วิโรจน์ อัด บ่อนทำลายนิติรัฐ ภาครัฐขู่ฟ้อง กกร.แฉคอร์รัปชั่น จี้รบ.เร่งผลักดันกม. 2 ฉบับ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5721340
.

.
วิโรจน์ อัด บ่อนทำลายนิติรัฐ ภาครัฐขู่ฟ้อง กกร.แฉคอร์รัปชั่น จี้รบ.เร่งผลักดันกม. 2 ฉบับ
.
จากกรณี นาย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการปราบปรามคอรร์รัปชั่น หลัง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยผลสำรวจ หน่วยงานรัฐรับสินบนมากสุด 10 อันดับ และเรื่องส่อแววไม่จบเพราะหน่วยงานรัฐ ที่ถูกจัดอันดับเตรียมจะฟ้องกลับเอกชน นายอนุทินกล่าวว่า “
อย่างที่บอก ที่มาของการสำรวจคืออะไร ถ้าสำรวจแล้วไม่ได้เป็นไปตามนั้น ก็มีสิทธิที่จะฟ้อง หากเรากล้าที่จะบอกว่าคุณทำผิด คุณโกง คุณทำไม่ดี เราต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับด้วย ถือว่าแฟร์ๆ” ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเกี๋ยวกับประเด็นดังกล่าว ระบุว่า
.
“ขู่ฟ้อง กกร. ปมเปิดผลสำรวจคอร์รัปชั่น เท่ากับ บ่อนทำลายนิติรัฐ
.
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เป็นความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
.
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือเป็นตัวแทนของภาคเอกชนไทย ในการสื่อสาร และให้ความเห็นแก่รัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ ในมิติต่างๆ อาทิเช่น เศรษฐกิจ การลงทุน การส่งออก พลังงาน ภาษี ค่าแรง โครงสร้างพื้นฐาน และสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปพิจารณาหามาตรการในการแก้ไข และปรับปรุง
.
จากผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 49 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประจำเดือนมีนาคม 2569 พบว่า ผู้ประกอบการจำนวนถึง 55.5% ระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น มีสัดส่วนสูงกว่า 20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด ขณะที่อีก 29.9% ระบุว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 11-20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมดเช่นกัน สถานการณ์ที่ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การล็อกสเปก การฮั้วประมูล การเรียกรับผลประโยชน์จากใบอนุญาต การใช้ช่องว่างทางกฎหมายมาข่มขู่ การขอเงินไปวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ฯลฯ นั้นเป็นภาระด้านต้นทุนที่สูงมากของผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทย เมื่อผู้ประกอบการไทย ต้องแบกค่าใช้จ่ายของขบวนการสามานย์เหล่านี้ไว้ในระดับที่สูง แล้วธุรกิจไทยจะไปมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่จะไปแข่งขันกับผู้ประกอบการจากประเทศอื่นได้อย่างไร
.
กกร. ซึ่งถือเป็น “กระบอกเสียงสำคัญ” ของภาคเอกชนไทย จึงได้สำรวจความคิดเห็นจากผู้บริหาร และตัวแทนภาคธุรกิจเพิ่มเติมในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 401 ราย ทั่วประเทศ โดยสำรวจระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2569 และได้มีการเปิดเผยผลการสำรวจ โดยระบุว่าภาคเอกชนต้องจ่ายเงินทอนสูงถึง 15% เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาจ้างจากหน่วยงานของรัฐ พร้อมกับเปิดเผยข้อมูล มูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้ง และจำนวนครั้งที่ภาคเอกชนต้องเสนอสิ่งตอบแทนต่อปี ของหน่วยงานราชการต่างๆ
.
ในกรณีที่หน่วยงานราชการที่ถูกกล่าวถึงในผลการสำรวจ มีข้อสงสัย และต้องการขอคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการสำรวจข้อมูล โดยไม่ละเมิดข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสำรวจ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไข ปรับปรุง และปิดช่องว่างในการทำทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ของหน่วยงานของตน ผมเชื่อว่า กกร. พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะข้อมูลที่เปิดเผยในครั้งนี้ กกร. ก็บอกชัดอยู่แล้วว่ามาจากการสำรวจจากภาคธุรกิจ ไม่ได้ทึกทักมั่วขึ้นมาเอง
.
