กาแฟแก้วโปรด “กระตุ้นการอักเสบ” จริงไหม? วิทยาศาสตร์มีคำตอบ

สำหรับหลายคน “กาแฟ” คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในตอนเช้า บางคนดื่มเพื่อปลุกสมอง บางคนดื่มเพื่อเพิ่มพลังงาน หรือบางคนก็แค่ชอบช่วงเวลาสงบ ๆ ระหว่างถือแก้วกาแฟร้อนๆ ก่อนเริ่มวันใหม่
แต่ในยุคที่ผู้คนเริ่มสนใจเรื่อง “การอักเสบเรื้อรัง” หรือ Chronic Inflammation มากขึ้น คำถามหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึงบ่อยคือ กาแฟที่เราดื่มทุกวันนั้น จริง ๆ แล้วดีต่อร่างกาย หรืออาจกำลังกระตุ้นการอักเสบโดยไม่รู้ตัว?
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนสำรวจว่า วิทยาศาสตร์ล่าสุดกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง “กาแฟ” กับ “การอักเสบ” และทำไมคำตอบของเรื่องนี้อาจไม่เหมือนกันสำหรับทุกคน
แม้หลายคนจะนึกถึง “คาเฟอีน” เป็นอย่างแรกเมื่อพูดถึงกาแฟ แต่จริง ๆ แล้วกาแฟมีสารประกอบทางเคมีมากกว่า 1,000 ชนิด ในจำนวนนี้ มีหลายตัวที่นักวิจัยเชื่อว่าอาจมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ เช่น
Chlorogenic acids: สารต้านอนุมูลอิสระสำคัญในเมล็ดกาแฟ ที่อาจช่วยลดความเสียหายของเซลล์และลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย
Cafestol และ Kahweol: สารธรรมชาติในน้ำมันกาแฟ ที่มีงานวิจัยบางส่วนพบว่าอาจช่วยปกป้องเซลล์และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
รวมถึง คาเฟอีน เอง ที่นอกจากช่วยเพิ่มความตื่นตัวแล้ว ยังอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบในร่างกายได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับทั้งพันธุกรรม ปริมาณที่ดื่ม และพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยรวม
งานวิจัยจำนวนหนึ่งพบว่า การดื่มกาแฟในปริมาณพอเหมาะอาจสัมพันธ์กับระดับการอักเสบที่ลดลง โดยเฉพาะค่าที่เรียกว่า C-reactive protein หรือ CRP ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย
หนึ่งในงานวิเคราะห์ขนาดใหญ่ (meta-analysis) พบว่า คนที่ดื่มกาแฟมากกว่า 2.5 แก้วต่อวัน มีแนวโน้มมีระดับ CRP ต่ำกว่าคนที่ไม่ดื่มกาแฟ โดยผลลัพธ์พบเด่นชัดเล็กน้อยในผู้หญิง แม้ความแตกต่างจะยังไม่มากพอจะสรุปเชิงชัดเจน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยอีกส่วนกลับพบว่า “กาแฟไม่ได้ส่งผลเหมือนกันในทุกคน” บางคนมีระดับการอักเสบลดลงหลังดื่มกาแฟ ขณะที่บางคนกลับมีการอักเสบเพิ่มขึ้น หรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย
นักวิจัยเชื่อว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ “พันธุกรรม” ร่างกายของแต่ละคนมีความสามารถในการเผาผลาญคาเฟอีนไม่เท่ากัน โดยเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ในตับที่ชื่อ CYP1A2
บางคนเป็น “fast metabolizer” หรือคนที่สลายคาเฟอีนได้เร็ว ทำให้ดื่มกาแฟแล้วแทบไม่รู้สึกอะไร
แต่บางคนเป็น “slow metabolizer” ที่ร่างกายใช้เวลานานกว่าจะกำจัดคาเฟอีนออก ส่งผลให้ไวต่อกาแฟมากกว่า
กลุ่มหลังมักมีอาการใจสั่น วิตกกังวล นอนหลับยาก หรือรู้สึกกระสับกระส่ายหลังดื่มกาแฟ และบางงานวิจัยก็เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า คนกลุ่มนี้อาจมีแนวโน้มเกิดการอักเสบหรือปัญหาการนอนมากกว่า แม้หลักฐานยังไม่ชัดเจนพอจะสรุปได้แน่นอน
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนดื่มกาแฟตอนเย็นแล้วยังหลับสบาย แต่บางคนดื่มแค่ช่วงบ่ายก็เริ่มนอนไม่หลับแล้ว
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1236077
กาแฟแก้วโปรด “กระตุ้นการอักเสบ” จริงไหม? วิทยาศาสตร์มีคำตอบ
สำหรับหลายคน “กาแฟ” คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในตอนเช้า บางคนดื่มเพื่อปลุกสมอง บางคนดื่มเพื่อเพิ่มพลังงาน หรือบางคนก็แค่ชอบช่วงเวลาสงบ ๆ ระหว่างถือแก้วกาแฟร้อนๆ ก่อนเริ่มวันใหม่
แต่ในยุคที่ผู้คนเริ่มสนใจเรื่อง “การอักเสบเรื้อรัง” หรือ Chronic Inflammation มากขึ้น คำถามหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึงบ่อยคือ กาแฟที่เราดื่มทุกวันนั้น จริง ๆ แล้วดีต่อร่างกาย หรืออาจกำลังกระตุ้นการอักเสบโดยไม่รู้ตัว?
