Eat Am Are โต 40% กวาดรายได้ 1,700 ล้าน ยอมเฉือนมาร์จิ้น 1.8% เพื่อครองใจมหาชน ที่มองหาความคุ้มค่าที่เข้าถึงได้ทุกวัน

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ถ้าพูดถึงเมนู ‘สเต๊ก’ เราน่าจะยังจำยุคที่สเต๊กข้างทางราคาเริ่มต้นเพียง 39 บาทกันได้ โดยมี ‘สเต๊กลุงหนวด’ เป็นเจ้าตลาดแฟรนไชส์ขวัญใจมหาชนในยุคนั้น ก่อนที่เวลาจะผ่านไปและตลาดเริ่มยกระดับขึ้น มีการแบ่งเซกเมนต์ราคาที่หลากหลาย และเกิดโมเดลร้านสเต๊กควบคู่สลัดบาร์เข้ามาสร้างสีสันบนห้างสรรพสินค้า
.
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 ลากยาวมาจนถึงตอนนี้ สมรภูมิร้านอาหาร—โดยเฉพาะตลาดสเต๊ก—เดือดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แบรนด์น้อยใหญ่ต่างพากันปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด ทั้งการรีแบรนด์ คลอดแบรนด์ลูก หรือปรับโครงสร้างราคา เพื่อแย่งชิงเค้กในใจผู้บริโภคยุคนี้ที่มองหา ‘ความคุ้มค่าที่เข้าถึงได้ทุกวัน’
.
และถ้าพูดถึงร้านสเต๊กที่ ‘อิ่ม คุ้ม ราคาเป็นมิตร’ ชื่อแรกที่กระโดดขึ้นมาในใจของใครหลายคนคงหนีไม่พ้น ‘Eat Am Are’ แบรนด์ที่วาง Position ของตัวเองได้อย่างชัดเจนและแข็งแกร่ง เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่มและทานได้ทุกวัย
.
ความสำเร็จของ Eat Am Are ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่สะท้อนชัดผ่านตัวเลขงบการเงิน จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่ารายได้รวมของ บริษัท อีท แอม อา กรุ๊ป จำกัด เติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปี:
.
- ปี 2564: 270,775,451 บาท
- ปี 2565: 494,543,223 บาท
- ปี 2566: 772,056,953 บาท
- ปี 2567: 1,269,253,816 บาท
- ปี 2568: 1,771,188,007 บาท (เติบโต 39.54% กำไรเพิ่มขึ้น 111.68% คิดเป็นมูลค่า 32,000,061 บาท)
.
ตัวเลขหลักพันล้านนี้พิสูจน์แล้วว่า กลยุทธ์ ‘การเข้าถึงง่ายและความคุ้มค่า’ คือสูตรสำเร็จที่ทรงพลัง วันนี้ Future Trends จะพาไปเจาะลึกและถอดรหัสความสำเร็จนี้ผ่านเฟรมเวิร์กธุรกิจระดับคลาสสิกอย่าง Marketing Mix และ Porter's Five Forces กันครับ
.
[ Marketing Mix ความคุ้มค่าที่ยากจะเลียนแบบ ]
.
1️⃣ Product ที่เข้าใจ ‘ลิ้น’ คนไทย
.
สิ่งที่ทำให้ Eat Am Are ชนะใจลูกค้าไม่ใช่แค่สเต๊กเนื้อนุ่มหรือไก่ย่างสไปซี่ แต่คือกลยุทธ์ Customization ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกมิกซ์แอนด์แมตช์เครื่องเคียงได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะไม้เด็ดอย่างการนำ ‘ส้มตำไทย’ มาเสิร์ฟคู่กันเพื่อตัดเลี่ยน ซึ่งกลายเป็นเมนูแม่เหล็กที่ถูกปากคนไทยอย่างจัง
.
2️⃣ Price กลยุทธ์ใจถึง ‘ยอมเสียมาร์จิ้นเพื่อครองใจมหาชน’
.
ตัวเลขทางการเงินของ Eat Am Are น่าสนใจมาก เพราะแบรนด์รักษากำไรสุทธิไว้เพียงแค่ประมาณ 1.8% เท่านั้น (เมื่อเทียบกับรายได้รวมปี 2568) นี่คือความตั้งใจที่จะส่งมอบเมนูคุณภาพในราคาเริ่มต้นเพียง 129-149 บาท เพื่อเน้นสร้าง Volume หรือยอดขายจำนวนมหาศาล จนสามารถดันรายได้รวมให้ก้าวกระโดดสู่หลักพันล้าน
.