แต่ต้องไม่ใช่ท่าทีที่วางอำนาจ และข่มขู่ กกร. ในแบบที่ปรากฏเป็นข่าว เพราะท่าทีที่ข่มขู่ กกร. เป็นการสะท้อนว่า รัฐกำลังวางอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการลงทุนในประเทศ และการตัดสินใจลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ
.
แทนที่กรมควบคุมมลพิษ จะกลับไปพิจารณาว่า กระบวนการต่างๆ ภายในกรมของตนเอง นั้นมีกระบวนการไหนที่อาจะมีช่องว่างให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น อาทิเช่น
.
การปฏิบัติหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ มีกระบวนการใดที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจได้บ้าง
.
การสุ่มเก็บตัวอย่าง น้ำ อากาศ และของเสีย ต่างๆ นั้นมีความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์หรือไม่
.
การอนุมัติ และการรับรองเอกสารที่ออกโดยกรมควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเสนอความคิดเห็นในการดำเนินการ การประเมินความเสียหาย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และการดำเนินคดีในชั้นศาลระหว่างโรงงาน กับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ นั้นมีความโปร่งใสเพียงพอหรือไม่
.
การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานตนเอง ว่าราคาที่ชนะการประกวดราคา นั้นมีส่วนต่างจากราคากลาง อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่
.
กรมควบคุมมลพิษ กลับแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อ กกร. และที่น่าผิดหวังอย่างมาก ก็คือ การที่นาย #สุชาติ_ชมกลิ่น ในฐานะ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมายอมรับว่าตนเป็นคนสั่งการให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษออกมาตอบโต้ด้วยท่าทีเช่นนั้น พร้อมกับขู่สำทับอีกด้วยว่าจะฟ้องร้อง หรือใช้กระบวนการทางศาลต่อ กกร. ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคเอกชน ที่มีที่มาจากสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย
.
ที่น่าผิดหวังไปกว่านายสุชาติ ก็คือ นาย #อนุทิน_ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “หากกล้าบอกว่าใครทำผิด ก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นปรปักษ์ต่อการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมาก อารยประเทศต่างๆ เขามีแต่จะปกป้องผู้ที่ออกมาเปิดโปง หรือให้เบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือที่เรียกว่า Whistleblower Protection ซึ่งใน มาตรา 131-135 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ก็มีการระบุเอาไว้ แต่คนที่เป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรี กลับไม่ได้ตระหนักถึงแนวคิดสำคัญนี้เลย น่าผิดหวังจริงๆ
.
ผมต้องขออนุญาตแนะนำนายสุชาติ และนายอนุทินว่า ในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เขามีหลักการที่เรียกว่า Derbyshire Principle คือ หน่วยงานของรัฐจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าไม่ควรฟ้องร้องประชาชนในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นการปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจของรัฐ และถ้าประเทศไหนที่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐ ที่ใช้เงินภาษีของประชาชน ไปฟ้องร้องประชาชน หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ก็จะทำให้ประเทศตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว และเป็นอุปสรรคอย่างมากในการถ่วงดุล และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ และการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล
.
ศาลสูงของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีการวางหลักการสำคัญเอาไว้เช่นกันว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะชนะคดีหมิ่นประมาทที่ บุคคลใดพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ต่อเมื่อสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ผู้พูดรู้อยู่ก่อนแล้วว่าข้อมูลที่พูดนั้นเป็นเท็จ หรือเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการตรวจสอบเท่านั้น (Actual Malice)
.
ผมอยากจะแนะนำนายสุชาติว่า แนวคิดของนายสุชาติในฐานะที่เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นไปในทำนองว่าจะใช้กระบวนการทางศาลฟ้องร้องต่อ กกร. นั้นเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างร้ายแรง และขอให้นายสุชาติ ได้กลับไปทบทวน และพิจารณาตนเองเสียใหม่
.
