JJNY : 5in1 ศิริกัญญา หาเสียงพัทยา│เตือนพ.ร.ก.กู้เงิน│ทวีชี้เงื่อนไขซ่อนเร้น│จี้แก้ปัญหากุ้งตกต่ำ│เกาหลีใต้จี้ปฏิรูปกกต.

“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ย้ำต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นด้วย
.

.
“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก ย้ำมี สส. อย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นด้วย
.
วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาเมืองพัทยา เพื่อสนับสนุน “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน (เบอร์ 1) และผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) พรรคประชาชน ในแต่ละเขตพื้นที่
.
ในช่วงเช้า น.ส.ศิริกัญญาพร้อมด้วยอิทธิวัฒน์ ได้ร่วมเดินหาเสียงกับผู้สมัคร สม. เขต 3 พรรคประชาชน (เบอร์ 7-12) ที่บริเวณชายหาดพัทยา เพื่อพบปะผู้ประกอบการร่มเตียงและรับฟังปัญหาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยว ห้องน้ำสาธารณะ และปัญหาคนไร้บ้าน จากนั้นในช่วงบ่ายได้ลงพื้นที่คลองนกยาง ร่วมกับผู้สมัคร สม. เขต 1 พรรคประชาชน (เบอร์ 8-13) เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาจากชุมชนชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก
.
ต่อมาในช่วงเย็น น.ส.ศิริกัญญา พร้อมผู้สมัครนายกเมืองพัทยา และ สม. พรรคประชาชน ได้ร่วมเวทีปราศรัยย่อยบนรถกระจายเสียงบริเวณหน้าตลาดใหม่นาเกลือ ก่อนเคลื่อนขบวนรถแห่ไปตามถนนพัทยา-นาเกลือ ซึ่งตลอดการลงพื้นที่ในวันนี้ คณะหาเสียงของพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและผู้ประกอบการเมืองพัทยา ที่เข้ามาพูดคุย ขอถ่ายรูป และสะท้อนปัญหาเดือดร้อนที่ต้องการให้แก้ไขอย่างไม่ขาดสาย
.
ช่วงหนึ่งระหว่างการพบปะผู้ค้าร่มเตียง นายอิทธิวัฒน์ระบุว่า แนวนโยบายของทีมพัทยา พรรคประชาชน มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ เพื่อกระจายเม็ดเงินจากธุรกิจขนาดใหญ่ลงมาสู่ผู้ค้ารายเล็ก โดยเฉพาะผู้ค้าร่มเตียงซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ที่ผ่านมาพบปัญหาทุนต่างถิ่นรวมถึงชาวต่างชาติเข้ามาเช่าช่วงพื้นที่ประกอบการค้าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การจัดอีเวนต์หลังจากนี้จะต้องกระจายรายได้ให้ถึงมือคนพัทยาอย่างแท้จริง ซึ่งหากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจเข้าไปบริหาร จะส่งเสริมกิจกรรมลักษณะนี้เพื่อยกระดับรายได้ให้ผู้ค้าท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
....
นายอิทธิวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ตนและทีมผู้สมัคร สม. ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของชาวพัทยามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ขยะ การจราจรติดขัด และน้ำท่วมขัง วิสัยทัศน์ของพรรคประชาชนชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือประชาชนในชุมชน ทุกคนต้องได้รับโอกาสในการทำมาหากินและเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน
.
ด้านน.ส.ศิริกัญญาระบุว่า ปัญหาที่ชาวพัทยาสะท้อนให้ฟังตลอดทั้งวัน เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตประจำวันซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกเมืองพัทยาและสภาเมืองพัทยาโดยตรง ที่ผ่านมาแม้ผู้แทนจากพรรคประชาชนจะได้รับเลือกตั้งเป็น สส. เขตในพื้นที่นี้ แต่การมี สส. เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาโครงสร้างทั้งหมดได้ พรรคประชาชนจึงให้ความสำคัญกับการเมืองท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และเชื่อมั่นว่าการบริหารเมืองในรูปแบบของพรรคจะตอบโจทย์ประชาชน ทั้งการจัดระเบียบจราจร แก้ปัญหาน้ำท่วม ไปจนถึงการอำนวยความสะดวกในการค้าขายให้ง่ายขึ้น โดยปราศจากการเรียกรับส่วยหรือสินบน ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทำกินให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง
.

