ผมคนรุ่นเก่าคุ้นเคยกับสภาพสังคมและทัศนคติความเชื่อของคนรุ่นเก่าในยุคนั่น ในยุคนั่น"วัด"มันเป็นอะไรที่มากก่วาทุกอย่างในสังคมความเชื่อว่าลูกผู้ชายจะต้อบวชเรียนเข้าวัดบางคนก็ตั้งแต่เด็ก(เณร)และก็มาอีกครั้งก็"บวชพระ"ช่วงนั่น(50-60 ปีคืนหลัง)จะเห็นที่บวช 15วันแบบนิยมสมัยนี้น้อยมาก ส่วนใหญ่บวชพระก็ไปเป็นพรรษาหรือหลายพรรษาจนเวลาสึกออกมาจะได้ยศน้ำหน้าเช่น "จารย์"ตามด้วยชื่อเสมือนว่าคนที่ได้บวชแล้วเหมือนสำเร็จผ่านความเป็นบุคคลโดยสมบรูณ์และจะมีความน่าเชื่อถือในสังคมระดับหนึ่งอย่างเช่นจะไปจีบสาว,ขอสาวแต่งงงานก็เหมือนฝ่ายพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะด้วยชอบด้วย(ถ้าไม่ติดปัญหาอื่นเช่นยากจ,สถานะแตกต่างกัน)ส่วนคนที่ไม่ได้บวชเรียนในยุคนั้นน้อย..ถึงน้อยมากเพราะเป็นเสมือนกติกาสังคมว่าไว้ว่า"เป็นชายจะต้องผ่านการบวชเรียน"และก็อย่างสถานะทางสังคมในสังคมชนบทนั่น(แคบ)ก็จะไม่ค่อยยอมรับสักเท่าไหร่...มาถึงยุคปัจจุบันอะไรก็เปลี่ยนแปลงไปบางคนก็มีทัศนคติต่อพระสงฆ์ศาสนาในด้านที่แอนตี้หรือก็บวชแต่บวชเพื่อตามสังคมตามจารีตประเพณีโดยส่วนใหญ่ก็ 15 วัน(ไม่รู้ได้อะไร)ขอย้อนกลับไปในยุคเก่าในสังคมชนบทอีกครั้งเมื่อสึกออกมาก็จะมีผู้คนเรียกชื่อนำหน้า ย่าง"เชียง"

น่าจะบวชเณร),"จารย์"

บวชพระ)..อื่นๆจำไม่ค่อยได้(ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมเชิญเลย) สิ่งที่เรียกนำหน้าเสมือนให้เกรียติยกย่องกันในสังคมแต่ปัจจุบันคำที่ว่านี้ไม่เคยได้ยินหรืออาจจะมีแล้วแต่สังคมแต่ละที่และคนที่บวชพระสึกออกมาก็ต้องไปทำการทำงานก็เสมือนคนธรรมดาถ้าไม่ถามก็ไม่มีใครรู้ว่าบวชเรียนหรือยัง.
"ชายไทย"กับการบวชเรียน.