ช่วงนี้ถ้าใครติดตามข่าวสารยานยนต์ในอาเซียน จะเห็นสถิติตัวเลขที่น่าสนใจมาก ๆ อย่างหนึ่งคือ "ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ในเวียดนาม" ที่ยอดขายพุ่งทะยานเติบโตแบบก้าวกระโดดจนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นที่นั่น?
วันนี้เลยจะมาลองวิเคราะห์ดูสถิติข้อมูลต่างๆ กันครับว่า ตลาด BEV ในเวียดนามตอนนี้มันโตเร็วและแรงขนาดไหน และที่สำคัญ ภายใต้ความสำเร็จที่ฉากหน้า มันมี "ปัญหาอะไรซุกไว้ใต้พรม" หรือไม่
เวียดนามโตเร็วระดับ "ทุบสถิติ" แค่ไหน?
ถ้าบอกว่าโตเร็ว หลายคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออก ลองมาดูสถิติจริงที่เกิดขึ้นกันครับ
-ส่วนแบ่งตลาด EV แตะ 37% ในปี 2025 ยอดขายรถ EV ในเวียดนามครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ใหม่ (Market Share) ไปแล้วถึง 37% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเกือบสองเท่าของตลาดทวีปยุโรปด้วยซ้ำ (ยุโรปประมาณ 19-20%) และปี 2026 ใน 4 เดือนแรกขยับขึ้นไปแตะที่ 42%
-แบรนด์ท้องถิ่นโค่นแชมป์เก่าสำเร็จ แบรนด์เจ้าถิ่นอย่าง VinFast ทำยอดขายในประเทศถล่มทลายทะลุ 175,000 คัน เบียดแชมป์เก่าตลอดกาลอย่าง Toyota และ Hyundai ตกบัลลังก์ ขึ้นแท่นค่ายรถยนต์ที่มียอดขายอันดับ 1 ของประเทศเวียดนามไปเรียบร้อยแล้ว
-ทุบสถิติยอดขายรายเดือน รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดฮิตของค่ายสามารถทำยอดขายรุ่นเดียวทะลุ 9,600 คันในเดือนเดียว ซึ่งกลายเป็นสถิติตัวเลขยอดขายต่อเดือนของรถรุ่นเดียวที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์เวียดนาม
คำถามคือ...อะไรทำให้ประเทศที่เพิ่งเริ่มสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ โตได้เร็วขนาดนี้?
เสาหลักที่ดันตลาด EV เวียดนามพุ่งกระฉูด
1. ปรากฏการณ์ "VinFast"
VinFast (ในเครือ Vingroup กลุ่มทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ) เล่นเกมอุดช่องโหว่แบบที่ค่ายรถอื่นทำไม่ได้ คือ พี่แกไม่รอสถานีชาร์จเอกชน แต่ทุ่มเงินสร้างปูพรมระบบนิเวศ 150,000 หัวชาร์จทั่วประเทศ ตามปั๊ม ห้าง หรือคอนโดในเครือตัวเอง แล้วล็อกให้ใช้ได้เฉพาะรถ VinFast เท่านั้น แถมมีโมเดลเช่าแบตเตอรี่ (Battery Subscription) หักค่าแบตออกจากราคารถ ทำให้ราคารถตอนซื้อถูกลงจับต้องง่ายขึ้น ใครกลัวแบตเสื่อม แบตพัง บริษัทเปลี่ยนให้ฟรี
2. กลยุทธ์ "สร้างดีมานด์เทียม" ด้วยกองทัพแท็กซี่สีเขียว (GSM)
Vingroup ตั้งบริษัทชื่อ GSM (Green SM) ทำธุรกิจแท็กซี่และรถเช่าไฟฟ้า 100% แล้วสั่งซื้อรถจาก VinFast ล็อตมหึมาไปวิ่งรับส่งคนทั่วเมืองใหญ่ ผลลัพธ์คือ โรงงาน VinFast มี order ผลิตตลอดเวลา ยอดขายพุ่ง และคนเวียดนามได้นั่งรถ EV ทุกวันจนลบความกลัวไปโดยปริยาย
3. รัฐบาลดันสุดตัว ยกระดับเป็น "วาระแห่งชาติ"
รัฐบาลเวียดนามไม่แทงกั๊ก ออกกฎหมายหนุนแบบเน้นๆ เช่น ยกเว้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนแรกเข้า 0% เป็นเวลา 3 ปี (ปกติรถน้ำมันโดนค่าธรรมเนียมนี้อ่วมมาก) และลดภาษีสรรพสามิตเหลือแค่ 1-3%
