ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์เที่ยงคืนกับการถือศีลอด: กลไกธรรมชาติที่ผู้สร้างทรงกำหนด

เมื่อถึงฤดูร้อนของประเทศแถบขั้วโลกเหนือ (ประกอบด้วย 8 ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์, สวีเดน, ฟินแลนด์, ไอซ์แลนด์, เดนมาร์กในเขตกรีนแลนด์, สหรัฐอเมริกาในรัฐอะแลสกา, แคนาดา และรัสเซีย) จะเกิดปรากฏการณ์ “ดวงอาทิตย์เที่ยงคืน” ที่ท้องฟ้าสว่างตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเกิดจากสภาวะที่แกนโลกเอียง 23.5 องศาทำมุมรับแสงแดด

ในทางดาราศาสตร์ ระดับความสว่างจะเลื่อนเปลี่ยนไปไม่เท่ากันในแต่ละพิกัดละติจูด เช่น บางพื้นที่สว่างนาน 1 เดือน หรือพื้นที่เหนือสุดอาจลากยาวเกือบ 5 เดือน แสงช่วงเที่ยงคืนจะสลัวลงคล้ายแสงสีทองช่วงเย็น

ในช่วงเวลานี้ มุสลิมในพิกัดดังกล่าวจะไม่สามารถเฝ้าดูดวงจันทร์เสี้ยว (ฮิลาล) หรือดูแสงรุ่งอรุณตามระบบปกติเพื่อกำหนดรอบเดือนใหม่ได้เลย แต่อิสลามมีทางออกในเรื่องนี้

ทางออกในการคำนวณเวลาของมุสลิมที่อยู่ขั้วโลก สอดคล้องกับหะดีษสัญญาณก่อนวันสิ้นโลก
1. อดีตยึดตามเวลาซาอุ แต่ไม่ใช่ซาอุฯ ฟัตวา
เมื่อมุสลิมเริ่มตั้งถิ่นฐานในแถบขั้วโลก ในอดีตพวกเขาใช้ปฏิทินจากซาอุดีอาระเบีย ในการตั้งเวลา และใช้โทรศัพท์สอบถามข้อมูลการเข้าเดือนจากต่างประเทศ

ยุคแรกนิยมเลือกทัศนะ “ยึดตามเวลานครมักกะฮ์ (ซาอุดีอาระเบีย)” ซึ่งเป็นแนวทางคำวินิจฉัยของประเทศอื่น ซึ่งเน้นความสะดวกและปลอดภัยต่อสุขภาพทางกายภาพของมนุษย์ (อดอาหารประมาณ 13-15 ชั่วโมงเท่ากิบลัตศูนย์กลาง) แต่เวลาจะไม่สัมพันธ์กับสภาพแสงจริง


2. ปัจจุบันเปลี่ยนมาตามประเทศใกล้เคียง
ต่อมามุสลิมในพื้นที่ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ “ประมาณการเวลาตามประเทศใกล้เคียงที่มีกลางวันกลางคืนปกติ” ตามมติของสภาฟัตวาและวิจัยแห่งยุโรป (ECFR) และสภานิติศาสตร์อิสลามแห่งโลกมุสลิม ที่กำหนดให้เมืองที่อยู่เหนือเส้นละติจูด 48 องศาเหนือขึ้นไป ปรับมาใช้ตารางเวลาของภูมิภาคใกล้เคียงที่ดวงอาทิตย์ยังขึ้น-ตกปกติ

เนื่องจากเมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์แล้ว วิธีนี้จะมีความสอดคล้องกับพิกัดภูมิศาสตร์และนาฬิกาชีวิตในร่างกายของคนในพื้นที่มากกว่า
ซึ่งซาอุดีอาระเบียเองก็ออกคำวินิจฉัยชี้แจง (ฟัตวา) ในเวลาไล่เลี่ยกัน ให้มาใช้เกณฑ์ประมาณการเวลาตามประเทศใกล้เคียง


3. การปรับโหมดมาใช้ระบบประมาณการ อิสลามมีกฎหมายต้นแบบเตรียมพร้อมล่วงหน้า

ผ่านหะดีษที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เตือนถึงเหตุการณ์สัญญาณใหญ่ก่อนวันสิ้นโลก ในยุคที่ดัจญาลจะปรากฏตัว ซึ่งสภาวะเวลารอบวันจะยาวนานผิดปกติ เช่น 1 วันยาวนานเหมือน 1 ปี และได้บอกแนวทางการใช้ชีวิตในช่วงเวลานั้น ดังนี้

อันเนาวาส บินซัมอาน เล่าว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺได้พูดถึงดัจญาลในเช้าวันหนึ่ง ท่านพูดเสียงดังและลดเสียงของท่านลงจนกระทั่งเรา คิดว่าดัจญาลอยู่ในพื้นที่ของต้นอินทผลัม ท่านนบีรู้ว่าเราคิดถึงอะไรอยู่ ท่านจึงกล่าวว่า “พวกท่านเป็นอย่างไร?” เรากล่าวว่า “โอ้ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านพูดถึงดัจญาลและลดเสียงลงจนเราคิดว่ามันอยู่ในต้นอินทผลัม” ท่านได้กล่าวว่า “ไม่ใช่ดัจญาล ที่ฉันกลัวแทนพวกท่าน เพราะถ้าหากมันปรากฏตัวในขณะที่ฉันอยู่ท่ามกลางพวกท่าน ฉันจะปกป้องท่าน แต่ถ้ามันปรากฏตัวหลังจากฉัน ทุกคนจะป้องกันตัวเองและอัลลอฮฺคือผู้ทรงสืบทอดของฉันสำหรับมุสลิมทุกคน”