และต้องฝากถึงนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วยว่า หากมีความจริงใจที่จะแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่นจริง ก็ควรเร่งตราพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 130 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินตามมาตรา 42 มาตรา 103 และมาตรา 158 แต่ด้วยการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของตน นั้นสุ่มเสี่ยงต่อกา่เรียกรับผลประโยชน์ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินต่อหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติงานอยู่
.
และขอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยยกร่างเอาไว้ ได้แก่ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม และ พ.ร.บ. การติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยทุจริต ซึ่งเรื่องนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ อดีตเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา รู้เป็นอย่างดี
สุดท้ายนี้ ผมขอให้กำลังใจ และพร้อมยืนเคียงข้างกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งหน่วยงานทุกหน่วยงานที่อุทิศตนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะเป็น แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนไทย หรือ CAC และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น หรือ ACT ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการทำงาน และช่วยงานทุกอย่างของพวกท่าน เพื่อกำจัดภัยคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยครับ
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid05NhYmP2SavbPmJiBHUEtXuG7qZMkTTLb4bKg4TCd6o77yfkt2GBvo8kEWrWwFm4pl
.
.
‘ปริญญา’บี้หยิบรัฐธรรมนูญ 40 ต้นร่าง แก้ไขรายมาตรา
https://www.dailynews.co.th/news/5867455/
.
'ปริญญา'บี้หยิบรัฐธรรมนูญ 40 ต้นร่าง แก้ไขรายมาตรา สานฝันวีรชนลงถนน เรียกร้องประชาธิปไตย
.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 พ.ค. ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ น.ส.
ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรัฐบาล เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาและพิธีสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม โดยมีนาย
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. นาย
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ผู้แทนพรรคการเมือง ประชาชน เข้าร่วมงาน
.
นาย
ปริญญา กล่าวว่า วันนี้ครบรอบ 34 ปีของเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามีผู้เสียชีวิตเท่าไหร่ แต่เฉพาะศพที่มีรายงานที่โรงพยาบาลคือ 44 ศพ และยังมีคนไม่ได้กลับบ้านกว่า 500 คน เป็นตัวเลขความสูญเสียมากที่สุด อาจจะมากกว่าเหตุการณ์ 14 ต.ค.แน่นอน เพราะตัวเลขอยู่ที่ 70 กว่าคน เหตุที่เรามาเจอกันทุกวันที่ 17 พ.ค.ไม่ใช่แค่การรำลึกถึงวีรชน แต่มาเพื่อเรียนรู้ว่าความเห็นต่างจะไม่นำไปสู่ความสูญเสีย ไม่นำไปสู่การปราบปรามของรัฐบาลต่อไป เราเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์นองเลือด การรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญจะไม่เกิดขึ้น เราต้องการเห็นรัฐบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ จนได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะแม้ฉบับนี้จะมีจุดบกพร่องประการใด แต่กลับไม่ได้ใช้วิธีการที่ถูกต้องในการแก้ไข เพราะมีการรัฐประหารล้มล้างการปกครอง ถึง 2 ครั้งในปี 2549 และ 2557 และไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ เท่ากับว่า 34 ปีที่ผ่านไปสูญเปล่า การสูญเสียชีวิตคนผ่านไปอย่างไม่มีความหมาย
.
นาย
ปริญญา กล่าวว่า เชื่อว่าคนยังถวิลหารัฐบาลที่ประชาชนมีส่วนร่วม ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งในการประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 กว่า 65% เห็นควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแทนฉบับปัจจุบัน ซึ่งมาจากการรัฐประหารในปี 2557 ตนอยากชวนทุกคนจินตนาการร่วมกันว่าหากไม่มีรัฐประหารในปี 2549 และปี 2557 ประเทศไทยก็จะยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ดังนั้นเมื่อจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 รายมาตราอยู่
JJNY : วิโรจน์อัด บ่อนทำลายนิติรัฐ│‘ปริญญา’บี้หยิบรธน. 40 ต้นร่าง│สคอ.ร้องยกระดับความปลอดภัย│ไต้หวันย้ำจุดยืน เป็นอิสระ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5721340
.
