.
‘ภาวุธ’ ฉะกลไกกรรมาธิการสภาไร้ประสิทธิภาพ-ไม่มีเป้าหมาย-เก้าอี้ประธานก็แบ่งตามโควตาพรรค-ไม่มีเจตจำนงแก้ปัญหาจริง ตั้งเรื่องประชุมซ้ำกับคณะอื่นอื้อ ทำ ‘ภคมน’ สอนมวย คนเชี่ยวชาญ โตมาจากสายงานเฉพาะทางใช่ว่าจะทำงานสภาโดดเด่น ชูแนวคิดเปิดกว้าง ส.ส. ชี้ คนพร้อมเรียนรู้ผลผลิตคุณภาพ
.
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นาย
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
ความไร้ประสิทธิภาพของกรรมาธิการในรัฐสภา ฝากถึงประธานสภา ตนเคยเป็นคนนอกที่ได้เข้าไปนั่งในห้องประชุมกรรมาธิการรัฐสภา แล้วสิ่งที่เห็นนั้นทำให้ตนอึ้งมาก ตนขออธิบายก่อนว่ากรรมาธิการคืออะไร ถ้ารัฐบาลคือฝ่ายบริหารประเทศ กรรมาธิการ ก็คือ กลุ่ม ส.ส. และผู้เชี่ยวชาญที่มีหน้าที่จับตาดูและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ใช้งบภาษีประชาชน และมีอำนาจเรียกข้าราชการทุกกระทรวงมาให้ข้อมูลได้
.
นาย
ภาวุธ ระบุต่อว่า ก่อนที่ตนจะมาเป็น ส.ส.ตนเคยเข้าไปร่วมงานกับหลายคณะกรรมาธิการในฐานะคนเอกชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ และนั่นคือครั้งแรกที่ตนได้เห็นว่าภาษีของเราถูกใช้อย่างไรในรัฐสภา ตนขอสะท้อนการทำงานของกรรมาธิการในฐานะคนเอกชน และวันนี้เป็น ส.ส. ที่ทำงานในกรรมาธิการมาตลอด 8 ปี ตั้งแต่อยู่ อนุ.กมธ. สว.ปี 2562 และอยากเห็นรัฐสภาของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อคุ้มกับเงินภาษีพวกเราที่รัฐสภาได้ปีหนึ่ง 8 พันล้านบาทต่อปี
.
นาย
ภาวุธ ระบุอีกว่า โดยเรามีคณะกรรมาธิการรวมทั้ง ส.ว. และ ส.ส. รวม 50 กว่าคณะ และมีอนุกรรมาธิการอีกร้อยกว่าคณะ ถ้ารวมทั้งหมด น่าจะเกือบ 200 คณะ โดยทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับคนหลายพันคน เยอะหรือไม่ ทั้งนี้ เรื่องแรก ปัญหาด้านตัวสมาชิกกรรมาธิการ ซึ่งสมาชิก กมธ. ถูกส่งมาแบบไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ มีประชุม ก็มาลงชื่อรับเบี้ยแล้วกลับ โดยไม่นั่งประชุมจริง ระบบปัจจุบันนับองค์ประชุมด้วยการเซ็นชื่อ ทำให้ ส.ส. เน้นวิ่งรอกไปเซ็นชื่อหลายห้องแทนที่จะนั่งพิจารณาเนื้อหาจริง มีการซื้อซื้อ-ขายตำแหน่ง เลขาหรือผู้ช่วยในกรรมาธิการ เพื่อให้คนนอกใช้โลโก้รัฐสภาและตำแหน่งหากิน วิ่งเต้น หรือข่มขู่หน่วยงานต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งมาประชุมแต่ไม่มีส่วนร่วม เพราะถูกพรรคส่งมาตามโควตาโดยไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น นั่งแช่แป้งไปอย่างนั้น
.
