สังขละบุรีในวันที่ฝนเริ่มโปรยปราย 2 วัน 1 คืนกับสะพานมอญที่คุ้นเคย



------- ทุกภาพถูกถ่ายด้วย Xiaomi 17 Ultra นะครับ -------

          สวัสดีครับ ผมมีโอกาสได้ย้อนกลับไปเยือนสังขละบุรีอีกครั้งหลังจากทริปแรกเมื่อกลางกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมกำลังอยู่ในภาวะสับสน ไม่แน่ใจว่าเกิดจากเรื่องงานหรือฮอร์โมนของชายวัยกลางคนที่พลุ้งพล่านตามกาลเวลา บางทีก็นอนไม่ค่อยจะหลับ อะไรที่เคยทำแล้วมีความสุขก็เปลี่ยนไป นั่งนึกไปมา การขับรถออกไปรับลมซักวันสองวันอาจจะเยียวยาข้างในให้ดีขึ้น ว่าแล้วก็ถือโอกาสร่ำลาที่ทำงานเพื่อดิ่งกลับไปยังสะพานมอญที่ผมคุ้นเคย
          ธงที่ผมตั้ง คือการหาสถานที่สงบเพื่อรองรับวันเกิดที่กำลังจะเดินทางมาถึง โดยเล็งเห็นว่าการใส่บาตรยามเช้าบนสะพานไม้เก่าแก่น่าจะตอบโจทย์ในสิ่งที่ผมขาดไป ผมออกเดินทางด้วยความพร้อมกว่าครั้งแรก ตะลอนออกไปตามถนนหนทางด้วยความรู้สึกยินดี


วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2026

          ฝนพรำแต่เช้า และเริ่มรุนแรงขึ้นยามสาย ผมรอเวลาที่อากาศเริ่มผ่อนคลาย รอเมฆสีดำกระจายตัวก่อนจะออกเดินทาง ผมใช้เส้นทางเดิม ลัดเลาะตามถนนหนทางที่คับแคบในเมืองหลวง ก่อนจะหลีกหนีรถติดไปยังนนทบุรีเพื่อใช้บริการ "M81" ที่แสนสะดวกสบาย
          วันนี้ออกจากบ้านช้ากว่าเดิม กว่าจะเข้าเขตกาญจนบุรี ตะวันก็เริ่มคล้อยต่ำลง ผมหยุดชาร์จแบตให้กับรถและตัวเองที่วังสารภีเช่นเดิม ฝนเพิ่งหยุดตก ยังให้เห็นร่องรอยของถนนที่มีแอ่งน้ำขังตามรายทาง อากาศเย็นลง อย่างน้อยก็หายใจหายคอได้ดีกว่าเดิม
          ห้าโมงเย็น ผมเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง และเพิ่งสำเหนียกได้ว่ายังอีกไกลเหลือเกินกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง แต่ก็อย่างที่บอกครับ การได้สัมผัสเส้นทางนี้มาก่อน ช่วยคลายความกังวลไปได้ 50.145%
          เส้นทางที่ผมจะต้องไป ยังคงมีการปิดถนนบางจุด บางแห่งรถติดยาวยังกับหางว่าว กว่าจะพ้นออกไปก็กินเวลามหาศาลเหลือเกิน ผมใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงกว่าจะถึงทองผาภูมิ
          พลังงานของรถเหลือต่ำลง พลังงานของผมก็ไม่ต่างกัน ว่าแล้วก็ถึงเวลาเติมข้าวและน้ำเพื่อเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง จากจุดนี้ไปยังที่พัก กินระยะทางประมาณ 80 กว่ากิโล ทางส่วนใหญ่เป็นเขา ริมทางมีไฟส่องสว่างแค่บางจุดเท่านั้น แต่ที่น่าแปลกใจคือผมรู้สึกว่ารอบนี้ขับง่ายกว่าเดิม ไอ้ที่เคยรู้สึกว่าเหยียบไม่ค่อยไป หรือทางอันแสนจะสูงชัน บัดนี้ไม่มีอีกเลย ผมเข้าที่พักช่วง 4 ทุ่มครึ่ง ร่างกายแทบแตกสลายด้วยความอ่อนเพลีย
          "ไม่ต่างจากเดิม" รอบนี้ยังคงอดถ่ายรูปยามเย็นเช่นเคย แต่เมื่อมาถึงแล้ว ก็ขอขบถต่อความอ่อนล้าเสียหน่อย ผมรีบเก็บของ และถีบตัวเองออกไปรับลมที่สะพานก่อนเข้านอน "เรียกว่าโชคเข้าข้าง" ฝนจางหายไปตอนที่ผมมาถึงพอดี มิฉะนั้นแล้วคงอดเก็บภาพพร้อมความเสียดาย



วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2026

          วันคล้ายวันเกิด ผมลืมตาตื่นตอนตีห้าครึ่งพร้อมเสียงนาฬิกาปลุก แผนคือเริ่มจากการออกไปกรุยทาง เก็บภาพยามเช้าเหมือนครั้งเดิมที่ผ่านมา สายหน่อย จะถือโอกาสใส่บาตรทำบุญอย่างที่ตั้งใจ
          "ผิดหวังนิดหน่อย" ฝนโปรยปรายลงมาแต่หัวรุ่ง มองซ้ายขวาก็เห็นแต่เงาทะมึนของก้อนเมฆที่แทบไม่ขยับตัว "จะเอายังไงดี" ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง พลันที่ก้าวเท้าออกจากห้อง เหมือนฟ้าจะเริ่มเป็นใจ หยดน้ำที่ตกจากฟ้าหายไป คงเหลือแต่ไอสีขาวที่ยังคงล่องลอย



          รอบที่แล้วผมใช้เวลาบนสะพานน้อยมาก รอบนี้เลยตั้งใจเก็บงานให้เยอะกว่าเดิม ผู้คนเริ่มจอแจ เสริมความมีชีวิตชีวาให้กับสะพาน แต่นั่นแหละครับ วันพุธกลางสัปดาห์ นักท่องเที่ยวถือว่าน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ไม่ดี ผมต้องการความสงบแบบนี้เพื่อเยียวยาตัวเอง
          สิ่งที่สัมผัสได้ อากาศไม่ระอุเหมือนที่กลัว รอบตัวมีแต่ความเขียวขจี ดูแล้วแสนจะสบายตา ซ้ายก็เขียว ขวาก็เขียว จะหน้าหลังก็แทบไม่ต่างกัน หยดน้ำมากมายที่เกาะบนใบหญ้า สัมผัสแล้วเกิดความชุ่มฉ่ำแบบที่ผมหาไม่ได้จากในเมืองระยอง




          "เหมือนโดนแกล้ง" แสงตะวันที่ควรจะสาดส่อง กลับเงียบหายอยู่ใต้เงาบนท้องฟ้า ผมเองได้แต่ภาวนาขอให้มันเปล่งแสงเร็วพลัน ประมาณ 7 โมง ผมย้อนกลับไปที่หน้าหอพักหวังจะใส่บาตรเหมือนที่เคยทำ แต่วันนี้เหมือนเหตุการณ์เปลี่ยนไป พระ-เณรไม่ออกเดินบาตร หรือผมจะมาช้านะ? ว่าแล้วก็เลยสืบเท้าต่อไปยังบริเวณตลาด ไม่พบใครอีกเช่นเคย ผมได้แต่ก้มหน้า และออกเดินอย่างเชื่องช้าไปเก็บภาพรอบสะพานต่ออีกที




          เมื่อฝนจากไป ไอหมอกก็เข้ามาแทนที่ไปทั่วบริเวณ "เช้าที่แสนจะสดชื่น" ผมกระซิบกับตัวเอง ความเขียวชอุ่มรอบตัว นอกจากจะทำให้สบายตาแล้ว หัวใจก็พลันสุขสบายไปด้วย ผมเริ่มเดินลงไปด้านล่างของสะพาน และสังเกตได้ว่าสายน้ำที่เคยพาดผ่านตรงนี้เหือดแห้งลงไปจนน่าตกใจ อาจจะเป็นเพราะหน้าแล้งที่ผ่านมา มีการเก็บน้ำเอาไว้ใช้ภายในเขื่อนยามขับขัน เพียงแค่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะระบายมันออกมา
          ผมนึกขึ้นได้ ว่าสิ่งที่ขาดไปในรอบที่แล้วคืออะไร "วัดและโบสถ์ที่จมอยู่ใต้น้ำ" ผมจะต้องลงไปดู คิดได้ก็พลันย้อนกลับขึ้นไปบนสะพานฝั่งชาวไทย เพื่อหาเรือซักลำนำทาง ว่าแล้วก็สบเข้ากับพี่นายท้ายชาวอีสาน ที่มาได้ภรรยาเป็นชาวมอญทำมาหากินอยู่ตรงนี้นับสิบปี คนจะคู่กัน ต่อให้ห่างกันสุดฟ้าก็ได้พบหน้ากันอยู่ดีนะครับ
          เมื่อตกลงกันเสร็จสรรพ เราก็ออกเดินทาง รอบนี้ผมได้ราคา 400 บาท ซึ่งก็ถูกกว่ารอบที่แล้ว 100 บาทครับ เอาจริงๆมากับเพื่อนหลายๆคน ยิ่งจ่ายต่อหัวน้อยลงไป ผมล่องเรือออกจากท่าช่วง 8 โมง อากาศเริ่มอุ่นขึ้นกว่าเดิม





