มีเรื่องเล่าเก่าแก่แต่ครั้งพุทธกาลว่า ในเมืองสาวัตถี มีหญิงชราถูกทอดทิ้งให้ใช้ชีวิตลำเค็ญอยู่ตามลำพัง บ่อน้ำสาธารณะก็อยู่ไกลเกินจะไปตักมาดื่ม นางจึงต้องเอาเศษกระเบื้องไปรองน้ำซาวข้าวที่คนรับใช้ของบ้านข้างๆ สาดทิ้งมาอยู่ประจำ
พระมหากัสสปะผู้เป็นอรหันตสาวกนึกสงสารหญิงชรานางนี้ยิ่งนัก เช้าวันหนึ่ง ระหว่างออกบิณฑบาต ท่านจึงแวะบ้านของนาง นางตกตะลึงที่เห็นพระมหาเถระมายืนตรงหน้า นางออกปากว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า ท่านมาผิดบ้านแล้ว โลกนี้ไม่มีใครยากจนกว่าดิฉันอีกแล้ว ไม่มีใครสิ้นไร้ไม้ตอกจะใส่บาตรกว่าดิฉันอีกแล้ว ว่ากันจริงๆ นะเจ้าคะ…” นางยิ้มขันๆ “ถ้าท่านให้สิ่งของสงเคราะห์ดิฉัน ยังจะดีเสียกว่า”
พระมหากัสสปะตอบว่า “อาตมามีวิธีช่วยที่ดีกว่านั้น” ท่านบอกให้นางหาอะไรสักอย่างมาถวาย จะเป็นอะไรก็ได้ ผลบุญจากการถวายทานย่อมจะยังประโยชน์สุขใหญ่หลวงมาให้นางในอนาคต
หญิงชราตื้นตันใจในถ้อยคำนั้น จึงขมีขมันไปหาทั่วบ้าน แต่จนแล้วจนรอด ก็ได้แต่ร้องอุทานอย่างอับอายผิดหวัง “ไม่มีอะไรเลย… ไม่มีอาหาร ไม่มีเสื้อผ้า … ไม่มีอะไรจะถวายได้เลย”
พระมหากัสสปะตอบว่าไม่จริงเลย นางมีทรัพย์ล้ำค่าอยู่สองอย่าง อย่างแรก นางมีเจตนาที่จะให้ทาน อย่างที่สอง ท่านรู้ว่านางมีความละอายต่อคำพูดและการกระทำอันเบียดเบียนตนและคนอื่น “ด้วยทรัพย์สองอย่างนี้ โยมจะไม่มีวันยากจน”
หญิงชราฟังแล้วใจชื้นขึ้นทันที นางจึงนำน้ำซาวข้าวที่รองไว้มาถวายพระมหากัสสปะ ท่านรับมาดื่มต่อหน้านาง ทำให้จิตนางเกิดปีติท่วมท้น
หลังจากนั้นไม่นาน หญิงชราสิ้นชีวิตและไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ปิยสีโลภิกขุ
มีในพระไตรปิฏกเหรอ? เอาของไม่แพง ใส่บาตรแล้วได้บุญมาก
พระมหากัสสปะผู้เป็นอรหันตสาวกนึกสงสารหญิงชรานางนี้ยิ่งนัก เช้าวันหนึ่ง ระหว่างออกบิณฑบาต ท่านจึงแวะบ้านของนาง นางตกตะลึงที่เห็นพระมหาเถระมายืนตรงหน้า นางออกปากว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า ท่านมาผิดบ้านแล้ว โลกนี้ไม่มีใครยากจนกว่าดิฉันอีกแล้ว ไม่มีใครสิ้นไร้ไม้ตอกจะใส่บาตรกว่าดิฉันอีกแล้ว ว่ากันจริงๆ นะเจ้าคะ…” นางยิ้มขันๆ “ถ้าท่านให้สิ่งของสงเคราะห์ดิฉัน ยังจะดีเสียกว่า”
พระมหากัสสปะตอบว่า “อาตมามีวิธีช่วยที่ดีกว่านั้น” ท่านบอกให้นางหาอะไรสักอย่างมาถวาย จะเป็นอะไรก็ได้ ผลบุญจากการถวายทานย่อมจะยังประโยชน์สุขใหญ่หลวงมาให้นางในอนาคต
หญิงชราตื้นตันใจในถ้อยคำนั้น จึงขมีขมันไปหาทั่วบ้าน แต่จนแล้วจนรอด ก็ได้แต่ร้องอุทานอย่างอับอายผิดหวัง “ไม่มีอะไรเลย… ไม่มีอาหาร ไม่มีเสื้อผ้า … ไม่มีอะไรจะถวายได้เลย”
พระมหากัสสปะตอบว่าไม่จริงเลย นางมีทรัพย์ล้ำค่าอยู่สองอย่าง อย่างแรก นางมีเจตนาที่จะให้ทาน อย่างที่สอง ท่านรู้ว่านางมีความละอายต่อคำพูดและการกระทำอันเบียดเบียนตนและคนอื่น “ด้วยทรัพย์สองอย่างนี้ โยมจะไม่มีวันยากจน”
หญิงชราฟังแล้วใจชื้นขึ้นทันที นางจึงนำน้ำซาวข้าวที่รองไว้มาถวายพระมหากัสสปะ ท่านรับมาดื่มต่อหน้านาง ทำให้จิตนางเกิดปีติท่วมท้น
หลังจากนั้นไม่นาน หญิงชราสิ้นชีวิตและไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ปิยสีโลภิกขุ