นาย
ภาวุธ ระบุอีกว่า เรื่องที่สองคือ ปัญหาการบริหารกรรมาธิการ พบว่าไร้เป้าหมาย ประธาน กรรมาธิการ ที่ได้ตำแหน่งมาตามโควตาการเมือง ไม่มีเจตจำนงแก้ปัญหา ตั้งวาระแบบใครมีอะไรเสนอมาไปเป็นครั้ง ๆ ทำให้ทำงานไร้ทิศทาง กมธ. ไม่มีประสิทธิภาพเอาซะเลย มีการเชิญหน่วยงานโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียเวลาครึ่งวันโดยไม่เกิดผล และบางเรื่องถูกเชิญซ้ำจากหลายกรรมาธิการ ขอให้ลองนึกภาพดูนะว่า ข้าราชการระดับอธิบดี ต้องทิ้งงานมาตั้งแต่เช้า นั่งรอจนเกือบเที่ยง เพื่อตอบคำถามเดิมซ้ำ ๆ ให้กับคนที่ไม่ยอมนั่งฟัง อีกทั้งยังมีเรื่องของงบดูงานต่างประเทศ ถูกใช้ไปกับการท่องเที่ยวมากกว่าการศึกษาดูงานจริง
.
นาย
ภาวุธ ระบุด้วยว่า ขณะที่เรื่องที่สามคือ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องใหญ่มากที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง บางคณะกรรมาธิการถูกใช้เป็นเครื่องมือหาข้อมูลเชิงลึก เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้องข้าราชการถูกกดดันให้เปิดข้อมูลที่ไม่ควรเปิด บางครั้งเป็นข้อมูลที่กำลังอยู่ในกระบวนการคดีความด้วยซ้ำ แบบนี้มันคือการใช้อำนาจรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประชาชน ส่วนเรื่องที่สี่คือ ถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลย กรรมาธิการแต่ละคณะมีขอบเขตหน้าที่ชัดเจน แต่บางครั้ง เรื่องที่ถูกเรียกข้าราชการมาชี้แจง ไม่เกี่ยวกับคณะนั้นแม้แต่น้อย ที่แย่กว่านั้น ข้าราชการหน่วยงานเดียวอาจถูก 3-4 กรรมาธิการเรียกไปชี้แจงเรื่องเดียวกัน เพราะแต่ละคณะไม่ได้คุยกัน ไม่มีระบบตรวจสอบว่าใครทำเรื่องอะไรอยู่แล้ว ซึ่งอันนี้เห็นบ่อย นอกจากนี้ ราชการแทบอัมพาต เพราะต้องวิ่งรอกไปชี้แจงในสภาตลอด
.
นาย
ภาวุธ ระบุอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องทำซ้ำอีก เพราะกรรมาธิการหลายคณะตั้งเรื่องศึกษาซ้ำกับเรื่องที่คนอื่นทำไปแล้ว กับกรรมาธิการชุดก่อน ๆ หรือจากวุฒิสภา เพราะไม่มีใครไปเช็คว่ามีรายงานเก่าอยู่แล้วหรือไม่ ผลคือเรียกข้าราชการมาพูดเรื่องเดิม ตอบคำถามเดิม ในห้องใหม่กับคนใหม่ที่ไม่เคยอ่านรายงานเก่าเลย เรื่องนี้ตนว่าถือเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ เพราะมันทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพและเสียเวลา ค่าใช้จ่ายของประเทศมหาศาล ซึ่งอันนี้ต้องปรับด่วน ๆ
.
“
ผมไม่ได้บอกว่าทุกคณะเป็นแบบนี้ เพราะมีกรรมาธิการหลายคณะที่ทำงานหนักมาก ประธานมีความรู้ มีเป้าหมายชัด และขับเคลื่อนเรื่องสำคัญได้จริง แต่ระบบที่ดีไม่ควรฝากความหวังไว้กับคนดี เพียงอย่างเดียว ต้องมีระบบ และกลไกที่บังคับให้ทุกคนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ทำไมเราถึงมีกรรมาธิการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะ ส.ส. บางส่วน (ใหญ่) มาจาการซื้อเสียง ไม่ได้มีความรู้ความสามารถจริง ๆ ไม่มีเจตจำนงทางการเมือง ในการแก้ปัญหาให้กับประเทศนี้จริง หวังเข้ามาเพราะอำนาจการคอร์รัปชั่นเงินภาษีพี่น้องประชาชน พอคนเหล่านี้เข้ามา ก็มาเป็นแบบที่ผมสรุปมาข้างบน เข้ามาก็ไม่ได้อยากมาทำงาน มาอยู่สภาไปวัน ๆ เซ็นชื่อ ได้เงินเบี้ยประชุมแล้วก็หนีกลับ เศร้าเนอะ” นายภาวุธ ระบุ
.
