อดีตผู้ตรวจการฯยื่นประธานวิปฝ่ายค้าน เอาผิดกกต.แฉ แสวง เมินโพย ฮั้วส.ว. พริษฐ์ ลั่นพร้อมใช้ทุกกลไกตรวจสอบ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5753675
.

.
อดีตผู้ตรวจการฯ ยื่น ประธานวิปฝ่ายค้าน เอาผิด กกต. แฉ แสวง เมินโพยฮั้ว ส.ว. ถามช่วยปกปิดหรือไม่ หลังเจอ ฐิติเชษฐ์ เดินเก็บโพย ด้าน พริษฐ์ พร้อมใช้ทุกกลไกตรวจสอบ ขณะที่ ‘อัครวัฒน์’ อัด ถ้าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตก็ไปทำอาชีพอื่น
.
เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 9 มิถุนายน ที่รัฐสภา นาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับหนังสือจากกลุ่มผู้สมัคร ส.ว. และพ.ต.อ.
มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือก สว.ในปี 2567 เพื่อร้องเรียนถึงข้อพิรุธการเลือก ส.ว. ครั้งที่ผ่านมาและข้อพิรุธการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการเรื่องส.ว. ครั้งที่ผ่านมา
.
โดยพ.ต.อ.
มนัส กล่าวว่า ในวันเลือกตั้งตนเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไปพบกับผู้สมัครรับเลือก ส.ว. หญิงจากสมุทรปราการ ซึ่งหญิงรายดังกล่าวบอกกับตนว่าอยากให้นำข้อมูลไปบอกกับ กกต. ว่าผู้สมัครที่เข้ามามีการจับกลุ่มทำโพยฮั้ว พร้อมโชว์หลักฐานเป็นโพยที่ชี้ช่องการฮั้ว เมื่อได้รับข้อมูลแล้วก็เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้การเลือกตั้งมีการทุจริตและไม่เป็นธรรม ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 เมื่อเวลา 08.29 น. ตนก็ได้นำเรื่องนี้ไปบอกกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ซึ่งเป็นผอ.การเลือกตั้งขณะนั้น ว่าได้รับข้อมูลจากผู้สมัครว่ามีการจัดทำโพย
.
“
แต่คุณแสวงบอกว่าปล่อยเขาไปเถอะ เขาวางแผนกันมาดีแล้ว ซึ่งข้อมูลนี้ถือเป็นประตูสําคัญ ทำให้การโกงเรื่องส.ว.ครั้งนี้สำเร็จ เพราะคุณแสวงคนเดียวที่ปกปิดข้อมูลนี้ ไม่นำไปบอก กกต.” พ.ต.อ.
มนัส กล่าว
.
พ.ต.อ.
มนัส กล่าวต่อว่า จนกระทั่งเวลา 09.00 น. ที่มีกระบวนการเริ่มเลือก ส.ว. และผ่านรอบแรกจนถึงขั้นตอนแบ่งสาย ก็เป็นไปตามสูตรตามโพยที่จัดเตรียมมา แต่นายแสวงไม่ดำเนินการใดๆ ซึ่งเรามีหลักฐาน โดยเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด ก็จะเห็นนายฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง ไปเก็บโพยผู้สมัคร ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้เป็นคลิปจากภาพวงจรปิด ซึ่งจะส่งมอบให้วิปฝ่ายค้านด้วย ตนอยากตั้งคำถามว่าเรื่อง เรื่องที่เกิดขึ้นได้แจ้งนายแสวงไปก่อนที่กระบวนการเลือก สว. จะเกิดขึ้น เพื่อให้นายแสวงแจ้งเรื่องต่อ กกต. แต่กลับไม่ดำเนินการ เรื่องนี้ต้องการช่วยกันปกปิดเพื่อช่วยเหลือการใช่หรือไม่ และจากคำพูดที่บอกว่าปล่อยเขาไปเถอะ แสดงว่ารู้เรื่องนี้อยู่แล้วใช่หรือไม่
.
พ.ต.อ.