3️⃣ Place & Promotion พลังแห่งทำเลและการเล่นกับตลาดเดลิเวอรี่
.
Eat Am Are เริ่มต้นจากการสร้าง Store Density หรือการปักหมุดอย่างหนาแน่นรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อดักทราฟฟิกคนทำงานและนักศึกษา ก่อนจะใช้พลังดึงดูดของแบรนด์ขยับขยายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าเกรด A อย่าง centralwOrld ควบคู่ไปกับการอัด Promotion บนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่อย่างดุเดือดเพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง
.
.
[ Porter’s Five Forces การยืนหยัดท่ามกลางสมรภูมิสเต็ก ]
.
1️⃣ การต่อกรกับคู่แข่งและผู้ท้าชิงหน้าใหม่ (Rivalry & Threat of New Entrants)
.
ท่ามกลางสมรภูมิที่มีทั้งบิ๊กเพลเยอร์รายเดิม และแบรนด์ลูกที่ยักษ์ใหญ่ส่งลงมาท้าชิง Eat Am Are ยังคงรักษาความได้เปรียบด้วยรสชาติและคุณภาพเนื้อที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ ในขณะที่คู่แข่งบางรายต้องเผชิญกับภาวะรายได้ถดถอย แต่ Eat Am Are กลับเติบโตสวนกระแสได้อย่างน่าทึ่ง
.
2️⃣ อำนาจต่อรองของผู้ซื้อ (Bargaining Power of Buyers)
.
ในยุคที่ผู้บริโภคไวต่อราคาขั้นสุด (Hyper-Price Sensitivity) การวางตัวเองเป็นร้านที่ "อิ่ม คุ้ม คุณภาพดี" ทำให้ลูกค้าเกิด Brand Loyalty สูงมาก ต่อให้ต้องยืนรอคิวนานแค่ไหน ลูกค้าก็ยินดีที่จะรอมากกว่าเปลี่ยนใจไปร้านอื่น
.
3️⃣ อำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ (Bargaining Power of Suppliers)
.
เมื่อยอดขายทะยานสู่หลักพันล้าน แบรนด์ย่อมเกิด Economies of Scale ทำให้อำนาจในการต่อรองกับซัพพลายเออร์เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ Net Margin ที่เคยอยู่ราว 1-2% ขยับขึ้นมาแข็งแกร่งและทำกำไรได้ดีขึ้นในอนาคต
.
4️⃣ สินค้าทดแทน (Threat of Substitutes)
.
ต้องยอมรับว่าในตลาด Red Ocean ของร้านสเต๊กเมืองไทย ลูกค้ามีทางเลือกเพียบ และมีร้านที่ทำราคาได้ต่ำกว่าอยู่จริง แต่ Eat Am Are แก้เกมนี้ด้วยกลยุทธ์ Promotion โดยเฉพาะในช่องทางเดลิเวอรี่ที่มอบส่วนลดดึงดูดใจ ช่วยล็อกลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย และยากที่จะเปลี่ยนใจไปหาแบรนด์อื่น
.
ความสำเร็จพันล้านของ Eat Am Are อาจฟังดูเรียบง่าย แต่ทำตามได้ยากที่สุด เพราะหัวใจสำคัญคือความเชื่อมั่นในกลยุทธ์ ‘High Volume, Low Margin’ แบรนด์ต้องใจถึงพอที่จะยอมรับกำไรสุทธิอันบางเฉียบเพียง 1.8% เพื่อแลกกับการเป็นแบรนด์ขวัญใจมหาชนที่มอบความคุ้มค่าที่แท้จริง
.
มองไปที่เทรนด์ร้านอาหารในอนาคต Eat Am Are กำลังสะท้อนให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคคิดรัดกุมและอ่อนไหวต่อราคาอย่างรุนแรง แบรนด์ที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ขาย "ของถูก" แต่ต้องเป็นแบรนด์ที่ส่งมอบ "ความคุ้มค่า" ได้มากพอ... มากจนผู้บริโภคไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
.