.
วิโรจน์ อัด บ่อนทำลายนิติรัฐ ภาครัฐขู่ฟ้อง กกร.แฉคอร์รัปชั่น จี้รบ.เร่งผลักดันกม. 2 ฉบับ
.
จากกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการปราบปรามคอรร์รัปชั่น หลัง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยผลสำรวจ หน่วยงานรัฐรับสินบนมากสุด 10 อันดับ และเรื่องส่อแววไม่จบเพราะหน่วยงานรัฐ ที่ถูกจัดอันดับเตรียมจะฟ้องกลับเอกชน นายอนุทินกล่าวว่า “อย่างที่บอก ที่มาของการสำรวจคืออะไร ถ้าสำรวจแล้วไม่ได้เป็นไปตามนั้น ก็มีสิทธิที่จะฟ้อง หากเรากล้าที่จะบอกว่าคุณทำผิด คุณโกง คุณทำไม่ดี เราต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับด้วย ถือว่าแฟร์ๆ” ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเกี๋ยวกับประเด็นดังกล่าว ระบุว่า
.
“ขู่ฟ้อง กกร. ปมเปิดผลสำรวจคอร์รัปชั่น เท่ากับ บ่อนทำลายนิติรัฐ
.
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เป็นความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
.
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือเป็นตัวแทนของภาคเอกชนไทย ในการสื่อสาร และให้ความเห็นแก่รัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ ในมิติต่างๆ อาทิเช่น เศรษฐกิจ การลงทุน การส่งออก พลังงาน ภาษี ค่าแรง โครงสร้างพื้นฐาน และสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปพิจารณาหามาตรการในการแก้ไข และปรับปรุง
.
จากผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 49 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประจำเดือนมีนาคม 2569 พบว่า ผู้ประกอบการจำนวนถึง 55.5% ระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น มีสัดส่วนสูงกว่า 20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด ขณะที่อีก 29.9% ระบุว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 11-20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมดเช่นกัน สถานการณ์ที่ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การล็อกสเปก การฮั้วประมูล การเรียกรับผลประโยชน์จากใบอนุญาต การใช้ช่องว่างทางกฎหมายมาข่มขู่ การขอเงินไปวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ฯลฯ นั้นเป็นภาระด้านต้นทุนที่สูงมากของผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทย เมื่อผู้ประกอบการไทย ต้องแบกค่าใช้จ่ายของขบวนการสามานย์เหล่านี้ไว้ในระดับที่สูง แล้วธุรกิจไทยจะไปมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่จะไปแข่งขันกับผู้ประกอบการจากประเทศอื่นได้อย่างไร
.
กกร. ซึ่งถือเป็น “กระบอกเสียงสำคัญ” ของภาคเอกชนไทย จึงได้สำรวจความคิดเห็นจากผู้บริหาร และตัวแทนภาคธุรกิจเพิ่มเติมในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 401 ราย ทั่วประเทศ โดยสำรวจระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2569 และได้มีการเปิดเผยผลการสำรวจ โดยระบุว่าภาคเอกชนต้องจ่ายเงินทอนสูงถึง 15% เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาจ้างจากหน่วยงานของรัฐ พร้อมกับเปิดเผยข้อมูล มูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้ง และจำนวนครั้งที่ภาคเอกชนต้องเสนอสิ่งตอบแทนต่อปี ของหน่วยงานราชการต่างๆ
.