มนัส กล่าวด้วยว่า หลังจากนั้นมานายแสวงก็ไม่เคยโต้ตอบอะไร จากนั้นวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 กกต. มีการออกข่าวประชาสัมพันธ์ยืนยันว่า สิ่งที่ตนพูดไม่เป็นความจริง ไม่มีเหตุการณ์ที่นายฐิติเชษฐ์เก็บโพยเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ตนมีคือคลิปวีดีโอที่ถือเป็นหลักฐานชัดเจน วันนี้ตนจึงจะถลกหนังหัว กกต. ว่าใครโกหกกันแน่ และเมื่อเป็นคดีความสรุปสำนวนว่ามีกระบวนการโกงเลือกส.ว. มากกว่า 229 คน ซึ่งมีทั้ง ส.ว. ที่อยู่ในสภา 136 คน และคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ก็ลงความเห็นว่าเรื่องนี้มีมูล แต่กกต.ก็ตั้งพรรคพวกตัวเองขึ้นมาสอบสวนเพิ่มมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีมูลโดยยกคำร้องทั้งหมด ซึ่งถือว่าขัดและแย้งกับข้อมูลที่ตนมี
.
พ.ต.อ.
มนัส กล่าวต่อว่า แสดงว่า กกต.ไม่ใช่หน่วยงานจัดการเลือกตั้งแต่เป็นการจัดโกงเลือกตั้ง ซึ่งข้อมูลที่ตนมีทั้งหมดแสดงให้เห็นชัดเจนว่า กกต. กำลังจัดโกงเลือกส.ว.ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มิหนำซ้ำเมื่อมีคดีเกิดขึ้นยังช่วยเหลือกันอีก โดยจะมีการพิจารณา กกต. ซึ่ง กกต.อาจจะใช้มติ 5 ต่อ 2 อีกในการพิจารณาคดีฮั้วส.ว. และที่ร้ายกว่านั้นคือให้นาย
ฐิติเชฏฐ์ หนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาด้วย ตนอยากให้ประชาชนคนไทยหูตาสว่างตนทำงานให้ กกต. อย่างตรงไปตรงมา แต่เหตุใด กกต.กลับไม่ดำเนินการตามมอตโตของ กกต. คือ สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย
.
ด้านนาย
อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ส.ว.สำรอง กล่าวว่า การจะไปมีส่วนร่วมในการวินิจฉัยของนาย
ฐิติเชษฐ์บอกได้เลยว่าประชาชนไม่ยอมรับ เพราะเขาเห็นพฤติกรรมหมดแล้วว่านาย
ฐิติเชษฐ์เอื้อประโยชน์อย่างไร แม้กระทั่งเรื่องความซื้อสัตย์สุจริตก็ไม่มี และขอให้ติดตามว่าคดีอาจจะหมดอายุไม่เกิน 1 วันสุดท้ายคดีก็ขาดอายุความไปเป็นเช่นนี้จนประชาชนเอือมระอากับกระบวนการเหล่านี้ไปแล้ว
.
นาย
อัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า แม้ตนจะมีส่วนได้เสียกับกระบวนการเหล่านี้ แต่ที่ตนออกมาต่อสู้เพื่อทวงคืนความสุจริตเที่ยงธรรมตรงนี้ ไม่ใช่เพราะตนอยากเป็น ส.ว. แต่ตนทนเห็นว่ากระบวนการโกง การทุจริตคอร์รัปชั่น ซื้อขายตำแหน่งในประเทศนี้ไม่ได้ เราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่กลับกำลังจะถูกยึดด้วยระบบสีน้ำเงิน ด้วยสแกมเมอร์ พนันออนไลน์ต่างๆ ซึ่งเรายอมไม่ได้ ฉะนั้น จึงอยากสื่อสารไปยัง กกต.ทั้ง 7 คนว่าคนที่ทำหน้าที่ประวิงเวลาตัวฉกาจที่สุดคือนายแสวง
.