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนสำรวจว่า วิทยาศาสตร์ล่าสุดกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง “กาแฟ” กับ “การอักเสบ” และทำไมคำตอบของเรื่องนี้อาจไม่เหมือนกันสำหรับทุกคน
แม้หลายคนจะนึกถึง “คาเฟอีน” เป็นอย่างแรกเมื่อพูดถึงกาแฟ แต่จริง ๆ แล้วกาแฟมีสารประกอบทางเคมีมากกว่า 1,000 ชนิด ในจำนวนนี้ มีหลายตัวที่นักวิจัยเชื่อว่าอาจมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ เช่น
Chlorogenic acids: สารต้านอนุมูลอิสระสำคัญในเมล็ดกาแฟ ที่อาจช่วยลดความเสียหายของเซลล์และลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย
Cafestol และ Kahweol: สารธรรมชาติในน้ำมันกาแฟ ที่มีงานวิจัยบางส่วนพบว่าอาจช่วยปกป้องเซลล์และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
รวมถึง คาเฟอีน เอง ที่นอกจากช่วยเพิ่มความตื่นตัวแล้ว ยังอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบในร่างกายได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับทั้งพันธุกรรม ปริมาณที่ดื่ม และพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยรวม
งานวิจัยจำนวนหนึ่งพบว่า การดื่มกาแฟในปริมาณพอเหมาะอาจสัมพันธ์กับระดับการอักเสบที่ลดลง โดยเฉพาะค่าที่เรียกว่า C-reactive protein หรือ CRP ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย
หนึ่งในงานวิเคราะห์ขนาดใหญ่ (meta-analysis) พบว่า คนที่ดื่มกาแฟมากกว่า 2.5 แก้วต่อวัน มีแนวโน้มมีระดับ CRP ต่ำกว่าคนที่ไม่ดื่มกาแฟ โดยผลลัพธ์พบเด่นชัดเล็กน้อยในผู้หญิง แม้ความแตกต่างจะยังไม่มากพอจะสรุปเชิงชัดเจน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยอีกส่วนกลับพบว่า “กาแฟไม่ได้ส่งผลเหมือนกันในทุกคน” บางคนมีระดับการอักเสบลดลงหลังดื่มกาแฟ ขณะที่บางคนกลับมีการอักเสบเพิ่มขึ้น หรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย
นักวิจัยเชื่อว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ “พันธุกรรม” ร่างกายของแต่ละคนมีความสามารถในการเผาผลาญคาเฟอีนไม่เท่ากัน โดยเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ในตับที่ชื่อ CYP1A2
บางคนเป็น “fast metabolizer” หรือคนที่สลายคาเฟอีนได้เร็ว ทำให้ดื่มกาแฟแล้วแทบไม่รู้สึกอะไร
แต่บางคนเป็น “slow metabolizer” ที่ร่างกายใช้เวลานานกว่าจะกำจัดคาเฟอีนออก ส่งผลให้ไวต่อกาแฟมากกว่า
กลุ่มหลังมักมีอาการใจสั่น วิตกกังวล นอนหลับยาก หรือรู้สึกกระสับกระส่ายหลังดื่มกาแฟ และบางงานวิจัยก็เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า คนกลุ่มนี้อาจมีแนวโน้มเกิดการอักเสบหรือปัญหาการนอนมากกว่า แม้หลักฐานยังไม่ชัดเจนพอจะสรุปได้แน่นอน
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนดื่มกาแฟตอนเย็นแล้วยังหลับสบาย แต่บางคนดื่มแค่ช่วงบ่ายก็เริ่มนอนไม่หลับแล้ว
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1236077