ชีวิตคู่แบบนี้ควรไปต่อหรือพอแค่นี้

สวัสดีครับทุกคนในพันทิป วันนี้ผมมีเรื่องอัดอั้นใจเกี่ยวกับชีวิตคู่ที่สะสมมานานจนถึงจุดที่เริ่มแบกรับไม่ไหว อยากจะมาขอคำปรึกษา มุมมอง หรือคำแนะนำจากทุกคนหน่อยครับ ปัจจุบันผมอายุ 29 ปี ส่วนภรรยาอายุเท่ากัน มีลูกด้วยกัน 1 คน ปัญหาของเราสองคนมันเหมือนเป็นเส้นขนานที่ต่างกันแทบจะทุกพาร์ตในชีวิต โดยผมขอแยกแยะเป็นข้อๆ เพื่อความชัดเจนดังนี้ครับ
​1. เรื่องหน้าที่ในบ้าน การเลี้ยงลูก และบริบทการทำงานของสองคน
ตัวผมทำงานอยู่ที่บ้าน (Work from Home) เป็นการทำงานที่ยุ่งมาก ตั้งแต่เช้าลากยาวไปจนถึงสองทุ่ม (20:00 น.) ระหว่างวันผมทำได้แค่แวบออกไปทำนู่นทำนี่ได้นิดๆ หน่อยๆ ไม่กี่นาที เช่น แวบไปเก็บชามข้าว ตั้งวงกับข้าวให้ลูกกินได้แปบๆ แล้วก็ต้องรีบกลับมานั่งหน้าจอทำงานต่อ
​ถ้าถามว่าผมรู้ได้ยังไงว่าภรรยาทำงานสบาย ไม่เหนื่อย? เพราะผมเคยถามเนื้องานของเขาตรงๆ ครับ วันๆ เขาแทบไม่ต้องทำอะไร นั่งห้องแอร์สบายๆ งานมีเข้ามาน้อยมาก มีเวลาว่างนั่งดูซีรีย์หรือเล่นเกมเกือบทั้งวัน ไม่ได้เหนื่อยล้าจากการทำงานแน่นอน แถมในวันหยุดของผม ผมยังต้องตื่นเช้าขับรถไปส่งเขาทำงาน และตอนเย็นก็ต้องขับรถไปรับแบบนี้เป็นประจำ
​ส่วนงานบ้านประจำวันผมก็ยังทำเป็นหลักครับ เช่น เรื่องงานซักผ้า-ตากผ้าทั้งหมด ผมเป็นคนทำ 100% ภรรยาไม่ทำเลย เรื่องล้างจานผมทำเองประมาณ 90% แต่ถ้าวันไหนผมไม่สะดวกจริงๆ และเขาอยากจะล้าง เขาก็จะล้างให้ครับ เรื่องกวาดบ้านถ้าเขาเห็นว่ามันไม่โอเคเขาก็จะกวาด ส่วนงานเดียวที่เขาเป็นคนรับผิดชอบหลักคือ "ล้างห้องน้ำ" ซึ่งเขาทำเองจริงๆ ครับ แต่อาจจะนานๆ ที ประมาณ 2-3 เดือนล้างสักครั้งหนึ่งตามความเหมาะสม
​สำหรับเรื่องลูก ตอนนี้ลูกอายุ 5 ขวบแล้ว พอจะทำอะไรได้เองตามวัยของเขา ไปวิ่งเล่นได้ตามปกติ พูดคุยได้แต่ยังพูดไม่ค่อยชัด อะไรที่เขาทำไม่ได้ก็จะมาบอกให้ผมช่วยทำ ซึ่งผมก็จะเป็นคนทำให้เป็นส่วนใหญ่ ภรรยาก็มีทำบ้าง
​เรื่องการอาบน้ำให้ลูก ตรงนี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ตายตัวของใครครับ สลับกันทำซะส่วนใหญ่ บางวันถ้าผมทำงานยุ่งมากๆ จนไม่สามารถปลีกตัวไปอาบน้ำให้ลูกได้ ภรรยาก็จะเป็นคนจัดการให้ หรือบางวันถ้าผมสะดวกผมก็จะเป็นคนทำ เรียกว่าสลับกันไปตามสถานการณ์ครับ แต่จุดเด่นข้อดีของภรรยาเลยคือ เขาจะเป็นคนคอยสอนการบ้านลูกครับ เพราะเขาเป็นคนที่สอนลูกได้ดีที่สุดและทำพาร์ตนี้ได้ดีมากๆ ครับ