“
กกต.ที่มาใหม่มาจากมือ ส.ว.ที่ยกให้ผ่าน ท่านต้องพิจารณาตัวเองแล้วว่าท่านจะอยู่กับประชาชนข้างนอกหรือท่านจะเข้าไปอยู่ด้านใน ในพื้นที่ที่จัดให้อย่างดีจะอยู่คลองเปรม คลองไผ่ที่ผมเคยพูด ท่านเลือกเลย คดีมี 8 หมื่นหน้าแต่กลับจะบอกว่ายก 5 ต่อ 2 ท่านอย่าไปเกรงกลัวผู้มีอำนาจที่ไม่ชอบใส่กางเกงขายาว ท่านกำลังทำอะไรอยู่ ท่านเป็นลูกน้องประชาชนหรือเป็นลูกน้องนักการเมืองคนนี้ หรือคนที่อยู่เบื้องหลังทางการเมืองกระบวนการนี้ เรื่องส.ว.ต้องจบด้วยมีคนผิดไปดำเนินคดี เพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างการทุจริตในการเลือกเข้ามาสู่อำนาจการปกครอง ที่หากทำได้เงินก็สามารถซื้อและจัดการได้ทุกอย่าง แล้วแสวง บุญมี กรรมการการเลือกตั้งท่านเขียนพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ภาษาบ้าเราเรียกกันว่าถ่มน้ำลายรดฟ้า เขียนอย่างแต่มาปฏิบัติอีกอย่าง สุดท้ายต้องบอกไปถึงกกต.ว่าบุคคลที่คอยถ่วงความเจริญบ้านเมือง ทำให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการเลือกตั้งไม่ว่าส.ส.หรือ ส.ว. มีอยู่ 2 ท่านนี้ที่เป็นที่ประจักษ์ และยังผู้สนับสนุนจากคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ทั้งหมดซึ่งมาจากกระบวนการเดียวกันที่แต่งตั้งมาเพื่อเป่าคดีฮั้ว ส.ว.” นาย
อัครวัฒน์ กล่าว
.
ขณะที่นาย
พริษฐ์ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้าน ต้องขอบคุณทั้งสองคนที่มายื่นข้อมูลหลักฐานให้เพิ่มเติม ซึ่งตนมองว่าเป็นข้อมูลที่มีความหนักแน่นมาก มาจากการทำหน้าที่ของผู้ตรวจการการเลือกตั้งของ กกต. เองด้วย ตนอยากให้คำมั่นสัญญาว่า พรรคฝ่ายค้านจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้นต่อไปแน่นอน
.
นาย
พริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ตนคิดว่าเวลานี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ของคดีฮั้วส.ว. หาก กกต. มีมติเป่าคดีเรื่องการโกง ส.ว.นั้น ก็จะมี 4 ข้อคำถาม หรือ 4 ข้อพิรุธที่เราสามารถตั้งคำถามไปยัง กกต. ได้คือ 1.หากกกต. มีการเป่าคดีจริง กกต. ได้ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่สำหรับแต่ละคดี เพราะก่อนหน้านี้เคยเห็นว่ากกต.มีมติส่งบางเรื่องไปที่ศาลแล้ว และศาลก็เคยพิพากษาว่ามีความผิด หากสมมติว่า กกต. มีมติไม่ส่งเรื่องนี้ไปที่ศาล ทั้ง ๆ ที่หลักฐานที่อยู่ในสำนวนดีเอสไอ หรืออยู่ในมือของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ก็ดี มีความหนักแน่นไม่น้อยไปกว่าหลักฐานในคดีก่อนๆ กกต. ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันในแต่ละคดีใช่หรือไม่
.
นาย
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.หากกกต. มีการเป่าคดีเรื่องนี้จริง กกต. ได้ตั้งคณะอนุวินิจฉัยที่ 36 ขึ้นมา เพื่อฟอกขาว 220 กว่าคนนี้หรือไม่ 3.หากกกต. มีการเป่าคดีเรื่องนี้จริง ต้องถามว่ามติดังกล่าวเป็นการต่างตอบแทนกันกับสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่ ในเมื่อ 4 จาก 7 กรรมการการเลือกตั้ง เข้าสู่ตำแหน่งได้โดยการรับรองของสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในสำนวนด้วย ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และ 4. มติดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบคดีนี้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่
.
