------- ทุกภาพถูกถ่ายด้วย Xiaomi 14 Ultra นะครับ -------
สวัสดีครับ อกที่ถูกหักยังคงมีอาการอยู่ เลยถือโอกาสหาเวลาว่างออกไปรับลมที่ฝั่งตะวันตกของบ้านเรากันบ้าง รอบนี้ผมมีปลายทางที่สะพานไม้เก่าแก่ของจังหวัดกาญจนบุรี และหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาอีกเส้นทาง ใช่ครับ "สะพานมอญ-หมู่บ้านอีต่อง"
จากระยองบ้านผมไปถึงจุดหมาย มีระยะทางที่ประมาณ 527 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางคร่าวๆที่ 7 ชั่วโมงกับอีก 22 นาที พาหนะที่ใช้เดินทางคือ BYD Atto 3 Extended ที่ชาร์จเต็มสามารถวิ่งได้ประมาณ 480 กิโลเมตรตามที่เค้าเคลมเอาไว้ และนี่คือจำนวนครั้งที่ผมหยุดชาร์จ และราคาที่ผมจ่ายในการชาร์จแต่ละครั้งนะครับ ปล. ก่อนออกจากบ้านผมชาร์จเอาไว้ที่ 100%
1. ชาร์จครั้งแรก กาญจนบุรี ปั๊ม ปตท.วังสารภี 344 บาท (ขาไป)
2. ชาร์จครั้งที่สอง อำเภอทองผาภูมิ ปั๊ม ปตท.สินผาทอง 218 บาท (ขาไป)
3. ชาร์จครั้งที่สาม อำเภอทองผาภูมิ ปั๊ม ปตท.สินผาทอง 212 บาท (ขาออกจากสะพานมอญไปหมู่บ้านอีต่อง)
4. ชาร์จครั้งที่สี่ อำเภอทองผาภูมิ ปั๊ม ปตท.สินผาทอง 205 บาท (ขากลับระยอง)
5. ชาร์จครั้งที่ห้า กาญจนบุรี ปั๊ม ปตท.วังสารภี 291 บาท (ขากลับระยอง)
********** รวมค่าชาร์จแบตทั้งหมด 1,270 บาท **********
"สะพานมอญ" กับ "หมู่บ้านอีต่อง" เป็นลิสต์ลำดับต้นๆที่ผมแขวนเอาไว้ในการเดินทางปีนี้ ที่ผ่านมายังไม่มีโอกาสไปเยือน เพราะระยะทางนั้นช่างแสนไกลเหลือเกิน นอกจากเรื่องนี้ ผมอดกังวลเรื่องความเหนื่อยล้าไม่ได้ ไหนจะเรื่องสถานีที่จะใช้ในการชาร์จพลังงาน เรื่องของเส้นทางที่ยากลำบากตามที่เคยได้ยินมา ก็เลยเก็บพับมันลงไปในลิ้นชักของความกลัว และล็อคกุญแจเอาไว้แบบนั้นเรื่อยมาหลายปี
อาจจะด้วยจิตใจที่อ่อนแอ ทริปนี้เลยถูกปัดฝุ่นออกมาอีกครั้ง ด้วยความที่ไร้กังวล ผมออกเดินทางโดยไม่คิดอะไรเลย นึกแค่ว่าค่อยๆขยับออกไป เดี๋ยวก็คงเข้าที่เข้าทางของมันเอง " 3 วันกับอีก 2 คืน" คือเวลาของผมกับ "กาญจนบุรี"
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2026
ผมออกเดินทางจากชายฝั่งตะวันออกช่วงแปดโมงเช้า เข้าสู่ตะวันตกของประเทศไทยผ่านทางด่วนเส้น "M81" ที่รถแทบไม่ค่อยจะมี อาจเป็นเพราะช่วงกลางสัปดาห์ที่ผู้คนต้องทำงาน ทุกอย่างก็เลยราบรื่นเหมือนที่มันควรจะเป็น
ช่วงบ่ายของวัน ผมแวะเติมพลังงานให้รถและตัวเองที่ "ปั๊ม ปตท.วังสารภี" โดยกำหนดการที่ผมคาดเอาไว้ก่อนออกมา ไม่เกินห้าโมง ผมจะถึงปลายทางโดยที่ตะวันยังไม่ตกดิน แต่อนิจจาระหว่างขับรถ ผมเหลือบไปเห็นป้ายประกาศขนาด 2 เมตรตั้งอยู่เรียงรายทางด้านซ้ายมือ เป็นรูปถ่ายผู้หญิงสวมหมวกนั่งอยู่กลางทุ่งดอกไม้ "สวยจัง" คิดแค่นั้นผมก็แวะเข้าไปทันที
"ไม่รู้จะได้มาอีกเมื่อไหร่" ความในใจที่ก่อเกิดขึ้นมา ผมจ่ายค่าเข้า 100 บาท แลกกับการเดินถ่ายรูปชมวิวภายในสวน ที่นี่คือ