4. พฤติกรรมผู้บริโภค ชาตินิยม + เปิดรับสิ่งใหม่
ประชากรเวียดนามส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ คนกลุ่มนี้ไม่มีความยึดติดกับแบรนด์รถญี่ปุ่นแบบเดิมๆ เขามองรถ EV เหมือนสมาร์ตโฟนเครื่องใหญ่ ยิ่งเป็นแบรนด์แห่งชาติที่เป็นความภาคภูมิใจระดับโลก พลังชาตินิยมเลยขับเคลื่อนยอดขายได้ง่ายมาก
ตัดภาพมาดูปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรม
อัตราความเติบโตระดับโลกแบบนี้ต้องแลกมาด้วยบาดแผลฉกรรจ์ที่ทำเอาบริษัทแทบไปต่อไม่ไหว จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าข่าวเศรษฐกิจโลก
-ปัญหา "กระเป๋าซ้ายย้ายไปกระเป๋าขวา" นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ยอดขายที่โตถล่มทลายในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการขายแบบ B2B ให้กับบริษัทแท็กซี่ GSM ของตัวเอง เงินมันหมุนอยู่ในเครือ Vingroup เป็นหลัก ในขณะที่ยอดซื้อจากผู้บริโภคทั่วไปจริง ๆ ยังไม่ได้โตทัน Supply ที่ผลิตออกมา
-ตัวเลขขาดทุนมหาศาล ล่าสุดผลประกอบการออกมา VinFast แบกรับตัวเลข ขาดทุนสุทธิสูงถึงเกือบ 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นติดลบอยู่ถึง -42.5% เนื่องจากต้นทุนการขยายตลาดและสร้างระบบนิเวศสูงเกินไป ยิ่งขายยิ่งขาดทุน
-แก้เกมครั้งใหญ่ "ขายโรงงาน-ลดหนี้" เพื่อแก้ปัญหาสถานะทางการเงินที่ตึงเครียด แผนปรับโครงสร้างธุรกิจล่าสุด VinFast ตัดสินใจ "แยกและขายธุรกิจโรงงานผลิตในเวียดนาม (VFTP)" รวมถึงโรงงานที่ไฮฟองและโรงงานแบตเตอรี่ มูลค่ารวมประมาณ 530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับกลุ่มทุนที่เป็นพันธมิตรของประธานบริษัท
-มุ่งสู่โมเดล "Asset-Light" (ตัวเบา) การขายโรงงานครั้งนี้ช่วยให้ VinFast โอนย้ายภาระหนี้สินและข้อผูกพันก้อนโตกว่า 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1.8 แสนล้านดอง) ออกไปจากงบการเงินของตัวเอง แล้วเปลี่ยนตัวเองมาทำหน้าที่แค่ ออกแบบรถ, คุมแบรนด์, ทำการตลาด ส่วนเรื่องการผลิตยักษ์ใหญ่จะจ้างโรงงานเดิมที่ขายไปนั้นผลิตให้แทน (เหมือนที่ Apple จ้าง Foxconn ผลิต iPhone) เพื่อดึงตัวเองให้หลุดจากสภาวะหนี้ท่วม
โมเดลของเวียดนามเป็นกรณีศึกษาที่น่าทึ่งมากในแง่ของ "ความเร็ว" มันพิสูจน์แล้วว่าถ้าทุนใหญ่กับรัฐบาลร่วมมือกันแบบทุบหม้อข้าว มันสามารถหักดิบพฤติกรรมผู้บริโภคและเปลี่ยนประเทศให้เป็น EV ได้ในพริบตา จนส่วนแบ่งตลาดแซงยุโรป
แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นก็สะท้อนชัดเจนว่า "การเร่งโตจนตัวแตก" โดยไม่มี Demand ธรรมชาติจากผู้บริโภคทั่วไปมารองรับอย่างแท้จริง ต้องแลกมาด้วยการแบกหนี้มหาศาลจนต้องยอมเฉือนเนื้อ (ขายโรงงานผลิตที่เป็นหัวใจหลัก) ออกไปเพื่อรักษาชีวิตรอดในตลาดหุ้น
ทำไมรถ EV เวียดนามถึงโตเร็วจนน่ากลัว? และปัญหาใต้พรมคืออะไร?