นาย
ภาวุธ ระบุด้วยว่า สิ่งที่ควรเปลี่ยนแบบตรง ๆ เลย ต้องฝากประธานรัฐสภาด้วย คัดเลือกประธานกรรมาธิการจาก Expertise ไม่ใช่โควตา ตั้ง KPI และ Milestone ของแต่ละคณะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นสมัย ส่วนนี้ต้องฝากแต่ละวิปไปคัดเลือกคนที่จะมาเป็นประธานให้ดี ไม่ใช่เลือกมาเพราะโควตา หรือเป็นการตอบแทน ระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกห้องประชุม สแกนใบหน้าหรือทาบบัตร หากอยู่ไม่ถึง 70% ของเวลาประชุม ให้ตัดเบี้ยประชุมและห้ามลงมติในครั้งนั้น Data Analytics & Research ของรัฐสภา ทีมเลขาธิการต้องสืบค้นฐานข้อมูลก่อนเสมอว่าเรื่องที่จะศึกษา เคยมีใครทำไว้แล้วหรือไม่ เพื่อต่อยอดไม่ใช่ทำซ้ำ
นาย
ภาวุธ ระบุอีกว่า ควรมีประชุมร่วมระหว่างประธานกรรมาธิการทั้ง 50 กว่าคณะ หรือแบ่งกลุ่ม cluster กมธ. เพื่อสรุปให้ทุกกรรมาธิการรู้ว่า แต่ละคณะ รวมอนุกมธ. กำลังทำอะไรกันอยู่ เป้าหมายคืออะไร มีอะไรทำด้วยกันได้มั้ยระหว่าง กมธ. ลดความซ้ำซ้อนในการทำงานระหว่างกัน ตรงนี้ทีมเลขาสภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ควรทำคู่ขนานไปด้วย หากเจออะไรซ้ำซ้อน ควรแจ้งประธาน กรรมาธิการทันที ก่อนเชิญหน่วยงานรัฐ ต้องส่งคำถามล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าตอบครบแล้ว บางครั้งอาจจะไม่จำเป็นต้องเรียกตัวมานั่งในสภา กรรมาธิการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเรื่องที่พิจารณา ต้องถอนตัวออกจากห้องทันที การคัดเลือกสมาชิกกรรมาธิการ และอนุกมธ. รวมไปถึงเลขา และที่ปรึกษา ต้องเข้มข้น ตรวจสอบประวัติจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่ ไม่ตรง ก็ห้ามเข้ามา ไม่ใช่ใครเสนออะไรมาก็รับมั่วซั่ว ปรับงบดูงาน หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควรนำงบไปจ้างนักวิจัยเพื่อทำรายงานนโยบายที่มีคุณภาพแทน
.
“
เพราะกรรมาธิการคือ หน่วยงานที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ เราก็จะทำให้การทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเทศเราก็ดีมากขึ้น ระบบกรรมาธิการมีประโยชน์มาก หากใช้ให้ถูกทาง แต่วันนี้ มันไร้ประสิทธิภาพ สร้างภาระให้ระบบราชการ สร้างช่องทางให้คนหาผลประโยชน์ และสูญเสียงบประชาชนโดยเปล่าประโยชน์ เห็นแล้วประหลาดใจ เพราะปัญหาพวกนี้ มีมานานกาเลแล้ว แต่ทำไมไม่มีใครพูดหรือคิดที่จะแก้ปัญหานี้เลย เหมือนกับมีช้างตัวใหญ่นั่งอยู่ในห้องแต่ไม่มีคนมองเห็นมันเลย เอาล่ะ ถึงเวลาที่ต้องพูดตรง ๆ เพื่อทำให้ระบบรัฐสภาไทยเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว เสียดายภาษีประชาชน ฉะนั้น จึงต้องฝากทางประธานสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ถ้ามีโอกาส อยากใช้ช่วงกระทู้ถามสด ในรัฐสภาในวันพฤหัส ถามท่านประธานสภาจริง ๆ” นาย
ภาวุธ ระบุ
.
ด้าน น.ส.
ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า
ไม่ทั้งหมด พื้นที่กรรมาธิการเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ หลายครั้งหลายประเด็นเราไม่เคยรู้มาก่อนแต่ได้เรียนรู้ในกรรมาธิการ และเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ทำให้เราได้สั่งสมประสบการณ์ คนเราไม่ได้จำเป็น ทำในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญอยู่แล้ว คนที่เชี่ยวชาญเก่งในสายนั้นอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นตัววัดผลของประสิทธิภาพในการทำงานส.ส. มีตัวอย่างให้เห็นหลายครั้งกับคนที่เชี่ยวชาญในสายงานนั้นนั้นถึงเวลามาเป็นส.ส.และทำงานในสภาไม่ได้โดดเด่นเหมือนสายงานที่ตัวเองเติบโตมา แต่คนที่พร้อมจะเรียนรู้ต่างหากคือผลผลิตที่มีคุณภาพของกรรมมาธิการ และพื้นที่กรรมาธิการคือพื้นที่แผนการเรียนรู้และฝึกวิทยายุทธ์
.
https://www.facebook.com/PawootPom/posts/pfbid02YeBknh7NwNwX3cHCKKczc6A6bQE98y5EeoxY1qsAB3k43oCf8MMR3yB5nsqwy9s6l
.
https://www.facebook.com/lisapukkamon/posts/pfbid029kQief3TpTf8Et75GGUS6zcvXMX8op1CsADi6GES4ZuFyEXdCXSRt6hCAadH2oe1l
.
.
นรเศรษฐ์ เผย ปชป.ลงชื่อหนุนร่างแก้รธน.แล้ว จ่อคุยพรรคอื่น แย้มโมเดลยึดประชาชน.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10283308
.
นรเศรษฐ์ เผย ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อหนุนร่างแก้รธน.แล้ว จ่อเดินสายคุยพรรคอื่น หวังได้ชื่อครบ 140 คน ก่อนเสนอรัฐสภา สิ้นเดือนมิ.ย. แย้มโมเดลให้มีสภาการมีส่วนร่วม 200 คน มาจากประชาชนเลือก 100%
.
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นาย
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. กล่าวถึงความคืบหน้าต่อการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ว่า ในส่วนของเนื้อหาขณะนี้ได้ยกร่างเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างเดินสายนำเสนอให้พรรคการเมืองพิจารณา เพื่อขอรายชื่อสนับสนุนให้ครบ 140 เสียง เพราะการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมจากฝั่งสว. ต้องใช้เสียงจากสองสภา จำนวน 1 ใน 5 หรือ 140 เสียง
ทั้งนี้ มีพรรคที่ได้พูดคุยและลงชื่อสนับสนุนแล้วคือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่สส.ร่วมลงนามให้เกือบทั้งพรรค และในสัปดาห์หน้าจะนัดคุยกับพรรคประชาชน หลังจากมีข้อสงสัยในบางประเด็นของเนื้อหาตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เสนอให้ที่มาของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาจากการเลือกของรัฐสภา 100% ว่ามีความยึดโยงของประชาชนอย่างไร และมีปัญหาความชอบธรรมหรือขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่
.
นาย
นรเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังได้นัดหมายพรรคเพื่อไทย และติดต่อพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากอยากพูดคุยเพื่อสนับสนุนตัวร่าง ทั้งนี้ คาดว่าจะชัดเจนว่าจะได้รายชื่อครบหรือไม่ภายในสัปดาห์หน้าเพื่อให้ทันยื่นต่อรัฐสภาในปลายเดือนมิ.ย.นี้ แต่หากสุดท้ายรวบรวมรายชื่อได้ไม่ครบ อาจหาช่องทางอื่นเพื่อนำเสนอแนวความคิดและเนื้อหาต่อสาธารณะต่อไป
.
นาย
นรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า เนื้อหาของร่างแก้ไขที่ตนและคณะเสนอนั้น กำหนดให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชนจำนวน 200 คนมาจากประชาชนเลือกทั้งหมด และมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเป็นผู้เลือก
.
ในส่วนของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ มีข้อถกเถียงว่า หากไม่ได้มาจากประชาชน ถือว่าขาดความชอบธรรม หรือขาดการมีส่วนร่วมหรือไม่ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นความเห็นแถมที่ว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรงอาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้า หรือผู้ยกร่างที่ประชาชนไม่ได้เลือกอาจไม่ได้รับความชอบธรรม
JJNY : ภาวุธฉะกมธ. ‘ภคมน’ตอบ│นรเศรษฐ์จ่อคุยพรรคอื่น แย้มโมเดลยึดปชช.│สหรัฐ-อิหร่านบรรลุกรอบ น้ำมันร่วง│รัสเซียถล่มเดือด
https://www.matichon.co.th/politics/news_5761689
.