นาย
พริษฐ์ กล่าวด้วยว่า พรรคฝ่ายค้านพยายามใช้กลไกสภาในการตรวจสอบเรื่องนี้ ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ที่สุด ได้มีการเชิญกกต. มาชี้แจง ซึ่งเชิญล่วงหน้าสองสัปดาห์ ปรากฏว่าเลื่อนและกกต. ไม่มา จึงขยับมาเป็นวันพฤหัสนี้ แต่ได้รับแจ้งเมื่อเช้าว่าเลื่อนอีกแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการพยายาม ในการหลีกหนีตรวจสอบโดยสภาหรือไม่ ตนมองว่าถ้ากกต. อยากจะหลุดพ้นข้อครหา กกต. ก็ควรจะมีมติอย่างตรงไปตรงมา เห็นชอบตามคณะไต่สวนชุดที่ 16 และให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะพิจารณาและตัดสินว่า 220 กว่าคนดังกล่าวนั้น มีการกระทำความผิดหรือไม่
.
นาย
พริษฐ์ กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการศาลฯ วันพฤหัสนี้คงจะมีการหารือว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ต่ออย่างไร เพราะครั้งแรกเราได้ออกหนังสือเชิญกกต. ล่วงหน้าถึงสองสัปดาห์ ก็ไม่มา ต่อมาจึงได้มีมติให้ใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก เพื่อที่จะเรียกกกต. มาชี้แจงในวันพฤหัสนี้ ก็เหมือนกับว่ายังไม่มาอยู่ดี แต่เราคงจะไม่รอช่องทางนั้นช่องทางเดียวในฐานะที่เป็นส.ส.พรรคฝ่ายค้านก็จะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งในคณะกรรมการฝ่ายค้านก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบรับผิดชอบ เรื่องนี้โดยเฉพาะเช่นกัน
.
.
วิโรจน์ บอก ดีแล้ว รัฐบาล ทบทวนเกณฑ์ลดหย่อนภาษี บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้มองแค่คิดตัวเลขไม่ได้ https://www.matichon.co.th/politics/news_5753393
.
‘วิโรจน์’ บอก ดีแล้วหลัง ’รัฐบาล‘ ทบทวนเกณฑ์ลดหย่อนภาษีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มอง รัฐแค่คิดตัวเลขไม่ได้ สวนทางค่านิยมครอบครัว เสี่ยงกลายเป็นบัตรสวัสดิการเนรคุณ
.
เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 9 มิถุนายน ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวกรณีที่นาย
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่านายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทบทวนการยกเลิกเกณฑ์การลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบิดามารดา ในการรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า เห็นนายกรัฐมนตรีสั่งให้ทบทวนแล้ว เพราะเป็นคนละประเด็นกัน แต่หากพูดตามความจริงสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี หากนำมาคำนวณเป็นมูลค่าก็ไม่ได้มากอะไรเลย
.
อีกทั้งการเอาค่าเลี้ยงดูหรือการดูแลบิดามารดา มาใช้เป็นสิทธิ์ในการลดหย่อน ซึ่งมีวัตถุประสงค์คือ การพยายามจะสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง สร้างให้ลูกดูแลบุพการี โดยที่รัฐให้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจ แต่ปรากฏว่าคนที่กตัญญูกับบิดามารดากลับถูกลงโทษ หลายคนถึงขั้นแซวว่าบัตรสวัสดิการเนรคุณ
.
นาย
วิโรจน์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเข้าใจกระทรวงการคลัง แต่บางเรื่องจะคิดแต่เรื่องตัวเลขคงไม่ได้ ท่านอาจจะคิดว่าคนเหล่านี้ดูแลบิดามารดา ดังนั้น รัฐไม่ต้องดูแลแล้ว ซึ่งท่านอาจจะคิดแต่เรื่องตัวเลข แต่หากท่านคำนึงถึงเรื่องวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของนโยบายนี้หรือหลักเกณฑ์ในการลดหย่อนภาษีท่านจะเข้าใจ รวมถึงหากคำนวณคณิตศาสตร์เพิ่มเติมอีก ก็คงไม่ได้มากมายอะไร ซึ่งมีการประเมินด้วยซ้ำไปว่า เงินเดือนที่ได้ประโยชน์และได้ลดหย่อนภาษี ต้องเกิน 4 แสนกว่าบาท โดยคนมากมายไม่ได้มีรายได้มากมายขนาดนั้น
.
