ยีนคอกาแฟ: ”ทำไมเพื่อนกินแล้วหลับ แต่เราตาค้าง?“

(The CYP1A2 & Adenosine Mystery)

เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมบางคนซัดเอสเพรสโซ่ตอนสองทุ่มแล้วยังหลับปุ๋ยเหมือนโดนป้ายยา ในขณะที่เราแค่จิบชานมตอนบ่ายสอง ตาก็แข็งค้างไปจนถึงตีสอง? เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ "ใจสั่น" ไปเองค่ะ แต่มันคือสงครามระดับโมเลกุลที่สลักอยู่ใน DNA ของเรามาตั้งแต่เกิด!

วันนี้จะพาชาว The Dark Lab ไปเจาะลึกความลับที่ซ่อนอยู่ในตับและสมอง ผ่านงานวิจัยที่เปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ ของเราไปตลอดกาลค่ะ

กลไกการ "โดนหลอก" ของสมอง (Adenosine vs. Caffeine)

1. ก่อนจะไปดูยีน เราต้องเข้าใจก่อนว่าคาเฟอีนไม่ได้ไป "เร่ง" สมองเราโดยตรงนะคะ แต่มันทำหน้าที่เป็น Adenosine Receptor Antagonist หรือ "จอมปลอมตัว" ค่ะ

ในสภาวะปกติ สมองจะสะสมสารที่ชื่อว่า Adenosine ยิ่งเราตื่นนานเท่าไหร่ สารนี้จะยิ่งเข้มข้นขึ้นและไปจับกับตัวรับ (Receptor) เพื่อส่งสัญญาณว่า "ร่างกายล้าแล้วนะ ถึงเวลานอน" แต่คาเฟอีนมีโครงสร้างโมเลกุลที่คล้าย Adenosine มาก มันจึงเข้าไป "แย่งที่นั่ง" และบล็อกตัวรับเหล่านั้นไว้ ผลคือสมองถูกหลอกว่าเรายังไม่เหนื่อย และมีการหลั่ง Dopamine ออกมาแทน ทำให้เราตื่นตัวนั่นเองค่ะ

2. โรงงานกำจัดคาเฟอีนในตับ (CYP1A2 Gene)

เมื่อคาเฟอีนหลอกสมองเสร็จ ร่างกายต้องส่งมันไปทำลายทิ้งที่ตับ โดยใช้เอนไซม์ชื่อ Cytochrome P450 1A2 (CYP1A2) ซึ่งประสิทธิภาพถูกกำหนดโดยรหัสพันธุกรรมของเรา:

🏎️ Fast Metabolizers (ยีนแบบ AA): คุณมีพนักงานที่ขยันระดับสปีดเทอร์ ย่อยคาเฟอีนทิ้งไวมาก Adenosine จึงกลับมาทำงานได้เร็ว กลุ่มนี้จึง "กินแล้วนอนได้" ค่ะ

🐢 Slow Metabolizers (มียีนแบบ AC หรือ CC): พนักงานในตับเฉื่อยชามาก คาเฟอีนจะลอยนวลบล็อกสมองนานกว่าปกติหลายเท่า ทำให้ตาค้างและกระสับกระส่ายนานกว่าคนอื่นค่ะ

3. อัปเดตงานวิจัย: เมื่อปริมาณ "สำคัญ" กว่ายีน?

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ งานวิจัยในยุคที่ต่างกันให้มุมมองที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ:

มุมมองความเสี่ยง (2006 vs 2019): งานวิจัยดั้งเดิม (JAMA 2006) เคยบอกว่ากลุ่ม Slow Metabolizer ที่ดื่มกาแฟเยอะ จะเสี่ยงโรคหัวใจ (MI) สูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคนอายุน้อยกว่า 59 ปี ที่มีความเสี่ยงสูงถึง OR = 2.33

บทสรุปจาก Big Data (UK Biobank 2019): งานวิจัยใหม่ที่ศึกษาคนกว่า 347,077 คน พบความจริงที่น่าตกใจว่า "ยีนย่อยไวหรือช้า ไม่ได้ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจต่างกันอย่างนัยสำคัญ" แต่สิ่งที่ตัดสินจริงๆ คือปริมาณค่ะ! หากใครก็ตามดื่มกาแฟหนักเกิน 6 แก้วต่อวัน ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ (CVD) จะพุ่งสูงขึ้นถึง 22% เท่ากันทุกคนค่ะ

4. ข่าวดีสำหรับสายยิม: เรื่องแรงไม่เกี่ยงยีน

หลายคนกังวลว่าถ้าเป็นกลุ่ม Slow Metabolizer แล้วกินคาเฟอีนก่อนออกกำลังกายจะได้ผลไหม? งานวิจัยจาก J Int Soc Sports Nutr (2020) ยืนยันแล้วค่ะว่า "ยีนไม่มีผลต่อความอึด!"

ไม่ว่าคุณจะมีกลุ่มยีนแบบไหน คาเฟอีนช่วยบูสต์พลัง (Power Output) ความเร็วในการเคลื่อนที่ และความสูงในการกระโดดได้ดีขึ้นเหมือนกันหมด ดังนั้นถ้าจะกินเพื่อเอาแรงก่อนเข้ายิม คุณจะได้รับประโยชน์
(Ergogenic Effects) เต็มที่แน่นอนค่ะ

💡 สรุปจากห้องแล็บ The Dark Lab

พันธุกรรมบอก "ความรู้สึก" (ว่าคุณจะตาค้างไหม) แต่ไลฟ์สไตล์บอก "ความเสี่ยง" ค่ะ ถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นกลุ่ม Slow แนะนำให้จำกัดปริมาณและดื่มให้จบก่อนเที่ยง เพื่อถนอมหัวใจและคุณภาพการนอนนะคะ แต่ถ้าเป็นสายออกกำลังกาย ไม่ว่ายีนไหน คาเฟอีนก็เป็นเพื่อนแท้ที่ช่วยให้คุณก้าวข้ามขีดจำกัดได้เหมือนกันค่ะ

เพจ #TheDarkLab

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่