaves Toxic Legacy” (15 ส.ค. 2017) โดย Yuan Suwen และ Li Rongde
https://www.facebook.com/share/p/1HMHnqBKtR/
🤢 มรดกพิษจากเมืองแบตเตอรี่ : เมื่อ “แคดเมียม” ไม่ได้หายไปพร้อมโรงงานที่ถูกปิด
เรื่องราวเริ่มต้นที่ ซินเซียง (Xinxiang) เมืองในมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน เมืองที่มีประชากรราว 6 ล้านคน และเคยรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางการผลิตแบตเตอรี่นิกเกิล-แคดเมียมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีโรงงานและซัพพลายเออร์รวมกันนับร้อยแห่ง
แต่วันนี้ ความรุ่งเรืองนั้นได้ทิ้ง “มรดก” ไว้ในร่างกายคน ในดิน ในน้ำ และในเมล็ดข้าวสาลี
🔻 ร่างกายที่จดจำสารพิษได้ดีกว่าบัญชีบริษัท
หลี่ หมิงเจี้ยน วัย 38 ปี เข้าทำงานกับบริษัท เหอหนาน หวนอวี่ พาวเวอร์ซอร์ส (Henan Huanyu Power Source) ตั้งแต่ปี 2000 หน้าที่ของเขาคือประกอบแบตเตอรี่ตัวถังเหล็ก โดยใช้ขั้วไฟฟ้าแคดเมียมออกไซด์และแคดเมียมแบบฟองน้ำ — ด้วยมือเปล่า ทั้งที่ผงแคดเมียมออกไซด์สีแดงนั้นเป็นพิษ
“หลังเลิกงานแต่ละวัน ตาผมแสบ และทุกอย่างที่มองเห็นกลายเป็นสีแดงไปหมด” เขาเล่า
สิ่งที่เขาไม่รู้ในตอนนั้น คือเขาและคนงานอีกหลายร้อยชีวิตในโรงงานของรัฐแห่งนี้กำลังถูกวางยาอย่างช้า ๆ ด้วยแคดเมียม โลหะหนักที่เป็นพิษ หลี่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะพิษแคดเมียมเมื่อราว 12 ปีก่อน ที่สถาบันวิจัยอาชีวอนามัยของเมืองซินเซียง ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง “เต็มไปด้วยคนงานหลายร้อยคน” ที่ป่วยด้วยอาการต่าง ๆ หลังออกจากโรงงานแบตเตอรี่ ทุกคนมาเพื่อขอรับการรักษาภาวะพิษแคดเมียมเหมือนกัน
ทุกวันนี้ หลี่ต้องเข้าโรงพยาบาลปีละราว 3 เดือนเพื่อรักษาระบบทางเดินปัสสาวะ เพราะแคดเมียมออกไซด์ทำลายไตของเขาอย่างถาวร และทิ้งความเจ็บปวดไว้เป็นของแถม “ปวดเอวปวดขาจนบางทีแทบเดินไม่ได้”
กรณีที่หนักกว่าคือ กัว ฟู่จื้อ วัย 50 ปี อดีตคนงานทำความสะอาดเครื่องทำความร้อนที่ใช้ผลิตขั้วแคดเมียมออกไซด์ เขาถูกผ่าตัดเอาไตขวาที่เป็นมะเร็งออกไปเมื่อหลายปีก่อน ทำงานไม่ได้อีก และเคยมีรายได้จากเงินเยียวยาของบริษัทเพียงเดือนละ 600 หยวน (ราว 90 ดอลลาร์สหรัฐ) จนกระทั่งบริษัทล้มละลายเมื่อปีก่อน — ตัวเลขนี้ควรอ่านคู่กับข้อมูลของสำนักสถิติเมืองซินเซียง ที่ระบุว่าคนเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยเดือนละราว 2,241 หยวน
แพทย์รักษาคนกลุ่มนี้ไม่หาย ทำได้เพียงประคองภูมิคุ้มกันเพื่อหวังป้องกันการติดเชื้อและโรคแทรกซ้อนเท่านั้น
🔻 เมื่อโรงงานปิด แต่สารพิษย้ายไปอยู่ในดินและน้ำ
การปิดโรงงานเป็นผลจากการกวาดล้างมลพิษอุตสาหกรรมทั่วเมืองที่เริ่มในปี 2012 ทำให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่ในซินเซียงนับร้อยรายต้องปิดตัว และบริษัทหวนอวี่เองก็ล้มละลายในปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาไม่ได้ปิดตามไปด้วย
ในยุครุ่งเรือง การผลิตจำนวนมากถูกกระจายงานต่อไปยังซัพพลายเออร์รายเล็กที่มักไม่มีใบอนุญาตและไม่ปฏิบัติตามกฎสิ่งแวดล้อม หลี่ จื้อ อดีตพนักงานซัพพลายเออร์ที่เพิ่งเกษียณ เล่าว่าในย่านของเขาเพียงแห่งเดียวเคยมีโรงงานเล็ก ๆ กว่า 140 แห่งคอยแปรรูปแผ่นแคดเมียมเป็นแคดเมียมออกไซด์และแคดเมียมฟองน้ำ
จุดที่ควรขนลุกอยู่ตรงนี้ : การผลิตแคดเมียมฟองน้ำ 1 ตัน ต้องใช้น้ำมากถึง 40 ตัน โรงงานขนาดเล็กจำนวนมากจึงไปตั้งใกล้แม่น้ำหมิงเซิงฉวี ลำราง และลำธาร แล้วปล่อยน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำเหล่านั้นโดยตรง ส่วนผงแคดเมียมออกไซด์ก็พ่นออกจากปล่องโรงงานเล็ก ๆ เป็น “ควันแดง” ลอยสู่อากาศ ในปี 2015 รัฐบาลมณฑลถึงกับขึ้นทะเบียนแม่น้ำหมิงเซิงฉวีเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่ปนเปื้อนมากที่สุดของภูมิภาค