"บิเอะ ฟลาวเวอร์ แลนด์" สวนดอกไม้แบบโอเพ่นแอร์ที่ตั้งอยู่ติดกับเนินเขาขนาดใหญ่ โชคดีที่วันนี้เมฆสีเทาแผ่คลุมท้องฟ้า ความร้อนโดยรวมก็เลยยังไม่ระอุเหมือนที่เคยผ่านมา
ผมคงใช้เวลามากไปหน่อย ตอนไปถึง "อ.ทองผาภูมิ" คือช่วงเย็นย่ำตะวันแทบจะตกดิน และปัญหาคือผมจะต้องหาที่ชาร์จแบตรถ ไม่งั้นจะกลับออกมาจากสะพานมอญไม่ได้เลย
อธิบายให้เห็นภาพหน่อย ผมเรียกแยกนี้ว่า "แยกทองผาภูมิ" ก็แล้วกัน ตรงนี้จะมีทางแยกซ้ายขวาคล้ายตัว Y โดยทางขวาคือสะพานมอญ และทางซ้ายคือทางไปหมู่บ้านอีต่อง คืนแรกผมเลือกสะพานไม้เก่า ซึ่งจะต้องขับรถไปทางขวามือ และจากตรงนั้นไปจะไม่มีสถานีชาร์จแบตให้กับผมอีกเลย ผมใช้เวลาค้นหาอยู่ครู่ใหญ่ด้วยความไม่รู้ ก่อนจะพบว่ามีสถานี 2 แห่งที่เป็นเหมือนจุดต่อลมหายใจ
1. ปั๊ม ปตท.สินผาทอง หัว DC 2 หัว รวม 1 ตู้ถ้วน
2. ตู้ EleXa ที่ตั้งอยู่ตรงกลางแยก อันนี้ผมไม่ได้ลอง เพราะตัวเองไม่ได้สมัครแอพนี้เอาไว้ครับ
ผมอยู่กับหัวชาร์จตรงนี้ราว 40 นาที ก่อนจะออกเดินทางต่อไปยังปลายทางที่ตั้งใจ
เส้นทางไปสะพานมอญ เป็นทางขึ้นเขาคดเคี้ยว บางจุดมืดมาก บางจุดค่อนข้างชัน ผมเหยียบคันเร่งจนสุด บางทียังเกือบเอาตัวไม่รอด แต่อาศัยค่อยๆขยับไป ท้ายที่สุดก็ถึงจุดหมายโดยดี
ผมจำแบบคร่าวๆ ระยะทางจากแยกทองผาภูมิไปสะพานมอญ ตีซะประมาณ 70 - 90 กิโล แต่กลับต้องใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่งเป็นอย่างต่ำ นั่นก็เพราะเราทำความเร็วไม่ได้จริงๆ
กว่าจะถึงที่พักก็มืดค่ำแล้วครับ ที่แพลนเอาไว้ว่าจะไปถ่ายรูปตะวันตกดินเลยต้องล่มไป ประมาทเรื่องเวลาไปหน่อย ถือเป็นประสบการณ์ที่ต้องจดจำ ผมเข้าพักโดยที่ไม่ได้จับจอง แต่ไม่มีปัญหาเรื่องห้องเต็มให้ต้องกังวล "บ้านฮะตอนชุ๊" คือที่พักของผมในคืนแรกของวัน
ผมเก็บของเสร็จเรียบร้อย ก็ออกเดินสำรวจโดยรอบทิศทาง ก่อนจะก้าวไปเยือนสะพานไม้เก่าแก่ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยที่อยู่ไม่ไกล คะเนแล้ว มันห่างจากที่พักผมประมาณไม่ถึง 100 เมตรเลย
อากาศเริ่มเย็น ผู้คนประปราย ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านท้องถิ่นที่นั่งรับลมอยู่ตามสะพาน ผมออกเดินย่ำอย่างช้าๆไปตามพื้นไม้ "เสียดายจังที่อดถ่ายรูปตอนเย็น" ระหว่างก้าวเท้าก็พึมพำกับตัวเอง
เมื่อสูดลมหายใจเอาความสบายใจเข้าปอดแล้ว คืนนั้นก็เผลอพับหลับไปด้วยความอ่อนแรง
วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026
ผมตื่นนอนแต่เช้า เพื่อออกไปรับชมความงดงามของชุมชนด้วยตาของตัวเอง ฟ้าเริ่มสาง เสียงผู้คนก็เริ่มจอแจ บนสะพานที่ทอดยาว เต็มไปด้วยชีวิตชีวา รอยยิ้มระหว่างทาง คือกำไรที่คุ้มค่าแก่การลงทุน
เวลามีน้อย ทำให้ทางเลือกมีไม่มากนัก ถ้าผมยังเร่ร่อนอยู่บนสะพาน ผมจะพลาดกิจกรรมล่องเรือชมวัดทันที ผมเลือกแพ็คเกจ 500 บาท เพื่อเยี่ยมชมภูมิทัศน์ทางน้ำก่อน เพราะถ้าสายกว่านี้ ความงดงามก็คงจะเลือนหายจากไป