ในกรณีที่หน่วยงานราชการที่ถูกกล่าวถึงในผลการสำรวจ มีข้อสงสัย และต้องการขอคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการสำรวจข้อมูล โดยไม่ละเมิดข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสำรวจ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไข ปรับปรุง และปิดช่องว่างในการทำทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ของหน่วยงานของตน ผมเชื่อว่า กกร. พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะข้อมูลที่เปิดเผยในครั้งนี้ กกร. ก็บอกชัดอยู่แล้วว่ามาจากการสำรวจจากภาคธุรกิจ ไม่ได้ทึกทักมั่วขึ้นมาเอง
.
แต่ต้องไม่ใช่ท่าทีที่วางอำนาจ และข่มขู่ กกร. ในแบบที่ปรากฏเป็นข่าว เพราะท่าทีที่ข่มขู่ กกร. เป็นการสะท้อนว่า รัฐกำลังวางอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการลงทุนในประเทศ และการตัดสินใจลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ
.
แทนที่กรมควบคุมมลพิษ จะกลับไปพิจารณาว่า กระบวนการต่างๆ ภายในกรมของตนเอง นั้นมีกระบวนการไหนที่อาจะมีช่องว่างให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น อาทิเช่น
.
การปฏิบัติหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ มีกระบวนการใดที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจได้บ้าง
.
การสุ่มเก็บตัวอย่าง น้ำ อากาศ และของเสีย ต่างๆ นั้นมีความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์หรือไม่
.
การอนุมัติ และการรับรองเอกสารที่ออกโดยกรมควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเสนอความคิดเห็นในการดำเนินการ การประเมินความเสียหาย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และการดำเนินคดีในชั้นศาลระหว่างโรงงาน กับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ นั้นมีความโปร่งใสเพียงพอหรือไม่
.
การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานตนเอง ว่าราคาที่ชนะการประกวดราคา นั้นมีส่วนต่างจากราคากลาง อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่
.
กรมควบคุมมลพิษ กลับแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อ กกร. และที่น่าผิดหวังอย่างมาก ก็คือ การที่นาย #สุชาติ_ชมกลิ่น ในฐานะ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมายอมรับว่าตนเป็นคนสั่งการให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษออกมาตอบโต้ด้วยท่าทีเช่นนั้น พร้อมกับขู่สำทับอีกด้วยว่าจะฟ้องร้อง หรือใช้กระบวนการทางศาลต่อ กกร. ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคเอกชน ที่มีที่มาจากสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย
.
ที่น่าผิดหวังไปกว่านายสุชาติ ก็คือ นาย #อนุทิน_ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “หากกล้าบอกว่าใครทำผิด ก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นปรปักษ์ต่อการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมาก อารยประเทศต่างๆ เขามีแต่จะปกป้องผู้ที่ออกมาเปิดโปง หรือให้เบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือที่เรียกว่า Whistleblower Protection ซึ่งใน มาตรา 131-135 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ก็มีการระบุเอาไว้ แต่คนที่เป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรี กลับไม่ได้ตระหนักถึงแนวคิดสำคัญนี้เลย น่าผิดหวังจริงๆ
.
ผมต้องขออนุญาตแนะนำนายสุชาติ และนายอนุทินว่า ในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เขามีหลักการที่เรียกว่า Derbyshire Principle คือ หน่วยงานของรัฐจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าไม่ควรฟ้องร้องประชาชนในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นการปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจของรัฐ และถ้าประเทศไหนที่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐ ที่ใช้เงินภาษีของประชาชน ไปฟ้องร้องประชาชน หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ก็จะทำให้ประเทศตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว และเป็นอุปสรรคอย่างมากในการถ่วงดุล และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ และการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล
.
ศาลสูงของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีการวางหลักการสำคัญเอาไว้เช่นกันว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะชนะคดีหมิ่นประมาทที่ บุคคลใดพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ต่อเมื่อสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ผู้พูดรู้อยู่ก่อนแล้วว่าข้อมูลที่พูดนั้นเป็นเท็จ หรือเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการตรวจสอบเท่านั้น (Actual Malice)
.