วันนี้เลยจะมาลองวิเคราะห์ดูสถิติข้อมูลต่างๆ กันครับว่า ตลาด BEV ในเวียดนามตอนนี้มันโตเร็วและแรงขนาดไหน และที่สำคัญ ภายใต้ความสำเร็จที่ฉากหน้า มันมี "ปัญหาอะไรซุกไว้ใต้พรม" หรือไม่
เวียดนามโตเร็วระดับ "ทุบสถิติ" แค่ไหน?
ถ้าบอกว่าโตเร็ว หลายคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออก ลองมาดูสถิติจริงที่เกิดขึ้นกันครับ
-ส่วนแบ่งตลาด EV แตะ 37% ในปี 2025 ยอดขายรถ EV ในเวียดนามครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ใหม่ (Market Share) ไปแล้วถึง 37% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเกือบสองเท่าของตลาดทวีปยุโรปด้วยซ้ำ (ยุโรปประมาณ 19-20%) และปี 2026 ใน 4 เดือนแรกขยับขึ้นไปแตะที่ 42%
-แบรนด์ท้องถิ่นโค่นแชมป์เก่าสำเร็จ แบรนด์เจ้าถิ่นอย่าง VinFast ทำยอดขายในประเทศถล่มทลายทะลุ 175,000 คัน เบียดแชมป์เก่าตลอดกาลอย่าง Toyota และ Hyundai ตกบัลลังก์ ขึ้นแท่นค่ายรถยนต์ที่มียอดขายอันดับ 1 ของประเทศเวียดนามไปเรียบร้อยแล้ว
-ทุบสถิติยอดขายรายเดือน รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดฮิตของค่ายสามารถทำยอดขายรุ่นเดียวทะลุ 9,600 คันในเดือนเดียว ซึ่งกลายเป็นสถิติตัวเลขยอดขายต่อเดือนของรถรุ่นเดียวที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์เวียดนาม
คำถามคือ...อะไรทำให้ประเทศที่เพิ่งเริ่มสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ โตได้เร็วขนาดนี้?
เสาหลักที่ดันตลาด EV เวียดนามพุ่งกระฉูด
1. ปรากฏการณ์ "VinFast"
VinFast (ในเครือ Vingroup กลุ่มทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ) เล่นเกมอุดช่องโหว่แบบที่ค่ายรถอื่นทำไม่ได้ คือ พี่แกไม่รอสถานีชาร์จเอกชน แต่ทุ่มเงินสร้างปูพรมระบบนิเวศ 150,000 หัวชาร์จทั่วประเทศ ตามปั๊ม ห้าง หรือคอนโดในเครือตัวเอง แล้วล็อกให้ใช้ได้เฉพาะรถ VinFast เท่านั้น แถมมีโมเดลเช่าแบตเตอรี่ (Battery Subscription) หักค่าแบตออกจากราคารถ ทำให้ราคารถตอนซื้อถูกลงจับต้องง่ายขึ้น ใครกลัวแบตเสื่อม แบตพัง บริษัทเปลี่ยนให้ฟรี
2. กลยุทธ์ "สร้างดีมานด์เทียม" ด้วยกองทัพแท็กซี่สีเขียว (GSM)
Vingroup ตั้งบริษัทชื่อ GSM (Green SM) ทำธุรกิจแท็กซี่และรถเช่าไฟฟ้า 100% แล้วสั่งซื้อรถจาก VinFast ล็อตมหึมาไปวิ่งรับส่งคนทั่วเมืองใหญ่ ผลลัพธ์คือ โรงงาน VinFast มี order ผลิตตลอดเวลา ยอดขายพุ่ง และคนเวียดนามได้นั่งรถ EV ทุกวันจนลบความกลัวไปโดยปริยาย
3. รัฐบาลดันสุดตัว ยกระดับเป็น "วาระแห่งชาติ"
รัฐบาลเวียดนามไม่แทงกั๊ก ออกกฎหมายหนุนแบบเน้นๆ เช่น ยกเว้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนแรกเข้า 0% เป็นเวลา 3 ปี (ปกติรถน้ำมันโดนค่าธรรมเนียมนี้อ่วมมาก) และลดภาษีสรรพสามิตเหลือแค่ 1-3%