“มัน (ดัจญาล) เป็นคนหนุ่มรูปร่างไม่สูง ตาถลนออกมานอกเบ้า และเขาเหมือนกับอับดุล อุซซา บินเกาะฏ็อน ใครก็ตามที่พบมันต้องอ่านอายะฮฺตอนต้นของซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺ (ซูเราะฮฺที่ 18) ใส่มัน มันจะปรากฏตัวขึ้นมาระหว่างอิรักและซีเรีย และจะแพร่ความเสียหายทั้งทางซ้ายและขวา โอ้บ่าวของอัลลอฮฺ จงยึดความศรัทธาของพวกท่านไว้ให้มั่น”

เรากล่าวว่า ‘ท่านรอซูลุลลอฮฺ มันจะอยู่บนหน้าแผ่นดินนานเท่าใด?’ ท่านตอบว่า “40 วัน แต่วันหนึ่งจะยาวนานหนึ่งปี และวันหนึ่งจะยาวนานเหมือนหนึ่งเดือน และอีกวันหนึ่งจะยาวนานเหมือนหนึ่งสัปดาห์ และวันที่เหลือจากนั้นจะเป็นเหมือนกับวันทั้งหลายของพวกท่าน” เราถามว่า ‘ท่านรอซูลุลลอฮฺ ถ้าวันหนึ่งเหมือนหนึ่งปี นมาซประจำวันของพวกเราจะพอหรือ?’ ท่านกล่าวว่า “ไม่ แต่พวกท่านต้องประมาณการเวลา”

(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2137)

ซึ่งองค์กรฟัตวาสากลทั้งสองแห่งข้างต้น รวมทั้งประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้นำแนวทาง “การประมาณการ” จากหะดีษบทนี้มาถอดความและปรับใช้ ให้สมดุลสอดคล้องกับวิถีชีวิตมนุษย์ในพิกัดพื้นที่อย่างลงตัวที่สุด

การที่ประเทศอื่นได้เห็นการประมาณการในกลุ่มประเทศขั้วโลก เหมือนเป็นการซ้อมการคำนวณเวลาเมื่อถึงช่วงที่ดัจญาลออกมาดังหะดีษข้างต้น เมื่อถึงตอนนั้น มุสลิมก็จะมีแนวทางที่ชัดเจนผ่านประเทศกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าระบบของพระเจ้านั้นเปี่ยมด้วยความยืดหยุ่น ความเมตตา และมองการณ์ไกลเพื่อรองรับวิถีชีวิตของมนุษยชาติในทุกพิกัดองศาโลกอย่างแท้จริง

และเมื่อกลไกธรรมชาติแปรปรวนในวันที่มนุษย์คาดการณ์ว่า เป็นช่วงฤดูร้อน หรือมีวันที่ร้อนที่สุดแต่กลับมีฝนตก หรือมีพายุ ทุกสิ่งล้วนยืนยันว่าธรรมชาติไม่ได้สร้างตัวเองขึ้นมา แต่กลไกเหล่านี้ อัลลอฮฺเป็นผู้สร้างและกำหนดอย่างเป็นระบบ


- - -
เพิ่มเติม เช่นเดียวกับเรื่องการดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันถือศีลอด วันอีด และวันอะรอฟะฮฺ
ที่มีทัศนะให้ตามซาอุฯ นั้นก็เป็นฟัตวาจากประเทศอื่น ที่ไม่ใช่ซาอุเช่นกัน

สภาฟัตวาส่วนกลางของซาอุดีอาระเบียเอง ก็นำเสนอข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ และออกคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการให้มุสลิมในประเทศต่างๆ ยึดถือตามพิกัดภูมิศาสตร์และการเห็นดวงจันทร์ภายในพื้นที่ของตนเองเป็นหลัก

อุลามาอ์ (นักวิชาการ) ซาอุฯ กล่าวว่า “อย่าตามซาอุฯ สำหรับวันรายออีด และวันอะรอฟะฮ์! ให้ยึดตามดวงจันทร์ในพื้นที่ของพวกท่านเอง”
มีความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยมากว่า ทุกคนบนโลกจำเป็นต้องถือปฏิบัติวันรายออีด (วันที่ 10 เดือนซุลฮิจญะฮ์) และการถือศีลอดวันอะรอฟะฮ์ (วันที่ 9 เดือนซุลฮิจญะฮ์) ตามวันเวลาของประเทศซาอุดีอาระเบีย

ทว่า… ในประวัติศาสตร์ของอิสลาม ไม่เคยมีเกณฑ์แบบนั้นเลย อันที่จริงแล้ว บรรดานักวิชาการจากประเทศซาอุดีอาระเบียได้ระบุเอาไว้โดยเฉพาะเจาะจงเลยว่า “ไม่มีใคร” ควรจะปฏิบัติตามพวกเขา (ซาอุฯ) แต่พวกเราทุกคนควรที่จะยึดถือตามดวงจันทร์ในท้องถิ่นของตนเอง
(ประเด็นนี้เพิ่งเพิ่มเนื้อหาหลังจากลงกระทู้ไปแล้ว ในเรื่องการกำหนดเดือนในกระทู้ก่อนหน้านี้ จึงนำมาเพิ่มในกระทู้นี้ สำหรับผู้ที่สนใจและยังไม่ได้อ่าน)

วัลลอฮุอะอฺลัม
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่