”
ดีแล้วที่ทบทวน ไม่เช่นนั้น จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอาจจะกลายเป็นบัตรสวัสดิการเนรคุณไปแล้ว“ นาย
วิโรจน์ กล่าว
JJNY : อดีตผู้ตรวจการฯยื่นเอาผิดกกต.│วิโรจน์ชี้มองแค่คิดตัวเลขไม่ได้│ยื่นแก้รธน.ให้มีส.ส.ร.เลือกตั้ง│จำคุก CEO บ.เบอร์รี
https://www.matichon.co.th/politics/news_5753675
.
.
อดีตผู้ตรวจการฯ ยื่น ประธานวิปฝ่ายค้าน เอาผิด กกต. แฉ แสวง เมินโพยฮั้ว ส.ว. ถามช่วยปกปิดหรือไม่ หลังเจอ ฐิติเชษฐ์ เดินเก็บโพย ด้าน พริษฐ์ พร้อมใช้ทุกกลไกตรวจสอบ ขณะที่ ‘อัครวัฒน์’ อัด ถ้าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตก็ไปทำอาชีพอื่น
.
เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 9 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับหนังสือจากกลุ่มผู้สมัคร ส.ว. และพ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือก สว.ในปี 2567 เพื่อร้องเรียนถึงข้อพิรุธการเลือก ส.ว. ครั้งที่ผ่านมาและข้อพิรุธการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการเรื่องส.ว. ครั้งที่ผ่านมา
.
โดยพ.ต.อ.มนัส กล่าวว่า ในวันเลือกตั้งตนเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไปพบกับผู้สมัครรับเลือก ส.ว. หญิงจากสมุทรปราการ ซึ่งหญิงรายดังกล่าวบอกกับตนว่าอยากให้นำข้อมูลไปบอกกับ กกต. ว่าผู้สมัครที่เข้ามามีการจับกลุ่มทำโพยฮั้ว พร้อมโชว์หลักฐานเป็นโพยที่ชี้ช่องการฮั้ว เมื่อได้รับข้อมูลแล้วก็เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้การเลือกตั้งมีการทุจริตและไม่เป็นธรรม ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 เมื่อเวลา 08.29 น. ตนก็ได้นำเรื่องนี้ไปบอกกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ซึ่งเป็นผอ.การเลือกตั้งขณะนั้น ว่าได้รับข้อมูลจากผู้สมัครว่ามีการจัดทำโพย
.
“แต่คุณแสวงบอกว่าปล่อยเขาไปเถอะ เขาวางแผนกันมาดีแล้ว ซึ่งข้อมูลนี้ถือเป็นประตูสําคัญ ทำให้การโกงเรื่องส.ว.ครั้งนี้สำเร็จ เพราะคุณแสวงคนเดียวที่ปกปิดข้อมูลนี้ ไม่นำไปบอก กกต.” พ.ต.อ.มนัส กล่าว
.
พ.ต.อ.มนัส กล่าวต่อว่า จนกระทั่งเวลา 09.00 น. ที่มีกระบวนการเริ่มเลือก ส.ว. และผ่านรอบแรกจนถึงขั้นตอนแบ่งสาย ก็เป็นไปตามสูตรตามโพยที่จัดเตรียมมา แต่นายแสวงไม่ดำเนินการใดๆ ซึ่งเรามีหลักฐาน โดยเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด ก็จะเห็นนายฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง ไปเก็บโพยผู้สมัคร ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้เป็นคลิปจากภาพวงจรปิด ซึ่งจะส่งมอบให้วิปฝ่ายค้านด้วย ตนอยากตั้งคำถามว่าเรื่อง เรื่องที่เกิดขึ้นได้แจ้งนายแสวงไปก่อนที่กระบวนการเลือก สว. จะเกิดขึ้น เพื่อให้นายแสวงแจ้งเรื่องต่อ กกต. แต่กลับไม่ดำเนินการ เรื่องนี้ต้องการช่วยกันปกปิดเพื่อช่วยเหลือการใช่หรือไม่ และจากคำพูดที่บอกว่าปล่อยเขาไปเถอะ แสดงว่ารู้เรื่องนี้อยู่แล้วใช่หรือไม่
.
