F-105 Thunderchief มัจจุราชนิวเคลียร์

F-105 Thunderchief มัจจุราชนิวเคลียร์


1. กำเนิดมัจจุราชนิวเคลียร์: บินต่ำ พุ่งเร็ว ตัวเดียวเสร็จภารกิจ
ในทศวรรษที่ 1950 ท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามเย็น กองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องการอาวุธที่สามารถเจาะระบบเรดาร์โซเวียตเข้าไปทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ณ ใจกลางกรุงมอสโกได้ ค่าย Republic Aviation จึงได้ออกแบบ F-105 Thunderchief ให้เป็น "เครื่องบินทิ้งระเบิดรบ" (Fighter-Bomber) ที่แหกคอกที่สุดในยุคนั้น

มันถูกสร้างขึ้นภายใต้ปรัชญา "บินต่ำและเร็วที่สุด" (Low and Fast) เพื่อวิ่งหลบเรดาร์เกาะภูมิประเทศ บรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ในช่องเก็บอาวุธภายในลำตัว และพุ่งทะยานหนีไปด้วยความเร็วขีดสุดถึง Mach 2 (2 เท่าของความเร็วเสียง) โดยไม่ต้องพึ่งพาฝูงบินขับไล่มาคุ้มกัน

2. นรกที่เวียดนาม: อาวุธวันสิ้นโลก ที่ใช้ผิดที่ผิดทาง
เมื่อสมรภูมิเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าไซบีเรียที่หนาวเหน็บ มาเป็นป่าดิบชื้นในสงครามเวียดนามเหนทอยุทธการ "Rolling Thunder" อสูรกายล้างโลกตัวนี้กลับกลายเป็นฝันร้ายของนักบินอเมริกาเสียเอง

เสียเปรียบเชิงยุทธวิธี: F-105 ถูกส่งมาบินระดับต่ำทิ้งระเบิดปูพรมธรรมดา ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์การออกแบบ ตัวเครื่องที่เพรียวยาว รัศมีเลี้ยวโค้งกว้าง และบรรทุกอาวุธหนักอึ้ง ทำให้มันตกเป็นเป้านิ่งของปืนต่อสู้อากาศยาน (AAA) และเครื่องบิน MiG-17 ที่เล็กและคล่องตัวกว่า

จุดอ่อนมรณะ: ระบบไฮดรอลิคเดี่ยวที่เปราะบางและการจัดวางถังน้ำมันใกล้เครื่องยนต์ Pratt & Whitney J75 ที่ร้อนจัด ทำให้ F-105 มักระเบิดเป็นลูกไฟกลางอากาศทันทีหากโดนกระสุนข้าศึกสอยเข้าจุดสำคัญเพียงนัดเดียว

3. บทเรียนราคาแพง: สถิติเลือดที่กองทัพอเมริกาต้องจดจำ
แม้ในเวลาต่อมา F-105 จะสร้างตำนานบทใหม่อันบ้าดีเดือดในภารกิจ "Wild Weasel" โดยทำหน้าที่เป็นเหยื่อล่อล็อกเป้าเรดาร์เพื่อเปิดทางให้ฝูงบินตามเข้าถล่มฐานขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ (SAM) ของเวียดนามเหนือ แต่นั่นก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยสถิติความสูญเสียที่น่าใจหายได้

F-105 Thunderchief ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การบินทหารว่าเป็นเครื่องบินรบอเมริการุ่นเดียวที่ต้องปลดประจำการก่อนกำหนด เนื่องจากถูกยิงตกและสูญเสียไปมากกว่า 600 ลำ จากทั้งหมดที่ผลิตออกมา 833 ลำ (คิดเป็นเกือบ 3 ใน 4 ของฝูงบินทั้งหมด) บทเรียนราคาพันล้านของมันชี้ให้เห็นชัดเจนว่า "อาวุธที่มีภารกิจแคบเกินไป ย่อมไม่อาจอยู่รอดได้ในความเปลี่ยนแปลงของสมรภูมิที่แท้จริง"

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่