          "แสงแดดเริ่มสาดส่อง" ยังให้ทุกวัตถุที่มันตกกระทบกลายร่างเป็นสีทองงดงาม ท้องฟ้าเริ่มเปิด สีฟ้าครามเริ่มเข้ามาแทนที่เมฆฝนที่เคยทะมึน ขณะที่นั่งอยู่บนเรือยนต์ขนาด 3 เมตร ลมเย็นยังคงพัดตกกระทบร่างกายเช่นเดิม นั่งไปก็ยิ้มไป มีความสุขเหลือเกิน
          ผู้คนบางตากว่าครั้งเก่า นี่อาจจะย่างเข้าสู่ low season ของพื้นที่แถบนี้ไปแล้ว เหม่อมองรอบตัว หมอกควันสีขาวยังคงก่อตัวเหนือภูเขาสูง ระดับน้ำที่ลดลง ทำให้เห็นตอไม้ผุดขึ้นมามากมาย บางแห่งเคยเป็นตลาด บางแห่งเคยเป็นพื้นที่โรงพยาบาลเก่า วันเวลาผ่านไป คงเหลือแค่เพียงความทรงจำที่งดงามของชาวเมือง
          ผมจำชื่อวัดแรกที่ไปเยือนไม่ได้ ต้องขออภัยจริงๆนะครับ จำได้ว่ารอบที่แล้วมาไม่เจอ หรือจะเห็นแค่ธงที่โผล่พ้นน้ำก็เลือนลางเต็มที ผมลงไปเพียงลำพัง เก็บเอาบรรยากาศรอบตัวที่ไม่คุ้นเคยลงในความทรงจำอย่างช้าๆ ก่อนจะเข้าไปกราบพระขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับตัว
          หมุดหมายที่สองคือ "วัดสมเด็จเก่า" ซึ่งรอบที่แล้วผมมีโอกาสได้ขึ้นไปเยือนเรียบร้อยครับ ด้วยความที่น้ำลดลง ระยะทางที่ผมจะต้องใช้เพื่อเดินขึ้นไปสักการะพระรูปกลับเพิ่มขึ้นแบบสามเท่าตัว




          "ยุงดุกว่าเสือ" ระหว่างที่ผมออกเดินเก็บภาพ ไม่รู้ว่าโดนกัดเข้าไปมากแค่ไหน รู้ตัวอีกทีก็พบว่าทั้งแขนและขาเต็มไปด้วยรอยนูนสีแดงที่คันแสนคันเหลือเกิน วัดสมเด็จเก่าตั้งอยู่บนเนินสูงนะครับ ต่อให้น้ำขึ้นหรือลงก็ไม่มีผลในการขึ้นไปบูชา เราสามารถขึ้นไปกราบพระได้ทั้งปีเลย
          ผมใช้เวลาซักครู่ ก็กลับลงเรือเพื่อไปเยือนสถานที่สุดท้ายของทริปนี้ "วัดวังก์วิเวการาม" นั่นเอง รอบที่แล้วที่ผมมาเยือน ระดับน้ำพุ่งขึ้นสูงจนแทบจะแตะหลังคาของหอระฆัง แต่รอบนี้กลับต่ำเตี้ยระดับที่เห็นพื้นดินทีเดียว





          จุดสุดท้ายต้องใช้เวลาเดินซักหน่อย แต่ไม่ไกลจนถึงกับหอบขนาดนั้น แดดยามสายของวัน ทำให้อากาศระอุขึ้นกว่าเดิม บริเวณนี้มีร้านค้าคอยให้บริการ น้ำท่าอาหารเพียงพอต่อการดับกระหายชั่วคราว ผมเข้าไปกราบพระขอพรในวันเกิดเป็นจุดสุดท้าย ก่อนจะจบทริปลงที่วัดด้านบนอีกครา
          "สารภาพว่ารอบนี้หมดแรง" ผมที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าปนขี้เกียจ ยกเลิกการเดินทางไปยัง "หมู่บ้านอีต่อง" เป็นคำรบที่สองทันที และออกเดินทางกลับบ้านเร็วกว่าครั้งเดิม
          วันนี้ถือว่ามาแบ่งปันประสบการณ์ท่องเที่ยวสังขละบุรีในวันที่น้ำลดนะครับ เพื่อนๆจะได้เห็นภาพว่าในช่วงนี้สะพานมอญจะมีหน้าตาออกมาเป็นยังไง วัดหรือโบสถ์เก่าที่จมอยู่ใต้น้ำ ดูแล้วสวยงามขนาดไหน เผื่อใครที่หาข้อมูลอยู่ จะได้ตัดสินใจได้ครับ
          ขอบคุณทุกคนที่เข้ามารับชมนะครับ อย่าลืมพูดคุยกันบ้าง เจอกันใหม่ทริปหน้านะครับ สวัสดีครับ                     โช



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่