‘ภาวุธ’ ฉะกลไกกรรมาธิการสภาไร้ประสิทธิภาพ-ไม่มีเป้าหมาย-เก้าอี้ประธานก็แบ่งตามโควตาพรรค-ไม่มีเจตจำนงแก้ปัญหาจริง ตั้งเรื่องประชุมซ้ำกับคณะอื่นอื้อ ทำ ‘ภคมน’ สอนมวย คนเชี่ยวชาญ โตมาจากสายงานเฉพาะทางใช่ว่าจะทำงานสภาโดดเด่น ชูแนวคิดเปิดกว้าง ส.ส. ชี้ คนพร้อมเรียนรู้ผลผลิตคุณภาพ
.
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
ความไร้ประสิทธิภาพของกรรมาธิการในรัฐสภา ฝากถึงประธานสภา ตนเคยเป็นคนนอกที่ได้เข้าไปนั่งในห้องประชุมกรรมาธิการรัฐสภา แล้วสิ่งที่เห็นนั้นทำให้ตนอึ้งมาก ตนขออธิบายก่อนว่ากรรมาธิการคืออะไร ถ้ารัฐบาลคือฝ่ายบริหารประเทศ กรรมาธิการ ก็คือ กลุ่ม ส.ส. และผู้เชี่ยวชาญที่มีหน้าที่จับตาดูและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ใช้งบภาษีประชาชน และมีอำนาจเรียกข้าราชการทุกกระทรวงมาให้ข้อมูลได้
.
นายภาวุธ ระบุต่อว่า ก่อนที่ตนจะมาเป็น ส.ส.ตนเคยเข้าไปร่วมงานกับหลายคณะกรรมาธิการในฐานะคนเอกชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ และนั่นคือครั้งแรกที่ตนได้เห็นว่าภาษีของเราถูกใช้อย่างไรในรัฐสภา ตนขอสะท้อนการทำงานของกรรมาธิการในฐานะคนเอกชน และวันนี้เป็น ส.ส. ที่ทำงานในกรรมาธิการมาตลอด 8 ปี ตั้งแต่อยู่ อนุ.กมธ. สว.ปี 2562 และอยากเห็นรัฐสภาของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อคุ้มกับเงินภาษีพวกเราที่รัฐสภาได้ปีหนึ่ง 8 พันล้านบาทต่อปี
.
นายภาวุธ ระบุอีกว่า โดยเรามีคณะกรรมาธิการรวมทั้ง ส.ว. และ ส.ส. รวม 50 กว่าคณะ และมีอนุกรรมาธิการอีกร้อยกว่าคณะ ถ้ารวมทั้งหมด น่าจะเกือบ 200 คณะ โดยทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับคนหลายพันคน เยอะหรือไม่ ทั้งนี้ เรื่องแรก ปัญหาด้านตัวสมาชิกกรรมาธิการ ซึ่งสมาชิก กมธ. ถูกส่งมาแบบไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ มีประชุม ก็มาลงชื่อรับเบี้ยแล้วกลับ โดยไม่นั่งประชุมจริง ระบบปัจจุบันนับองค์ประชุมด้วยการเซ็นชื่อ ทำให้ ส.ส. เน้นวิ่งรอกไปเซ็นชื่อหลายห้องแทนที่จะนั่งพิจารณาเนื้อหาจริง มีการซื้อซื้อ-ขายตำแหน่ง เลขาหรือผู้ช่วยในกรรมาธิการ เพื่อให้คนนอกใช้โลโก้รัฐสภาและตำแหน่งหากิน วิ่งเต้น หรือข่มขู่หน่วยงานต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งมาประชุมแต่ไม่มีส่วนร่วม เพราะถูกพรรคส่งมาตามโควตาโดยไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น นั่งแช่แป้งไปอย่างนั้น
.