​พอมองย้อนกลับมาที่ภรรยา หลังจากเขากลับมาจากทำงาน กินข้าวเสร็จ เขาก็จะไปใช้เวลาส่วนตัวยาวๆ นั่งเล่นโทรศัพท์ อ่านนิยาย ดูซีรีย์ เล่นเกมยาวไปจนดึกดื่น วันหยุดเขาก็ไม่อยากออกไปไหนเพราะบอกว่าร้อน
​2. เรื่องการเงินและค่าใช้จ่าย
รายได้หลักเข้าบ้านมาจากผมเป็นส่วนใหญ่ (ผมเงินเดือน 30,000 บาท ภรรยา 10,000 บาท) ฝั่งผมมีภาระหนี้สินส่วนตัวคือหนี้ กยศ. และไม่ได้มีภาระผ่อนสินค้าอะไรเลยครับเพราะไม่มีเครดิตในการผ่อน แต่ด้วยความที่บ้านอยู่ในตัวเมือง ค่าครองชีพค่อนข้างสูง เงินเดือน 30,000 บาทของผมจึงไม่พอเก็บ
​ที่สำคัญคือ ภาระค่าใช้จ่ายหลักเกือบทั้งหมดในบ้านตกอยู่ที่ผมครับ ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ซื้อของกินของใช้เข้าบ้านประจำเดือน (พอเงินเดือนออกผมก็จัดการซื้อทันที) รวมถึงค่าน้ำมันรถที่เติมให้ภรรยาขับไปทำงาน และค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกประมาณ 85% ก็มาจากตัวผมเอง
​ส่วนเงินเดือน 10,000 บาทของภรรยา ส่วนใหญ่เขาจะเก็บของเขาไว้ใช้ และหมดไปกับการช็อปปิ้งส่วนตัว ซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอาง (ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องปกติของผู้หญิงอันนี้ผมเข้าใจได้ครับ) แล้วก็มีเติมเกม อ่านนิยายบ้าง โดยเงินส่วนนี้เขาจะเน้นใช้ส่วนตัวและใช้ที่บริษัทเป็นหลัก แต่พอกลับมาบ้าน ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเป็นของผมเป็นส่วนใหญ่
​จริงๆ เขาก็มีช่วยออกค่าใช้จ่ายในบ้านบ้างเป็นบางช่วงครับ บางช่วงเขาก็รับผิดชอบเยอะหน่อย บางช่วงก็มาใช้ของผมเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัญหาคือโดยเฉพาะช่วงตอนสิ้นเดือน ความรับผิดชอบและค่าใช้จ่ายแทบจะทั้งหมดจะตกมาอยู่ที่ผมคนเดียวเลย ทำให้ทุกวันนี้เราใช้เงินกันแบบเดือนชนเดือน บางเดือนไม่พอกิน และไม่มีเงินเก็บสำรองส่วนกลางสำหรับครอบครัวเลยครับ
​3. เรื่องการเข้าสังคม และเพื่อนฝูงของผม
ผมเข้าใจดีครับว่าพอเรามีครอบครัว เราก็ต้องให้เวลากับครอบครัวเป็นหลัก เรื่องเพื่อนฝูงก็ต้องลดน้อยลงไปตามระเบียบ ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่ได้ติดขัดอะไรเลยครับ
​แต่ปัญหาก็คือ ภรรยาผมเขาไม่ยอมไปร่วมสังคมกับเพื่อนๆ ของผมเลยครับ แม้แต่กลุ่มเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่เด็กๆ เขาก็ไม่ยอมไปเจอ ไม่ยอมเข้าไปทำความรู้จักเด็ดขาด โดยเขาให้เหตุผลตรงๆ เลยว่า "ไม่ใช่เพื่อนของเขา ไม่อยากรู้จัก ไม่อยากยุ่งยาก ไม่อยากคุยด้วย"