🔻 ตัวเลขที่ทำให้กลืนข้าวไม่ลง
อาสาสมัครจากกลุ่มเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมในปักกิ่งลงพื้นที่ในเดือนมิถุนายน หลังได้รับเบาะแสว่ามีการปลูกข้าวสาลีในแปลงที่ขนาบด้วยลำน้ำปนเปื้อนสองสาย ผลตรวจห้องปฏิบัติการพบว่า
— ตัวอย่างดินที่ห่างจากร่องน้ำเสียในหมู่บ้านไคว่ชุนหยิงราว 4 เมตร มีแคดเมียม 20.2 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม สูงกว่ามาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติปี 1995 สำหรับดินเพาะปลูกถึง 33.7 เท่า
— ตัวอย่างดินที่ห่างออกไปเพียง 100 เมตร มี 12.4 ไมโครกรัม หรือ 20 เท่าของมาตรฐาน
— ตัวอย่างข้าวสาลี 12 ตัวอย่างที่เก็บในเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน มีแคดเมียมสูงถึง 10 เท่าของมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ธัญพืช และข้าวสาลีทั้ง 7 ตัวอย่างจากดินปนเปื้อนในไคว่ชุนหยิง ล้วนเกินเพดาน 0.1 ไมโครกรัมตามมาตรฐานความปลอดภัยอาหารแห่งชาติทั้งหมด
และนี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเมืองเดียว ผลสำรวจระดับชาติของกระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและกระทรวงที่ดินเมื่อสามปีก่อน พบว่าตัวอย่างดินทั่วประเทศกว่า 16% มีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน รวมถึงแคดเมียม และเกือบ 1 ใน 5 ของพื้นที่เกษตรกรรม 133 ล้านเฮกตาร์ปนเปื้อนจนไม่เหมาะกับการผลิตอาหารสำหรับมนุษย์ ก่อนหน้านี้ในปี 2013 ก็เคยพบข้าวปนเปื้อนแคดเมียมวางขายบนชั้นในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งกว่าครึ่งมาจากมณฑลหูหนานที่เป็นฐานอุตสาหกรรมเคมี
🔻 สารที่ “ยังไม่รู้แน่ชัด” — แต่รอจนรู้แน่อาจสายเกินไป
ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) การได้รับแคดเมียมแม้ในระดับต่ำสามารถนำไปสู่นิ่วในไตหรือไตวาย ทำให้กระดูกเปราะ ทำลายระบบทางเดินหายใจ และการกินเข้าไปอาจก่อมะเร็งได้
ซ่าง ฉี ศาสตราจารย์จากสถาบันอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ยอมรับว่าธัญพืชปนเปื้อนแคดเมียมจะส่งผลต่อสุขภาพประชาชนอย่างแน่นอน แม้โอกาสทำให้คนป่วยจะค่อนข้างต่ำเพราะอาหารยุคใหม่มีความหลากหลาย แต่ประโยคที่ควรขีดเส้นใต้คือคำเตือนของเขาเอง — ว่าจีน “รอไม่ได้” ที่จะจัดการปัญหาแคดเมียม เพราะ “ถ้าเรารอจนถึงวันที่รู้แน่ชัด เราอาจพบว่ามันสายไปแล้ว”
ในหมู่บ้านเฉินเป่า แปลงนาใกล้โรงงานหวนอวี่ที่ปิดไปแล้วยังคงปลูกข้าวสาลีต่อไป และเกษตรกรบอกว่าจะขายผลผลิตให้ยุ้งฉางของรัฐ ขณะที่กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมประกาศตั้งแต่เดือนมิถุนายนว่าจะตรวจสอบอิสระว่าข้าวสาลีในซินเซียงปนเปื้อนแคดเมียมจริงหรือไม่ — แต่จนถึงตอนรายงานข่าว ยังไม่มีผลใด ๆ เปิดเผยออกมา
ส่วนหลี่ หมิงเจี้ยน ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่กลายเป็นบทสรุปของทั้งเมือง ว่าเขาทำงานด้วยมือเปล่าและหน้ากากแบบหยาบ ๆ โดยไม่เคยมีใครบอกเรื่องอันตรายของแคดเมียม
“ผมหวังว่าจะได้รู้จักสารเคมีตัวนี้เร็วกว่านี้ ถ้ารู้ ป่านนี้ผมคงไม่ต้องมาใช้ชีวิตแบบนี้”
—————————
ที่มา : Caixin Global, “Battery Factory Boom Leaves Toxic Legacy” (15 ส.ค. 2017) โดย Yuan Suwen และ Li Rongde
https://www.facebook.com/share/p/1HMHnqBKtR/