นายภาวุธ ระบุอีกว่า เรื่องที่สองคือ ปัญหาการบริหารกรรมาธิการ พบว่าไร้เป้าหมาย ประธาน กรรมาธิการ ที่ได้ตำแหน่งมาตามโควตาการเมือง ไม่มีเจตจำนงแก้ปัญหา ตั้งวาระแบบใครมีอะไรเสนอมาไปเป็นครั้ง ๆ ทำให้ทำงานไร้ทิศทาง กมธ. ไม่มีประสิทธิภาพเอาซะเลย มีการเชิญหน่วยงานโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียเวลาครึ่งวันโดยไม่เกิดผล และบางเรื่องถูกเชิญซ้ำจากหลายกรรมาธิการ ขอให้ลองนึกภาพดูนะว่า ข้าราชการระดับอธิบดี ต้องทิ้งงานมาตั้งแต่เช้า นั่งรอจนเกือบเที่ยง เพื่อตอบคำถามเดิมซ้ำ ๆ ให้กับคนที่ไม่ยอมนั่งฟัง อีกทั้งยังมีเรื่องของงบดูงานต่างประเทศ ถูกใช้ไปกับการท่องเที่ยวมากกว่าการศึกษาดูงานจริง
.
นายภาวุธ ระบุด้วยว่า ขณะที่เรื่องที่สามคือ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องใหญ่มากที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง บางคณะกรรมาธิการถูกใช้เป็นเครื่องมือหาข้อมูลเชิงลึก เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้องข้าราชการถูกกดดันให้เปิดข้อมูลที่ไม่ควรเปิด บางครั้งเป็นข้อมูลที่กำลังอยู่ในกระบวนการคดีความด้วยซ้ำ แบบนี้มันคือการใช้อำนาจรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประชาชน ส่วนเรื่องที่สี่คือ ถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลย กรรมาธิการแต่ละคณะมีขอบเขตหน้าที่ชัดเจน แต่บางครั้ง เรื่องที่ถูกเรียกข้าราชการมาชี้แจง ไม่เกี่ยวกับคณะนั้นแม้แต่น้อย ที่แย่กว่านั้น ข้าราชการหน่วยงานเดียวอาจถูก 3-4 กรรมาธิการเรียกไปชี้แจงเรื่องเดียวกัน เพราะแต่ละคณะไม่ได้คุยกัน ไม่มีระบบตรวจสอบว่าใครทำเรื่องอะไรอยู่แล้ว ซึ่งอันนี้เห็นบ่อย นอกจากนี้ ราชการแทบอัมพาต เพราะต้องวิ่งรอกไปชี้แจงในสภาตลอด
.
นายภาวุธ ระบุอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องทำซ้ำอีก เพราะกรรมาธิการหลายคณะตั้งเรื่องศึกษาซ้ำกับเรื่องที่คนอื่นทำไปแล้ว กับกรรมาธิการชุดก่อน ๆ หรือจากวุฒิสภา เพราะไม่มีใครไปเช็คว่ามีรายงานเก่าอยู่แล้วหรือไม่ ผลคือเรียกข้าราชการมาพูดเรื่องเดิม ตอบคำถามเดิม ในห้องใหม่กับคนใหม่ที่ไม่เคยอ่านรายงานเก่าเลย เรื่องนี้ตนว่าถือเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ เพราะมันทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพและเสียเวลา ค่าใช้จ่ายของประเทศมหาศาล ซึ่งอันนี้ต้องปรับด่วน ๆ
.
“ผมไม่ได้บอกว่าทุกคณะเป็นแบบนี้ เพราะมีกรรมาธิการหลายคณะที่ทำงานหนักมาก ประธานมีความรู้ มีเป้าหมายชัด และขับเคลื่อนเรื่องสำคัญได้จริง แต่ระบบที่ดีไม่ควรฝากความหวังไว้กับคนดี เพียงอย่างเดียว ต้องมีระบบ และกลไกที่บังคับให้ทุกคนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ทำไมเราถึงมีกรรมาธิการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะ ส.ส. บางส่วน (ใหญ่) มาจาการซื้อเสียง ไม่ได้มีความรู้ความสามารถจริง ๆ ไม่มีเจตจำนงทางการเมือง ในการแก้ปัญหาให้กับประเทศนี้จริง หวังเข้ามาเพราะอำนาจการคอร์รัปชั่นเงินภาษีพี่น้องประชาชน พอคนเหล่านี้เข้ามา ก็มาเป็นแบบที่ผมสรุปมาข้างบน เข้ามาก็ไม่ได้อยากมาทำงาน มาอยู่สภาไปวัน ๆ เซ็นชื่อ ได้เงินเบี้ยประชุมแล้วก็หนีกลับ เศร้าเนอะ” นายภาวุธ ระบุ
.