ผมล่องเรือเร็วไปตามสายธาร โดยมีนายท้ายคอยให้ข้อมูลประกอบการเดินทาง "วัดวังก์วิเวการาม" วิหารใต้น้ำอันโด่งดัง ในช่วงนี้ระดับน้ำยังสูงมาก มองเห็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของอาคารเก่าแก่ ซึ่งข้อมูลที่ผมได้มา เราจะลงไปกราบพระได้ในช่วงเดือนเมษายน
หอระฆังเก่า โบสถ์โบราณ ยามต้องแสงสีทองตอนเช้าช่างเป็นภาพที่สวยงาม เรือลำน้อยล่องไปตามแม่น้ำขนาดใหญ่ ไอหมอกที่ล่องลอยอยู่รอบตัว ทิวเขาอันสลับซับซ้อน ขับให้เช้าวันนี้เป็นความสุขที่ผมมิอาจลบลืม
ผ่านหมายแรกมาแล้ว ลำดับถัดไปคือ "วัดสมเด็จเก่า" โดยรอบเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก มีโบสถ์ตั้งอยู่บนเนินขนาดย่อม ขึ้นบันไดไปไม่กี่สิบก้าวก็ถึงประตู ผมเข้าไปกราบขอพร จากนั้นก็กลับออกมาด้วยความสบายใจ
วัดสุดท้ายผมจำชื่อไม่ได้จริงๆนะครับ เพราะตอนนี้เห็นแค่ธงจากยอดอาคารเท่านั้น ส่วนอีก 99% ที่เหลือคือจมอยู่ใต้น้ำมายาวนาน เมื่อชมวัดครบ 3 จุดแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับเข้าฝั่งเสียที
อากาศดีมากนะครับ เย็นแบบเย็นสบาย ยิ่งขณะที่เรือแล่นไปตามน้ำ ลมแผ่วเบาที่พัดมาปะทะลำตัวยิ่งทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ "คุ้มแล้วกับการขับรถที่แสนยาวนาน" ใจผมตะโกนออกมาแบบนั้นตลอดเวลา
ผมกลับเข้าฝั่ง กิจกรรมอันคึกคักบนสะพานก็หายวับไปแบบไม่หวนกลับมา ผมต้องจำใจเลือกจริงๆ คือถ้าผมยังคงท่องเที่ยวไปบนพื้นไม้ เก็บเกี่ยวภาพรอยยิ้มของผู้คนไปตามหนทาง นั่นต้องใช้เวลาครู่ใหญ่ และมันจะผลักให้ผมพลาดการเดินทางบนน้ำไปโดยปริยาย
โอเค ผมยังคงล่องเรือได้ตามปกติ แต่ช่วงเวลาจะถูกถอยร่นออกไป แดดจะร้อนแรงขึ้น ไอหมอกจะน้อยลง ผมแค่กลัวว่าถ้าผมมาช้ากว่านี้ ภาพที่ผมอยากเห็นจะเปลี่ยนแปลงไป อีกเรื่องคือผมมีเวลาอยู่แค่คืนเดียว ช่วงสายของวัน ผมจะต้องเดินทางไปยังหมุดหมายต่อไปทันที
หลังจากที่ดื่มด่ำกับมื้อเช้าจนเสร็จสรรพ ก็ได้เวลาออกรถไปยังเทือกเขาอีกฝั่งของแยกทองผาภูมิ ผมออกเดินทางช่วงสาย โดยขอแวะ "วัดวังก์วิเวการาม" เพื่อกราบ "หลวงปู่อุตตมะ" เสียก่อน โดยมีความอยากขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลเป็นตัวนำทาง
นักท่องเที่ยวหลายคณะนะครับที่เดินทางมา อาจจะเป็นเพราะทางผ่าน หรือมีใจแน่วแน่อยากมากราบท่านก็ไม่อาจทราบได้ นอกจากนั้นยังมี "เจดีย์พุทธคยา" ที่จำลองมาจากอินเดีย ขนาดความสูงอยู่ที่ประมาณ 59 เมตร สีทองของตัวเจดีย์ ตัดกับท้องฟ้าสีครามได้อย่างลงตัว
ภายในอาคารยังมีเทพทันใจ รวมไปถึงพระพุทธรูปประจำวันให้บูชา แน่นอนว่าผมไม่พลาดที่จะขอเยี่ยมชมให้สมกับที่ตั้งใจ เมื่อจบจากตรงนี้แล้ว ก็ออกเดินทางกลับไปยังทองผาภูมิเพื่อชาร์จแบตรถยนต์ รวมไปถึงการชาร์จแบตให้ตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมกับจุดหมายใหม่ ยังมีอีกปลายทางที่รอผมอยู่
วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนละกันนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อกันกับ "หมู่บ้านอีต่อง" อีกที
กาญจนบุรี สะพานมอญ หมู่บ้านอีต่อง 3 วัน 2 คืนกับ BYD Atto 3 Extened