พ.ต.อ.มนัส กล่าวด้วยว่า หลังจากนั้นมานายแสวงก็ไม่เคยโต้ตอบอะไร จากนั้นวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 กกต. มีการออกข่าวประชาสัมพันธ์ยืนยันว่า สิ่งที่ตนพูดไม่เป็นความจริง ไม่มีเหตุการณ์ที่นายฐิติเชษฐ์เก็บโพยเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ตนมีคือคลิปวีดีโอที่ถือเป็นหลักฐานชัดเจน วันนี้ตนจึงจะถลกหนังหัว กกต. ว่าใครโกหกกันแน่ และเมื่อเป็นคดีความสรุปสำนวนว่ามีกระบวนการโกงเลือกส.ว. มากกว่า 229 คน ซึ่งมีทั้ง ส.ว. ที่อยู่ในสภา 136 คน และคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ก็ลงความเห็นว่าเรื่องนี้มีมูล แต่กกต.ก็ตั้งพรรคพวกตัวเองขึ้นมาสอบสวนเพิ่มมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีมูลโดยยกคำร้องทั้งหมด ซึ่งถือว่าขัดและแย้งกับข้อมูลที่ตนมี
.
พ.ต.อ.มนัส กล่าวต่อว่า แสดงว่า กกต.ไม่ใช่หน่วยงานจัดการเลือกตั้งแต่เป็นการจัดโกงเลือกตั้ง ซึ่งข้อมูลที่ตนมีทั้งหมดแสดงให้เห็นชัดเจนว่า กกต. กำลังจัดโกงเลือกส.ว.ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มิหนำซ้ำเมื่อมีคดีเกิดขึ้นยังช่วยเหลือกันอีก โดยจะมีการพิจารณา กกต. ซึ่ง กกต.อาจจะใช้มติ 5 ต่อ 2 อีกในการพิจารณาคดีฮั้วส.ว. และที่ร้ายกว่านั้นคือให้นายฐิติเชฏฐ์ หนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาด้วย ตนอยากให้ประชาชนคนไทยหูตาสว่างตนทำงานให้ กกต. อย่างตรงไปตรงมา แต่เหตุใด กกต.กลับไม่ดำเนินการตามมอตโตของ กกต. คือ สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย
.
ด้านนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ส.ว.สำรอง กล่าวว่า การจะไปมีส่วนร่วมในการวินิจฉัยของนายฐิติเชษฐ์บอกได้เลยว่าประชาชนไม่ยอมรับ เพราะเขาเห็นพฤติกรรมหมดแล้วว่านายฐิติเชษฐ์เอื้อประโยชน์อย่างไร แม้กระทั่งเรื่องความซื้อสัตย์สุจริตก็ไม่มี และขอให้ติดตามว่าคดีอาจจะหมดอายุไม่เกิน 1 วันสุดท้ายคดีก็ขาดอายุความไปเป็นเช่นนี้จนประชาชนเอือมระอากับกระบวนการเหล่านี้ไปแล้ว
.
นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า แม้ตนจะมีส่วนได้เสียกับกระบวนการเหล่านี้ แต่ที่ตนออกมาต่อสู้เพื่อทวงคืนความสุจริตเที่ยงธรรมตรงนี้ ไม่ใช่เพราะตนอยากเป็น ส.ว. แต่ตนทนเห็นว่ากระบวนการโกง การทุจริตคอร์รัปชั่น ซื้อขายตำแหน่งในประเทศนี้ไม่ได้ เราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่กลับกำลังจะถูกยึดด้วยระบบสีน้ำเงิน ด้วยสแกมเมอร์ พนันออนไลน์ต่างๆ ซึ่งเรายอมไม่ได้ ฉะนั้น จึงอยากสื่อสารไปยัง กกต.ทั้ง 7 คนว่าคนที่ทำหน้าที่ประวิงเวลาตัวฉกาจที่สุดคือนายแสวง
.