ผมอยากจะแนะนำนายสุชาติว่า แนวคิดของนายสุชาติในฐานะที่เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นไปในทำนองว่าจะใช้กระบวนการทางศาลฟ้องร้องต่อ กกร. นั้นเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างร้ายแรง และขอให้นายสุชาติ ได้กลับไปทบทวน และพิจารณาตนเองเสียใหม่
.
และต้องฝากถึงนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วยว่า หากมีความจริงใจที่จะแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่นจริง ก็ควรเร่งตราพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 130 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินตามมาตรา 42 มาตรา 103 และมาตรา 158 แต่ด้วยการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของตน นั้นสุ่มเสี่ยงต่อกา่เรียกรับผลประโยชน์ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินต่อหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติงานอยู่
.
และขอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยยกร่างเอาไว้ ได้แก่ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม และ พ.ร.บ. การติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยทุจริต ซึ่งเรื่องนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ อดีตเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา รู้เป็นอย่างดี
สุดท้ายนี้ ผมขอให้กำลังใจ และพร้อมยืนเคียงข้างกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งหน่วยงานทุกหน่วยงานที่อุทิศตนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะเป็น แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนไทย หรือ CAC และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น หรือ ACT ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการทำงาน และช่วยงานทุกอย่างของพวกท่าน เพื่อกำจัดภัยคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยครับ
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid05NhYmP2SavbPmJiBHUEtXuG7qZMkTTLb4bKg4TCd6o77yfkt2GBvo8kEWrWwFm4pl
.
.
‘ปริญญา’บี้หยิบรัฐธรรมนูญ 40 ต้นร่าง แก้ไขรายมาตรา
https://www.dailynews.co.th/news/5867455/
.
'ปริญญา'บี้หยิบรัฐธรรมนูญ 40 ต้นร่าง แก้ไขรายมาตรา สานฝันวีรชนลงถนน เรียกร้องประชาธิปไตย
.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 พ.ค. ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรัฐบาล เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาและพิธีสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ผู้แทนพรรคการเมือง ประชาชน เข้าร่วมงาน
.
นายปริญญา กล่าวว่า วันนี้ครบรอบ 34 ปีของเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามีผู้เสียชีวิตเท่าไหร่ แต่เฉพาะศพที่มีรายงานที่โรงพยาบาลคือ 44 ศพ และยังมีคนไม่ได้กลับบ้านกว่า 500 คน เป็นตัวเลขความสูญเสียมากที่สุด อาจจะมากกว่าเหตุการณ์ 14 ต.ค.แน่นอน เพราะตัวเลขอยู่ที่ 70 กว่าคน เหตุที่เรามาเจอกันทุกวันที่ 17 พ.ค.ไม่ใช่แค่การรำลึกถึงวีรชน แต่มาเพื่อเรียนรู้ว่าความเห็นต่างจะไม่นำไปสู่ความสูญเสีย ไม่นำไปสู่การปราบปรามของรัฐบาลต่อไป เราเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์นองเลือด การรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญจะไม่เกิดขึ้น เราต้องการเห็นรัฐบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ จนได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะแม้ฉบับนี้จะมีจุดบกพร่องประการใด แต่กลับไม่ได้ใช้วิธีการที่ถูกต้องในการแก้ไข เพราะมีการรัฐประหารล้มล้างการปกครอง ถึง 2 ครั้งในปี 2549 และ 2557 และไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ เท่ากับว่า 34 ปีที่ผ่านไปสูญเปล่า การสูญเสียชีวิตคนผ่านไปอย่างไม่มีความหมาย
.
นายปริญญา กล่าวว่า เชื่อว่าคนยังถวิลหารัฐบาลที่ประชาชนมีส่วนร่วม ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งในการประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 กว่า 65% เห็นควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแทนฉบับปัจจุบัน ซึ่งมาจากการรัฐประหารในปี 2557 ตนอยากชวนทุกคนจินตนาการร่วมกันว่าหากไม่มีรัฐประหารในปี 2549 และปี 2557 ประเทศไทยก็จะยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ดังนั้นเมื่อจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 รายมาตราอยู่