นายภาวุธ ระบุด้วยว่า สิ่งที่ควรเปลี่ยนแบบตรง ๆ เลย ต้องฝากประธานรัฐสภาด้วย คัดเลือกประธานกรรมาธิการจาก Expertise ไม่ใช่โควตา ตั้ง KPI และ Milestone ของแต่ละคณะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นสมัย ส่วนนี้ต้องฝากแต่ละวิปไปคัดเลือกคนที่จะมาเป็นประธานให้ดี ไม่ใช่เลือกมาเพราะโควตา หรือเป็นการตอบแทน ระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกห้องประชุม สแกนใบหน้าหรือทาบบัตร หากอยู่ไม่ถึง 70% ของเวลาประชุม ให้ตัดเบี้ยประชุมและห้ามลงมติในครั้งนั้น Data Analytics & Research ของรัฐสภา ทีมเลขาธิการต้องสืบค้นฐานข้อมูลก่อนเสมอว่าเรื่องที่จะศึกษา เคยมีใครทำไว้แล้วหรือไม่ เพื่อต่อยอดไม่ใช่ทำซ้ำ
นายภาวุธ ระบุอีกว่า ควรมีประชุมร่วมระหว่างประธานกรรมาธิการทั้ง 50 กว่าคณะ หรือแบ่งกลุ่ม cluster กมธ. เพื่อสรุปให้ทุกกรรมาธิการรู้ว่า แต่ละคณะ รวมอนุกมธ. กำลังทำอะไรกันอยู่ เป้าหมายคืออะไร มีอะไรทำด้วยกันได้มั้ยระหว่าง กมธ. ลดความซ้ำซ้อนในการทำงานระหว่างกัน ตรงนี้ทีมเลขาสภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ควรทำคู่ขนานไปด้วย หากเจออะไรซ้ำซ้อน ควรแจ้งประธาน กรรมาธิการทันที ก่อนเชิญหน่วยงานรัฐ ต้องส่งคำถามล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าตอบครบแล้ว บางครั้งอาจจะไม่จำเป็นต้องเรียกตัวมานั่งในสภา กรรมาธิการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเรื่องที่พิจารณา ต้องถอนตัวออกจากห้องทันที การคัดเลือกสมาชิกกรรมาธิการ และอนุกมธ. รวมไปถึงเลขา และที่ปรึกษา ต้องเข้มข้น ตรวจสอบประวัติจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่ ไม่ตรง ก็ห้ามเข้ามา ไม่ใช่ใครเสนออะไรมาก็รับมั่วซั่ว ปรับงบดูงาน หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควรนำงบไปจ้างนักวิจัยเพื่อทำรายงานนโยบายที่มีคุณภาพแทน
.
“เพราะกรรมาธิการคือ หน่วยงานที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ เราก็จะทำให้การทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเทศเราก็ดีมากขึ้น ระบบกรรมาธิการมีประโยชน์มาก หากใช้ให้ถูกทาง แต่วันนี้ มันไร้ประสิทธิภาพ สร้างภาระให้ระบบราชการ สร้างช่องทางให้คนหาผลประโยชน์ และสูญเสียงบประชาชนโดยเปล่าประโยชน์ เห็นแล้วประหลาดใจ เพราะปัญหาพวกนี้ มีมานานกาเลแล้ว แต่ทำไมไม่มีใครพูดหรือคิดที่จะแก้ปัญหานี้เลย เหมือนกับมีช้างตัวใหญ่นั่งอยู่ในห้องแต่ไม่มีคนมองเห็นมันเลย เอาล่ะ ถึงเวลาที่ต้องพูดตรง ๆ เพื่อทำให้ระบบรัฐสภาไทยเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว เสียดายภาษีประชาชน ฉะนั้น จึงต้องฝากทางประธานสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ถ้ามีโอกาส อยากใช้ช่วงกระทู้ถามสด ในรัฐสภาในวันพฤหัส ถามท่านประธานสภาจริง ๆ” นายภาวุธ ระบุ
.