“กกต.ที่มาใหม่มาจากมือ ส.ว.ที่ยกให้ผ่าน ท่านต้องพิจารณาตัวเองแล้วว่าท่านจะอยู่กับประชาชนข้างนอกหรือท่านจะเข้าไปอยู่ด้านใน ในพื้นที่ที่จัดให้อย่างดีจะอยู่คลองเปรม คลองไผ่ที่ผมเคยพูด ท่านเลือกเลย คดีมี 8 หมื่นหน้าแต่กลับจะบอกว่ายก 5 ต่อ 2 ท่านอย่าไปเกรงกลัวผู้มีอำนาจที่ไม่ชอบใส่กางเกงขายาว ท่านกำลังทำอะไรอยู่ ท่านเป็นลูกน้องประชาชนหรือเป็นลูกน้องนักการเมืองคนนี้ หรือคนที่อยู่เบื้องหลังทางการเมืองกระบวนการนี้ เรื่องส.ว.ต้องจบด้วยมีคนผิดไปดำเนินคดี เพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างการทุจริตในการเลือกเข้ามาสู่อำนาจการปกครอง ที่หากทำได้เงินก็สามารถซื้อและจัดการได้ทุกอย่าง แล้วแสวง บุญมี กรรมการการเลือกตั้งท่านเขียนพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ภาษาบ้าเราเรียกกันว่าถ่มน้ำลายรดฟ้า เขียนอย่างแต่มาปฏิบัติอีกอย่าง สุดท้ายต้องบอกไปถึงกกต.ว่าบุคคลที่คอยถ่วงความเจริญบ้านเมือง ทำให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการเลือกตั้งไม่ว่าส.ส.หรือ ส.ว. มีอยู่ 2 ท่านนี้ที่เป็นที่ประจักษ์ และยังผู้สนับสนุนจากคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ทั้งหมดซึ่งมาจากกระบวนการเดียวกันที่แต่งตั้งมาเพื่อเป่าคดีฮั้ว ส.ว.” นายอัครวัฒน์ กล่าว
.
ขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้าน ต้องขอบคุณทั้งสองคนที่มายื่นข้อมูลหลักฐานให้เพิ่มเติม ซึ่งตนมองว่าเป็นข้อมูลที่มีความหนักแน่นมาก มาจากการทำหน้าที่ของผู้ตรวจการการเลือกตั้งของ กกต. เองด้วย ตนอยากให้คำมั่นสัญญาว่า พรรคฝ่ายค้านจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้นต่อไปแน่นอน
.
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ตนคิดว่าเวลานี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ของคดีฮั้วส.ว. หาก กกต. มีมติเป่าคดีเรื่องการโกง ส.ว.นั้น ก็จะมี 4 ข้อคำถาม หรือ 4 ข้อพิรุธที่เราสามารถตั้งคำถามไปยัง กกต. ได้คือ 1.หากกกต. มีการเป่าคดีจริง กกต. ได้ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่สำหรับแต่ละคดี เพราะก่อนหน้านี้เคยเห็นว่ากกต.มีมติส่งบางเรื่องไปที่ศาลแล้ว และศาลก็เคยพิพากษาว่ามีความผิด หากสมมติว่า กกต. มีมติไม่ส่งเรื่องนี้ไปที่ศาล ทั้ง ๆ ที่หลักฐานที่อยู่ในสำนวนดีเอสไอ หรืออยู่ในมือของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ก็ดี มีความหนักแน่นไม่น้อยไปกว่าหลักฐานในคดีก่อนๆ กกต. ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันในแต่ละคดีใช่หรือไม่
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.หากกกต. มีการเป่าคดีเรื่องนี้จริง กกต. ได้ตั้งคณะอนุวินิจฉัยที่ 36 ขึ้นมา เพื่อฟอกขาว 220 กว่าคนนี้หรือไม่ 3.หากกกต. มีการเป่าคดีเรื่องนี้จริง ต้องถามว่ามติดังกล่าวเป็นการต่างตอบแทนกันกับสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่ ในเมื่อ 4 จาก 7 กรรมการการเลือกตั้ง เข้าสู่ตำแหน่งได้โดยการรับรองของสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในสำนวนด้วย ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และ 4. มติดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบคดีนี้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่
.