ที่มา :FutureTrends
Eat Am Are โต 40% กวาดรายได้ 1,700 ล้าน ยอมเฉือนมาร์จิ้น 1.8% เพื่อครองใจมหาชน
ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ถ้าพูดถึงเมนู ‘สเต๊ก’ เราน่าจะยังจำยุคที่สเต๊กข้างทางราคาเริ่มต้นเพียง 39 บาทกันได้ โดยมี ‘สเต๊กลุงหนวด’ เป็นเจ้าตลาดแฟรนไชส์ขวัญใจมหาชนในยุคนั้น ก่อนที่เวลาจะผ่านไปและตลาดเริ่มยกระดับขึ้น มีการแบ่งเซกเมนต์ราคาที่หลากหลาย และเกิดโมเดลร้านสเต๊กควบคู่สลัดบาร์เข้ามาสร้างสีสันบนห้างสรรพสินค้า
.
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 ลากยาวมาจนถึงตอนนี้ สมรภูมิร้านอาหาร—โดยเฉพาะตลาดสเต๊ก—เดือดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แบรนด์น้อยใหญ่ต่างพากันปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด ทั้งการรีแบรนด์ คลอดแบรนด์ลูก หรือปรับโครงสร้างราคา เพื่อแย่งชิงเค้กในใจผู้บริโภคยุคนี้ที่มองหา ‘ความคุ้มค่าที่เข้าถึงได้ทุกวัน’
.
และถ้าพูดถึงร้านสเต๊กที่ ‘อิ่ม คุ้ม ราคาเป็นมิตร’ ชื่อแรกที่กระโดดขึ้นมาในใจของใครหลายคนคงหนีไม่พ้น ‘Eat Am Are’ แบรนด์ที่วาง Position ของตัวเองได้อย่างชัดเจนและแข็งแกร่ง เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่มและทานได้ทุกวัย
.
ความสำเร็จของ Eat Am Are ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่สะท้อนชัดผ่านตัวเลขงบการเงิน จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่ารายได้รวมของ บริษัท อีท แอม อา กรุ๊ป จำกัด เติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปี:
.
- ปี 2564: 270,775,451 บาท
- ปี 2565: 494,543,223 บาท
- ปี 2566: 772,056,953 บาท
- ปี 2567: 1,269,253,816 บาท
- ปี 2568: 1,771,188,007 บาท (เติบโต 39.54% กำไรเพิ่มขึ้น 111.68% คิดเป็นมูลค่า 32,000,061 บาท)
.
ตัวเลขหลักพันล้านนี้พิสูจน์แล้วว่า กลยุทธ์ ‘การเข้าถึงง่ายและความคุ้มค่า’ คือสูตรสำเร็จที่ทรงพลัง วันนี้ Future Trends จะพาไปเจาะลึกและถอดรหัสความสำเร็จนี้ผ่านเฟรมเวิร์กธุรกิจระดับคลาสสิกอย่าง Marketing Mix และ Porter's Five Forces กันครับ
.
[ Marketing Mix ความคุ้มค่าที่ยากจะเลียนแบบ ]
.
1️⃣ Product ที่เข้าใจ ‘ลิ้น’ คนไทย
.
สิ่งที่ทำให้ Eat Am Are ชนะใจลูกค้าไม่ใช่แค่สเต๊กเนื้อนุ่มหรือไก่ย่างสไปซี่ แต่คือกลยุทธ์ Customization ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกมิกซ์แอนด์แมตช์เครื่องเคียงได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะไม้เด็ดอย่างการนำ ‘ส้มตำไทย’ มาเสิร์ฟคู่กันเพื่อตัดเลี่ยน ซึ่งกลายเป็นเมนูแม่เหล็กที่ถูกปากคนไทยอย่างจัง
.
2️⃣ Price กลยุทธ์ใจถึง ‘ยอมเสียมาร์จิ้นเพื่อครองใจมหาชน’
.
ตัวเลขทางการเงินของ Eat Am Are น่าสนใจมาก เพราะแบรนด์รักษากำไรสุทธิไว้เพียงแค่ประมาณ 1.8% เท่านั้น (เมื่อเทียบกับรายได้รวมปี 2568) นี่คือความตั้งใจที่จะส่งมอบเมนูคุณภาพในราคาเริ่มต้นเพียง 129-149 บาท เพื่อเน้นสร้าง Volume หรือยอดขายจำนวนมหาศาล จนสามารถดันรายได้รวมให้ก้าวกระโดดสู่หลักพันล้าน
.
