ใครคือเบอร์ 1 ของโลก?
.
คำถามนี้อาจจะตอบได้ยาก เพราะต้องถามต่อว่า หมายถึงด้านไหน?
.
ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญของโลกในวันนี้คือ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ใครกันแน่คือ “มหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก” แม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นผู้นำด้านกองทัพและระบบการเงินโลก แต่จีนกำลังไล่ตามอย่างรวดเร็วด้วยขนาดเศรษฐกิจ การผลิต และจำนวนประชากรที่เหนือกว่าอย่างมหาศาล
.
ในด้านประชากร จีนยังคงมีข้อได้เปรียบอย่างชัดเจน ด้วยจำนวนประชากรราว 1.4 พันล้านคน มากกว่าสหรัฐฯ ที่มีประมาณ 394 ล้านคน หรือเกือบ 4 เท่า ขณะที่ด้านเศรษฐกิจและการค้า จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก” โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าสูงถึง 129 ล้านล้านบาท เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 68.4 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้ามากที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 112 ล้านล้านบาท สะท้อนกำลังซื้อและบทบาทของเศรษฐกิจอเมริกันในฐานะศูนย์กลางการบริโภคโลก
.
ด้านความมั่นคง สหรัฐฯ ยังครองความได้เปรียบเหนือจีนอย่างชัดเจน โดยมีรายจ่ายด้านกลาโหมสูงถึง 34.3 ล้านล้านบาท มากกว่าจีนเกือบ 3 เท่า ซึ่งใช้งบประมาณราว 12.1 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ วอชิงตันยังมีเครือข่ายพันธมิตรทางทหารและการเมืองขนาดใหญ่ ทั้ง NATO, G7, OECD, FIVE EYES และ AUKUS ขณะที่จีนเร่งสร้างอิทธิพลผ่านกลุ่ม SCO, BRICS และ AIIB เพื่อขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและการทูตในโลกกำลังพัฒนา
.
แม้ทั้งสองประเทศต่างเผชิญปัญหาหนี้รัฐบาลในระดับสูง โดยสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะคิดเป็น 115% ของ GDP ส่วนจีนอยู่ที่ 94% ของ GDP แต่แนวทางการเติบโตของทั้งสองชาติกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน สหรัฐฯ ใช้กลยุทธ์การเจรจาแบบตัวต่อตัว ควบคู่กับมาตรการกำแพงภาษีและแรงกดดันทางการค้า เพื่อดึงฐานการผลิตกลับประเทศ ขณะที่จีนเดินเกมระยะยาวผ่านการวางแผนของรัฐ การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง และการรักษาสถานะ “เจ้าตลาดการผลิตโลก” การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจจึงไม่ได้เป็นเพียงสงครามเศรษฐกิจ แต่คือการชี้ชะตาว่า ระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 จะถูกกำหนดโดยใครกันแน่
ใครคือเบอร์ 1 ของโลก? .
.
คำถามนี้อาจจะตอบได้ยาก เพราะต้องถามต่อว่า หมายถึงด้านไหน?
.
ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญของโลกในวันนี้คือ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ใครกันแน่คือ “มหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก” แม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นผู้นำด้านกองทัพและระบบการเงินโลก แต่จีนกำลังไล่ตามอย่างรวดเร็วด้วยขนาดเศรษฐกิจ การผลิต และจำนวนประชากรที่เหนือกว่าอย่างมหาศาล
.
ในด้านประชากร จีนยังคงมีข้อได้เปรียบอย่างชัดเจน ด้วยจำนวนประชากรราว 1.4 พันล้านคน มากกว่าสหรัฐฯ ที่มีประมาณ 394 ล้านคน หรือเกือบ 4 เท่า ขณะที่ด้านเศรษฐกิจและการค้า จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก” โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าสูงถึง 129 ล้านล้านบาท เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 68.4 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้ามากที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 112 ล้านล้านบาท สะท้อนกำลังซื้อและบทบาทของเศรษฐกิจอเมริกันในฐานะศูนย์กลางการบริโภคโลก
.
ด้านความมั่นคง สหรัฐฯ ยังครองความได้เปรียบเหนือจีนอย่างชัดเจน โดยมีรายจ่ายด้านกลาโหมสูงถึง 34.3 ล้านล้านบาท มากกว่าจีนเกือบ 3 เท่า ซึ่งใช้งบประมาณราว 12.1 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ วอชิงตันยังมีเครือข่ายพันธมิตรทางทหารและการเมืองขนาดใหญ่ ทั้ง NATO, G7, OECD, FIVE EYES และ AUKUS ขณะที่จีนเร่งสร้างอิทธิพลผ่านกลุ่ม SCO, BRICS และ AIIB เพื่อขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและการทูตในโลกกำลังพัฒนา
.
แม้ทั้งสองประเทศต่างเผชิญปัญหาหนี้รัฐบาลในระดับสูง โดยสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะคิดเป็น 115% ของ GDP ส่วนจีนอยู่ที่ 94% ของ GDP แต่แนวทางการเติบโตของทั้งสองชาติกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน สหรัฐฯ ใช้กลยุทธ์การเจรจาแบบตัวต่อตัว ควบคู่กับมาตรการกำแพงภาษีและแรงกดดันทางการค้า เพื่อดึงฐานการผลิตกลับประเทศ ขณะที่จีนเดินเกมระยะยาวผ่านการวางแผนของรัฐ การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง และการรักษาสถานะ “เจ้าตลาดการผลิตโลก” การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจจึงไม่ได้เป็นเพียงสงครามเศรษฐกิจ แต่คือการชี้ชะตาว่า ระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 จะถูกกำหนดโดยใครกันแน่