​ถ้าพูดให้แฟร์คือ ถ้ามี "เหตุจำเป็นจริงๆ" แบบมีเรื่องด่วนเรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องทักไปถามหรือประสานงาน เขาก็อาจจะมีทักทายไปถามไถ่ให้บ้างครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องการไปร่วมงานสังคมหรืองานสังสรรค์ทั่วไป เรียกว่า 100% เขาจะไม่ไปเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดเพื่อน งานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ หรือแม้แต่นัดรวมตัวกันเล็กๆ น้อยๆ ที่จัดขึ้นที่บ้านเพื่อน เขาก็จะปฏิเสธเด็ดขาดและเลือกที่จะนอนอยู่บ้านมากกว่า
​ผมเข้าใจนะว่าเขาอาจจะเป็นคนโลกส่วนตัวสูง (Introvert) ไม่อยากไปปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไป แต่ในมุมของคนเป็นคู่ชีวิตกัน การไปร่วมงานสังคมหรือทำความรู้จักกับเพื่อนสนิทที่เติบโตมากับสามีไว้บ้าง มันก็น่าจะเป็นเรื่องปกติที่ควรจะมีในชีวิตคู่หรือเปล่า? แต่นี่เขาตั้งกำแพงและเลือกที่จะตัดพาร์ตสังคมของผมออกไปจากชีวิตเขาเลยครับ
​4. เรื่องรสนิยมทางเพศ (เรื่องบนเตียง)
เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับชีวิตคู่ของผมเลยครับ ตัวผมเองค่อนข้างมีความต้องการสูง และชอบเซ็กส์แนวตื่นเต้น ร้อนแรง ชอบการแสดงออกที่ชัดเจน เป็นฝ่ายรุก ชอบเปลี่ยนบรรยากาศ หาอะไรใหม่ๆ ทำเพื่อเพิ่มสีสันให้ชีวิตคู่ เช่น การสลับบทบาท (Roleplay) หรือการคอยเข้ามาคลอเคลีย แสดงความต้องการชวนทำการบ้านบ่อยๆ
​แต่ปัญหาก็คือ เวลาที่ผมเข้าไปสะกิด ขอมีอะไรด้วย หรือเข้าไปคลอเคลียเพื่อแสดงความต้องการ บางทีเขาก็ด่า บางทีก็ปฏิเสธแบบไม่ยอมเลย ซึ่งมันเกิดขึ้นบ่อยมากๆ จนทุกวันนี้มันบั่นทอนทำให้ผมเสียความมั่นใจ และกลายเป็นไม่ค่อยกล้าเข้าไปขอหรือเข้าหาเขาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
​ถ้าพูดถึงเมื่อก่อนช่วงก่อนที่จะมีลูก เขาก็ยอมทำแบบที่ผมชอบให้บ้างนะครับ ถึงจะไม่ได้ทำจนถึงขั้นที่ผมพอใจที่สุด แต่อย่างน้อยก็อยู่ในระดับที่ผมโอเคและรับได้ไหว แต่พอน้องคลอดออกมา เรื่องนี้ก็เปลี่ยนไปเลย ซึ่งผมเข้าใจได้นะครับว่าหลังจากมีลูกแล้ว ความต้องการทางเพศของผู้หญิงอาจจะลดน้อยลงไปได้ตามธรรมชาติ แต่ในมุมของผม มันก็ไม่ควรจะถึงขนาดละเลยหรือไม่ใส่ใจความต้องการของสามีเลย อย่างน้อยๆ ตอบสนองให้กันบ้างในระดับที่พอกล่อมแกล้มไปได้ก็ยังดี ไม่ใช่ต่างกันราวฟ้ากับเหวแบบทุกวันนี้ ที่ภรรยาชอบแบบเดิมๆ จำเจ ไม่ชอบเปลี่ยนบรรยากาศหรือลองอะไรใหม่ๆ เลย