3️⃣ Place & Promotion พลังแห่งทำเลและการเล่นกับตลาดเดลิเวอรี่
.
Eat Am Are เริ่มต้นจากการสร้าง Store Density หรือการปักหมุดอย่างหนาแน่นรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อดักทราฟฟิกคนทำงานและนักศึกษา ก่อนจะใช้พลังดึงดูดของแบรนด์ขยับขยายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าเกรด A อย่าง centralwOrld ควบคู่ไปกับการอัด Promotion บนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่อย่างดุเดือดเพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง
.
.
[ Porter’s Five Forces การยืนหยัดท่ามกลางสมรภูมิสเต็ก ]
.
1️⃣ การต่อกรกับคู่แข่งและผู้ท้าชิงหน้าใหม่ (Rivalry & Threat of New Entrants)
.
ท่ามกลางสมรภูมิที่มีทั้งบิ๊กเพลเยอร์รายเดิม และแบรนด์ลูกที่ยักษ์ใหญ่ส่งลงมาท้าชิง Eat Am Are ยังคงรักษาความได้เปรียบด้วยรสชาติและคุณภาพเนื้อที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ ในขณะที่คู่แข่งบางรายต้องเผชิญกับภาวะรายได้ถดถอย แต่ Eat Am Are กลับเติบโตสวนกระแสได้อย่างน่าทึ่ง
.
2️⃣ อำนาจต่อรองของผู้ซื้อ (Bargaining Power of Buyers)
.
ในยุคที่ผู้บริโภคไวต่อราคาขั้นสุด (Hyper-Price Sensitivity) การวางตัวเองเป็นร้านที่ "อิ่ม คุ้ม คุณภาพดี" ทำให้ลูกค้าเกิด Brand Loyalty สูงมาก ต่อให้ต้องยืนรอคิวนานแค่ไหน ลูกค้าก็ยินดีที่จะรอมากกว่าเปลี่ยนใจไปร้านอื่น
.
3️⃣ อำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ (Bargaining Power of Suppliers)
.
เมื่อยอดขายทะยานสู่หลักพันล้าน แบรนด์ย่อมเกิด Economies of Scale ทำให้อำนาจในการต่อรองกับซัพพลายเออร์เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ Net Margin ที่เคยอยู่ราว 1-2% ขยับขึ้นมาแข็งแกร่งและทำกำไรได้ดีขึ้นในอนาคต
.
4️⃣ สินค้าทดแทน (Threat of Substitutes)
.
ต้องยอมรับว่าในตลาด Red Ocean ของร้านสเต๊กเมืองไทย ลูกค้ามีทางเลือกเพียบ และมีร้านที่ทำราคาได้ต่ำกว่าอยู่จริง แต่ Eat Am Are แก้เกมนี้ด้วยกลยุทธ์ Promotion โดยเฉพาะในช่องทางเดลิเวอรี่ที่มอบส่วนลดดึงดูดใจ ช่วยล็อกลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย และยากที่จะเปลี่ยนใจไปหาแบรนด์อื่น
.
ความสำเร็จพันล้านของ Eat Am Are อาจฟังดูเรียบง่าย แต่ทำตามได้ยากที่สุด เพราะหัวใจสำคัญคือความเชื่อมั่นในกลยุทธ์ ‘High Volume, Low Margin’ แบรนด์ต้องใจถึงพอที่จะยอมรับกำไรสุทธิอันบางเฉียบเพียง 1.8% เพื่อแลกกับการเป็นแบรนด์ขวัญใจมหาชนที่มอบความคุ้มค่าที่แท้จริง
.
มองไปที่เทรนด์ร้านอาหารในอนาคต Eat Am Are กำลังสะท้อนให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคคิดรัดกุมและอ่อนไหวต่อราคาอย่างรุนแรง แบรนด์ที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ขาย "ของถูก" แต่ต้องเป็นแบรนด์ที่ส่งมอบ "ความคุ้มค่า" ได้มากพอ... มากจนผู้บริโภคไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
.
ที่มา :FutureTrends