.
เตือนแผนปรับโครงสร้างพลังงานผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงทุจริต-ไม่มียุทธศาสตร์
https://prachatai.com/journal/2026/06/117647
.
รองประธาน กมธ.การเงินการคลัง สภาผู้แทนราษฎร เตือนการใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน คือ "กับดักเชิงโครงสร้าง" เพราะแผนงานยังขาดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน การเร่งใช้งบภายในปีครึ่งจะเปิดช่องทุจริตและได้โครงการที่ไม่คุ้มค่า โดยเสนอให้ปรับสัญญาสัมปทานพลังงานและดำเนินโครงการผ่านระบบงบประมาณปกติที่สภาตรวจสอบได้แทน
.
7 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าการใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทจาก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน มีความเสี่ยงสูงทั้งด้านความไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์พลังงานชาติ การทุจริตรั่วไหลจากการจัดซื้อจัดจ้างที่เร่งรีบ และประสิทธิภาพที่ต่ำ
.
ประเด็นสำคัญที่ รศ.ดร.อนุสรณ์ ชี้ให้เห็นคือการที่รัฐบาลอ้างความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อออก พรก. ทำให้ต้องใช้เงินกู้ทั้งหมดให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 แต่การปรับโครงสร้างพลังงานเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ต้องมียุทธศาสตร์ระยะยาว และต้องบูรณาการอย่างรอบคอบ ไม่สามารถทำให้เสร็จภายใน 1-2 ปี การเร่งรัดใช้เงินดังกล่าวจะทำให้ได้โครงการที่ไม่คุ้มค่าและเปิดช่องให้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
.
รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังอ้างถึงการรับฟังของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจที่เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ปรากฏว่าแผนงานปรับโครงสร้างพลังงานยังขาดความชัดเจนทั้งเป้าหมาย วิธีการ และตัวชี้วัด มีแต่แนวทางกว้างๆ โดยไม่มีมาตรการที่พุ่งเป้าเพียงพอ แม้แต่เกษตรกรที่รายได้ลดลงมา 4 ไตรมาสติดต่อกันก็ยังไม่มีงบช่วยเหลือโดยตรงจากเงินกู้ก้อนนี้
.
รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอทางออกที่ควรดำเนินการแทนการกู้เงินฉุกเฉิน ได้แก่ การปรับสัญญาสัมปทานพลังงานให้เป็นธรรมและปรับค่าการกลั่นน้ำมันที่จะช่วยลดภาระทางการคลังโดยตรง การดำเนินโครงการปรับโครงสร้างพลังงานผ่านระบบงบประมาณปกติที่มีการกลั่นกรองตรวจสอบผ่านสภาผู้แทนราษฎร และการกำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่าทุกโครงการต้องมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ มีการดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนมาร่วมด้วย
นอกจากนี้ยังเสนอให้สร้าง "ทักษะและการจ้างงานสีเขียว" ผ่านการฝึกอบรมช่างพลังงานสะอาดประจำตำบลทั่วประเทศ รวมถึงยกระดับบุคลากรด้านเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบจัดการพลังงาน และเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งล้วนควรดำเนินการผ่านงบประมาณปกติไม่ใช่ พรก.กู้เงินที่ขาดการตรวจสอบ
.
ในส่วนของระบบสวัสดิการ รศ.ดร.อนุสรณ์ ย้ำว่าไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากแนวคิดสังคมสงเคราะห์ที่มีปัญหาทั้งให้สวัสดิการแก่คนที่ไม่ควรได้ (Inclusion Error) และตกหล่นคนที่ควรได้อย่างแรงงานนอกระบบ (Exclusion Error) ไปสู่ระบบสวัสดิการบนฐานคิดเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้ สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ 14.7% จะต้องเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 30% ซึ่งต้องการการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ควบคู่กันไป
.

.
ทวี แนะรัฐอุดช่องโหว่ TH-AI Passport โครงการ 1.6 พันล้าน ชี้เงื่อนไขซ่อนเร้น ไม่บอกปริมาณ Token
https://www.matichon.co.th/politics/news_5751584
.
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และที่ปรึกษากรรมาธิการ และกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
.
โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,650 ล้านบาท “วิกฤตงบประมาณกองทุนหมุนเวียน”
.
โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) มูลค่าสูงถึง 1,650 ล้านบาท ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งดึงเม็ดเงินมาจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังถูกสังคม โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรหลายคณะตั้งคำถาม และตรวจสอบอย่างหนักถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าเงินแผ่นดิน
.
เมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเปรียบเทียบกับเอกสารรายงานผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนประจำปีบัญชี 2566 ของกรมบัญชีกลาง พบหลักฐานที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
.
ปัจจุบันประเทศไทยมีกองทุนหมุนเวียนที่ถูกประเมินผลจำนวน 113 กองทุน มีสินทรัพย์รวมกันสูงกว่า 5 ล้านล้านบาท โดยกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดเป็นทุนหมุนเวียนประเภทเพื่อการสนับสนุนส่งเสริม มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมด้านดิจิทัลและระบบนิเวศไอทีของชาติ เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ของภาครัฐและประชาชนส่วนรวมโดยไม่มุ่งหวังผลกำไร ในลักษณะการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า
.
ทว่า ผลการประเมินภาพรวมโดยกรมบัญชีกลางในส่วนรายงานผลการดำเนินงานที่สำคัญประจำปีบัญชี 2566 “ไม่สามารถบ่งบอกความสำเร็จของแต่ละแผนงาน/โครงการได้อย่างชัดเจนตามตัวชี้วัดที่กำหนดทั้งเชิงปริมาณ/เชิงคุณภาพและเป้าหมาย”โดยได้คะแนนผลการประเมินเฉลี่ยเพียง 3.5841 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมของทั้ง 113 กองทุนหมุนเวียนซึ่งอยู่ที่ 4.1733 คะแนนอย่างเห็นได้ชัด โดยมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการจากกรมบัญชีกลางว่า “ผลตอบแทนทางสังคมของโครงการที่กองทุนฯให้การสนับสนุนไม่สามารถนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพิจารณาได้”
.
แต่แทนที่หน่วยงานจะเร่งรัดปรับปรุงประสิทธิภาพตามคำเตือน ขอบเขตของงาน หรือ TOR โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,650 ล้านบาทที่ประกาศเชิญชวนผู้สนใจเข้าประมูลฉบับนี้ กลับยิ่งสะท้อนปัญหางบประมาณใน 4 ประเด็นหลัก คือ
.
ประเด็นแรก ในข้อ 1 และ ข้อ 2.1 ซึ่งเป็นเป้าหมายโครงการ ระบุเพียงว่าต้องการให้คนไทยจำนวนอย่างน้อย 5,000,000 คน สามารถเข้าถึงและใช้งาน Generative AI ได้ฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยระบุแค่จำนวนคนและกรอบเวลา
.
แต่กลับจงใจไม่ระบุปริมาณ Token ซึ่งคือชิ้นส่วนที่ AI ใช้อ่านและตอบข้อความ ในทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
.
การถามคำถาม 1 ครั้งต้องใช้ประมวลผลหลายร้อย Token และต้องส่งไปประมวลผลที่ Data Center ที่กินไฟฟ้ามหาศาล ปริมาณ Token จึงเท่ากับต้นทุนเนื้อเงินที่รัฐต้องจ่ายจริง การที่ไม่มีการระบุและควบคุมเพดาน Token รวมขั้นต่ำไว้ในข้อใดเลย ถือเป็นเจตนาเปิดช่องโหว่เชิงโครงสร้างทางกฎหมายให้เอกชนผู้ชนะประมูลสามารถกินกำไรส่วนต่างขนาดยักษ์เข้ากระเป๋าตัวเองได้อย่างง่ายดายจากเงินที่แบ่งจ่ายงวดงานละ 330 ล้านบาท กลายเป็นกรณีที่รัฐอาจต้องยอมรับการส่งมอบงานกระดาษครบถ้วนตามสัญญา แต่ประชาชนกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง
.
ประเด็นที่สอง การเกิดเงื่อนไขซ่อนเร้นที่ดัดแปลงนิยาม งบลงทุน ให้กลายเป็นงบสันทนาการส่วนตัว เอื้อประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่รัฐเดินทางไปดูงานสันทนาการหรูหราโดยที่สังคมไม่ได้ประโยชน์ใดๆ โดยปรากฏหลักฐานชัดเจนใน TOR ถึง 3 จุด คือ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่