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า พรรคฝ่ายค้านพยายามใช้กลไกสภาในการตรวจสอบเรื่องนี้ ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ที่สุด ได้มีการเชิญกกต. มาชี้แจง ซึ่งเชิญล่วงหน้าสองสัปดาห์ ปรากฏว่าเลื่อนและกกต. ไม่มา จึงขยับมาเป็นวันพฤหัสนี้ แต่ได้รับแจ้งเมื่อเช้าว่าเลื่อนอีกแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการพยายาม ในการหลีกหนีตรวจสอบโดยสภาหรือไม่ ตนมองว่าถ้ากกต. อยากจะหลุดพ้นข้อครหา กกต. ก็ควรจะมีมติอย่างตรงไปตรงมา เห็นชอบตามคณะไต่สวนชุดที่ 16 และให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะพิจารณาและตัดสินว่า 220 กว่าคนดังกล่าวนั้น มีการกระทำความผิดหรือไม่
.
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการศาลฯ วันพฤหัสนี้คงจะมีการหารือว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ต่ออย่างไร เพราะครั้งแรกเราได้ออกหนังสือเชิญกกต. ล่วงหน้าถึงสองสัปดาห์ ก็ไม่มา ต่อมาจึงได้มีมติให้ใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก เพื่อที่จะเรียกกกต. มาชี้แจงในวันพฤหัสนี้ ก็เหมือนกับว่ายังไม่มาอยู่ดี แต่เราคงจะไม่รอช่องทางนั้นช่องทางเดียวในฐานะที่เป็นส.ส.พรรคฝ่ายค้านก็จะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งในคณะกรรมการฝ่ายค้านก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบรับผิดชอบ เรื่องนี้โดยเฉพาะเช่นกัน
.
.
วิโรจน์ บอก ดีแล้ว รัฐบาล ทบทวนเกณฑ์ลดหย่อนภาษี บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้มองแค่คิดตัวเลขไม่ได้ https://www.matichon.co.th/politics/news_5753393
.
‘วิโรจน์’ บอก ดีแล้วหลัง ’รัฐบาล‘ ทบทวนเกณฑ์ลดหย่อนภาษีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มอง รัฐแค่คิดตัวเลขไม่ได้ สวนทางค่านิยมครอบครัว เสี่ยงกลายเป็นบัตรสวัสดิการเนรคุณ
.
เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 9 มิถุนายน ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวกรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่านายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทบทวนการยกเลิกเกณฑ์การลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบิดามารดา ในการรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า เห็นนายกรัฐมนตรีสั่งให้ทบทวนแล้ว เพราะเป็นคนละประเด็นกัน แต่หากพูดตามความจริงสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี หากนำมาคำนวณเป็นมูลค่าก็ไม่ได้มากอะไรเลย
.
อีกทั้งการเอาค่าเลี้ยงดูหรือการดูแลบิดามารดา มาใช้เป็นสิทธิ์ในการลดหย่อน ซึ่งมีวัตถุประสงค์คือ การพยายามจะสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง สร้างให้ลูกดูแลบุพการี โดยที่รัฐให้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจ แต่ปรากฏว่าคนที่กตัญญูกับบิดามารดากลับถูกลงโทษ หลายคนถึงขั้นแซวว่าบัตรสวัสดิการเนรคุณ
.
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเข้าใจกระทรวงการคลัง แต่บางเรื่องจะคิดแต่เรื่องตัวเลขคงไม่ได้ ท่านอาจจะคิดว่าคนเหล่านี้ดูแลบิดามารดา ดังนั้น รัฐไม่ต้องดูแลแล้ว ซึ่งท่านอาจจะคิดแต่เรื่องตัวเลข แต่หากท่านคำนึงถึงเรื่องวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของนโยบายนี้หรือหลักเกณฑ์ในการลดหย่อนภาษีท่านจะเข้าใจ รวมถึงหากคำนวณคณิตศาสตร์เพิ่มเติมอีก ก็คงไม่ได้มากมายอะไร ซึ่งมีการประเมินด้วยซ้ำไปว่า เงินเดือนที่ได้ประโยชน์และได้ลดหย่อนภาษี ต้องเกิน 4 แสนกว่าบาท โดยคนมากมายไม่ได้มีรายได้มากมายขนาดนั้น
.
”ดีแล้วที่ทบทวน ไม่เช่นนั้น จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอาจจะกลายเป็นบัตรสวัสดิการเนรคุณไปแล้ว“ นายวิโรจน์ กล่าว