​ถ้าพูดให้ชัดคือ เวลาทำการบ้านกัน เขาไม่ได้นอนทื่อเป็นขอนไม้นะครับ เขามีอารมณ์ร่วมปกติ เรื่องท่วงท่าหรือจังหวะอะไรถ้าเราขอเขาก็ยอมทำตามยอมให้ความร่วมมือหมด แต่ปัญหาคือเขาจะไม่ยอมเป็นฝ่ายรุกเลย จะนอนเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว และต้องให้เราเป็นฝ่ายจัดการเองทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจริงๆ เรื่องบนเตียงมันควรจะช่วยกันและแชร์ความสุขให้พอใจทั้งสองฝ่ายใช่ไหมครับ? แต่นี่กลายเป็นว่าเขาเสร็จสมอารมณ์หมายอยู่ฝ่ายเดียว แต่ตัวผมกลับค้างคาและไม่ถึงฝั่งอยู่คนเดียวตลอด ซึ่งเรื่องแบบนี้มันก็พูดยากและบั่นทอนใจผมมากครับ
​ในมุมของผม เรื่องบนเตียงมันคือเรื่องสำคัญมากของชีวิตสามีภรรยาที่ควรจะทำความเข้าใจและปรับเข้าหากัน ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองต้องคอยเก็บกดความต้องการเอาไว้ตลอดเวลา ใจหนึ่งผมก็ไม่อยากทำผิดบาปด้วยการไปนอกใจภรรยา แต่อีกใจลึกๆ มันก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเราต้องใช้ชีวิตคู่แบบที่ไม่ได้มีความสุข หรือไม่ได้เติมเต็มรสนิยมที่ต้องการเลยไปตลอด เราจะต้องเก็บกดความต้องการแบบนี้ไปตลอดจนกลายเป็นคนหมกมุ่นไปตลอดเลยหรือเปล่า
​5. เรื่องทัศนคติต่อศาสนา สังคม และครอบครัว
ผมเป็นคนเข้าหาศาสนา ทำบุญตามวาระ แต่ภรรยาผมเรียกว่า 99% ไม่เอาเรื่องพวกนี้เลย ล่าสุดผมลองถามว่า ถ้าวันหนึ่งผมบวช (งานบวชของผมเอง) เขาจะไปไหม คำตอบคือเขาบอกว่า "ไม่ไป เพราะมันร้อนและไม่ชอบ" ทั้งที่คนเป็นภรรยาควรจะไปร่วมงานหรือช่วยถือหมอน
​พอถามถึงเรื่องงานศพ (กรณีถ้าผมเป็นอะไรไปก่อน) เขาก็ออกปากเลยว่าจะไม่จัดการ ให้ญาติฝั่งผมเป็นคนจัดการเอง และเขาจะไม่ไปร่วมฟังพระสวด หรือถ้าจำเป็นต้องจัดจริงๆ เต็มที่ก็ให้แค่ 1-2 วัน แบบทำตามพิธีแค่รดน้ำศพ สวดพระอภิธรรมเฉยๆ แล้วเข้าเตาเผาเลย ถ้าสามารถทำให้จบภายในวันเดียวได้เขาก็คงทำไปแล้ว เพราะเขาไม่อยากให้มีพิธีกรรมอะไรทั้งนั้น รวมถึงเรื่องการไปร่วมงานสังคมของเครือญาติฝั่งผม เขาก็แทบจะไม่เอาเลย (แม้แต่เรื่องงานแต่งเขาก็บอกยุ่งยาก ไม่ชอบ) แต่ถ้าเป็นการบริจาคร่างกายให้ทางการแพทย์อันนี้เขาโอเคเพราะบอกว่าดี ไม่ต้องยุ่งยากพิธีกรรม
​ถ้าหลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะตั้งคำถามว่า "ในเมื่อไลฟ์สไตล์ ทัศนคติ และเรื่องบนเตียงมันต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้ แล้วทำไมถึงมีลูกด้วยกัน? และทำไมถึงยังทนใช้ชีวิตคู่มาได้ยาวนานขนาดนี้?"
​ผมขอพูดตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมเลยครับว่า เรื่องลูก...พาร์ตแรกมันเริ่มมาจากความผิดพลาดจริงๆ ครับ แต่ในเมื่อเขาเกิดมาแล้ว ด้วยความที่ตัวผมเป็นคนรักครอบครัวมากๆ และมีปมในใจมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากให้ลูกเติบโตมาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่อยากให้เขาต้องมาเจอชีวิตแบบที่เราเคยเจอ ผมตั้งปณิธานกับตัวเองไว้เลยว่า “ลูกของผมต้องไม่อ้างว้างเหมือนตัวผมในอดีต อย่างน้อยๆ เขาต้องมีทั้งพ่อและแม่คอยอยู่เคียงข้าง ให้เขาจำหน้าพ่อหน้าแม่ได้ ไม่ใช่เกิดมาแล้วต้องถูกส่งไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงตามลำพัง”
​นี่คือเหตุผลหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ทำให้ผมยอมอดทน ยอมเก็บกดความต้องการของตัวเอง และพยายามประคับประคองชีวิตคู่ที่จืดชืดและบั่นทอนจิตใจนี้มาได้ตั้งหลายปี ทั้งหมดก็เพื่อ "ลูก" เพียงคนเดียว
​สำหรับบางคนที่อาจจะคอมเมนต์บอกว่า "ในเมื่อทำเพื่อลูกมาได้ตั้งนาน แล้วทำไมไม่ทนทำเพื่อลูกต่อไปล่ะ?"
ผมอยากจะบอกว่า ตอนนี้ตัวผมเองก็ยังอยากทำเพื่อลูกอยู่ครับ และยังพยายามทำอยู่ทุกวัน แต่ในความเป็นจริงคือ สภาพจิตใจของผมมันเริ่มก้าวเข้าสู่จุดที่ ‘เกิดขีดจำกัด’ แล้วครับ ผมเริ่มกลัวว่าถ้าวันหนึ่งผมแบกรับความกดดันและความอึดอัดนี้ไม่ไหวอีกต่อไป ตัวผมเองนั่นแหละที่จะกลายเป็นระเบิดเวลา และสร้างปัญหาที่แย่ยิ่งกว่าเดิมให้กับครอบครัวและลูก
​ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าผมไม่พยายามคุยหรือปรับตัวนะครับ ผมพยายามหันหน้ามาคุยบ่อยมาก แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการโดนด่า และเขามักจะตอกย้ำใส่หน้าผมเสมอว่า "ก็เธอเป็นคนเลือกฉันเองไม่ใช่เหรอ"... ใช่ครับ วันนั้นผมเป็นคนเลือกเขาเอง แต่ตอนที่เลือกกันแรกๆ ทัศนคติ รสนิยม หรือการใส่ใจมันไม่ได้แย่ดิ่งลงเหวขนาดนี้
​ตอนนี้ในใจของผมมีกำหนดเวลาสุดท้ายให้กับชีวิตคู่ครั้งนี้แล้วครับ คือ "วันงานบวชของผม" ผมตั้งใจจะดูว่าเมื่อถึงวันนั้นจริงๆ วันสำคัญในชีวิตของผม เขาจะยอมลดกำแพงแล้วมาปรากฏตัวเพื่อผมไหม และหลังจากที่ผมสึกออกมา ถ้าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเลย ผมก็คิดไว้แล้วครับว่าเราคงต้อง "แยกย้าย" กันไปเติบโตและทำหน้าที่แค่พ่อกับแม่พอ
​สุดท้ายนี้ ผมอยากจะถามความเห็นของทุกคนในพันทิปครับว่า:
​ความสัมพันธ์ที่ต่างกันทุกพาร์ตแบบนี้ และตัวผมรู้สึกดิ่งขนาดนี้ ผมควรจะดันทุรังไปต่อ หรือควรพอแค่นี้ดีครับ?
​ในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่ผมตั้งไว้ในใจ มีตรงไหนที่ผมพอจะปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขได้อีกไหมครับ?
​ทุกคนสามารถคอมเมนต์วิจารณ์ หรือเตือนสติผมตรงๆ ได้เลยนะครับ จะว่าผมก็ได้ผมเข้าใจและพร้อมรับฟัง แต่ขอความกรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพนิดนึงนะครับ เพราะตอนนี้สภาพจิตใจของผมก็บอบช้ำและแบกเก็บความรู้สึกมาเยอะมากพอแล้วครับ ขอบคุณทุกความคิดเห็นล่วงหน้าครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่