4. พฤติกรรมผู้บริโภค ชาตินิยม + เปิดรับสิ่งใหม่
ประชากรเวียดนามส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ คนกลุ่มนี้ไม่มีความยึดติดกับแบรนด์รถญี่ปุ่นแบบเดิมๆ เขามองรถ EV เหมือนสมาร์ตโฟนเครื่องใหญ่ ยิ่งเป็นแบรนด์แห่งชาติที่เป็นความภาคภูมิใจระดับโลก พลังชาตินิยมเลยขับเคลื่อนยอดขายได้ง่ายมาก
ตัดภาพมาดูปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรม
อัตราความเติบโตระดับโลกแบบนี้ต้องแลกมาด้วยบาดแผลฉกรรจ์ที่ทำเอาบริษัทแทบไปต่อไม่ไหว จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าข่าวเศรษฐกิจโลก
-ปัญหา "กระเป๋าซ้ายย้ายไปกระเป๋าขวา" นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ยอดขายที่โตถล่มทลายในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการขายแบบ B2B ให้กับบริษัทแท็กซี่ GSM ของตัวเอง เงินมันหมุนอยู่ในเครือ Vingroup เป็นหลัก ในขณะที่ยอดซื้อจากผู้บริโภคทั่วไปจริง ๆ ยังไม่ได้โตทัน Supply ที่ผลิตออกมา
-ตัวเลขขาดทุนมหาศาล ล่าสุดผลประกอบการออกมา VinFast แบกรับตัวเลข ขาดทุนสุทธิสูงถึงเกือบ 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นติดลบอยู่ถึง -42.5% เนื่องจากต้นทุนการขยายตลาดและสร้างระบบนิเวศสูงเกินไป ยิ่งขายยิ่งขาดทุน
-แก้เกมครั้งใหญ่ "ขายโรงงาน-ลดหนี้" เพื่อแก้ปัญหาสถานะทางการเงินที่ตึงเครียด แผนปรับโครงสร้างธุรกิจล่าสุด VinFast ตัดสินใจ "แยกและขายธุรกิจโรงงานผลิตในเวียดนาม (VFTP)" รวมถึงโรงงานที่ไฮฟองและโรงงานแบตเตอรี่ มูลค่ารวมประมาณ 530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับกลุ่มทุนที่เป็นพันธมิตรของประธานบริษัท
-มุ่งสู่โมเดล "Asset-Light" (ตัวเบา) การขายโรงงานครั้งนี้ช่วยให้ VinFast โอนย้ายภาระหนี้สินและข้อผูกพันก้อนโตกว่า 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1.8 แสนล้านดอง) ออกไปจากงบการเงินของตัวเอง แล้วเปลี่ยนตัวเองมาทำหน้าที่แค่ ออกแบบรถ, คุมแบรนด์, ทำการตลาด ส่วนเรื่องการผลิตยักษ์ใหญ่จะจ้างโรงงานเดิมที่ขายไปนั้นผลิตให้แทน (เหมือนที่ Apple จ้าง Foxconn ผลิต iPhone) เพื่อดึงตัวเองให้หลุดจากสภาวะหนี้ท่วม
โมเดลของเวียดนามเป็นกรณีศึกษาที่น่าทึ่งมากในแง่ของ "ความเร็ว" มันพิสูจน์แล้วว่าถ้าทุนใหญ่กับรัฐบาลร่วมมือกันแบบทุบหม้อข้าว มันสามารถหักดิบพฤติกรรมผู้บริโภคและเปลี่ยนประเทศให้เป็น EV ได้ในพริบตา จนส่วนแบ่งตลาดแซงยุโรป
แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นก็สะท้อนชัดเจนว่า "การเร่งโตจนตัวแตก" โดยไม่มี Demand ธรรมชาติจากผู้บริโภคทั่วไปมารองรับอย่างแท้จริง ต้องแลกมาด้วยการแบกหนี้มหาศาลจนต้องยอมเฉือนเนื้อ (ขายโรงงานผลิตที่เป็นหัวใจหลัก) ออกไปเพื่อรักษาชีวิตรอดในตลาดหุ้น