ด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า ไม่ทั้งหมด พื้นที่กรรมาธิการเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ หลายครั้งหลายประเด็นเราไม่เคยรู้มาก่อนแต่ได้เรียนรู้ในกรรมาธิการ และเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ทำให้เราได้สั่งสมประสบการณ์ คนเราไม่ได้จำเป็น ทำในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญอยู่แล้ว คนที่เชี่ยวชาญเก่งในสายนั้นอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นตัววัดผลของประสิทธิภาพในการทำงานส.ส. มีตัวอย่างให้เห็นหลายครั้งกับคนที่เชี่ยวชาญในสายงานนั้นนั้นถึงเวลามาเป็นส.ส.และทำงานในสภาไม่ได้โดดเด่นเหมือนสายงานที่ตัวเองเติบโตมา แต่คนที่พร้อมจะเรียนรู้ต่างหากคือผลผลิตที่มีคุณภาพของกรรมมาธิการ และพื้นที่กรรมาธิการคือพื้นที่แผนการเรียนรู้และฝึกวิทยายุทธ์
.
https://www.facebook.com/PawootPom/posts/pfbid02YeBknh7NwNwX3cHCKKczc6A6bQE98y5EeoxY1qsAB3k43oCf8MMR3yB5nsqwy9s6l
.
https://www.facebook.com/lisapukkamon/posts/pfbid029kQief3TpTf8Et75GGUS6zcvXMX8op1CsADi6GES4ZuFyEXdCXSRt6hCAadH2oe1l
.
.
นรเศรษฐ์ เผย ปชป.ลงชื่อหนุนร่างแก้รธน.แล้ว จ่อคุยพรรคอื่น แย้มโมเดลยึดประชาชน.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10283308
.
นรเศรษฐ์ เผย ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อหนุนร่างแก้รธน.แล้ว จ่อเดินสายคุยพรรคอื่น หวังได้ชื่อครบ 140 คน ก่อนเสนอรัฐสภา สิ้นเดือนมิ.ย. แย้มโมเดลให้มีสภาการมีส่วนร่วม 200 คน มาจากประชาชนเลือก 100%
.
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. กล่าวถึงความคืบหน้าต่อการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ว่า ในส่วนของเนื้อหาขณะนี้ได้ยกร่างเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างเดินสายนำเสนอให้พรรคการเมืองพิจารณา เพื่อขอรายชื่อสนับสนุนให้ครบ 140 เสียง เพราะการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมจากฝั่งสว. ต้องใช้เสียงจากสองสภา จำนวน 1 ใน 5 หรือ 140 เสียง
ทั้งนี้ มีพรรคที่ได้พูดคุยและลงชื่อสนับสนุนแล้วคือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่สส.ร่วมลงนามให้เกือบทั้งพรรค และในสัปดาห์หน้าจะนัดคุยกับพรรคประชาชน หลังจากมีข้อสงสัยในบางประเด็นของเนื้อหาตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เสนอให้ที่มาของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาจากการเลือกของรัฐสภา 100% ว่ามีความยึดโยงของประชาชนอย่างไร และมีปัญหาความชอบธรรมหรือขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่
.
นายนรเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังได้นัดหมายพรรคเพื่อไทย และติดต่อพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากอยากพูดคุยเพื่อสนับสนุนตัวร่าง ทั้งนี้ คาดว่าจะชัดเจนว่าจะได้รายชื่อครบหรือไม่ภายในสัปดาห์หน้าเพื่อให้ทันยื่นต่อรัฐสภาในปลายเดือนมิ.ย.นี้ แต่หากสุดท้ายรวบรวมรายชื่อได้ไม่ครบ อาจหาช่องทางอื่นเพื่อนำเสนอแนวความคิดและเนื้อหาต่อสาธารณะต่อไป
.
นายนรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า เนื้อหาของร่างแก้ไขที่ตนและคณะเสนอนั้น กำหนดให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชนจำนวน 200 คนมาจากประชาชนเลือกทั้งหมด และมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเป็นผู้เลือก
.
ในส่วนของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ มีข้อถกเถียงว่า หากไม่ได้มาจากประชาชน ถือว่าขาดความชอบธรรม หรือขาดการมีส่วนร่วมหรือไม่ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นความเห็นแถมที่ว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรงอาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้า หรือผู้ยกร่างที่ประชาชนไม่ได้เลือกอาจไม่ได้รับความชอบธรรม