หลายคนอาจคิดว่า “ความดันสูงนิดหน่อย เดี๋ยวก็หาย” หรือบางคนไม่มีอาการผิดปกติเลย
จึงละเลยการรักษา แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคความดันโลหิตสูง ถือเป็น “ภัยเงียบ”
ที่สามารถทำลายอวัยวะสำคัญของร่างกายได้แบบค่อยเป็นค่อยไปโดยที่เราไม่รู้ตัว
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
ปล่อยความดันโลหิตสูงไว้นาน ๆ ร่างกายจะพังอะไรบ้าง? ภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม
หลายคนเข้ามาถามพี่หมอฝั่งธนว่า
“ถ้าเป็นความดันโลหิตสูงแล้วต้องทำอย่างไร?”
“ถ้าปล่อยไว้นาน ๆ จะอันตรายไหม?”
วันนี้พี่หมอฝั่งธนจะพามาทำความเข้าใจแบบละเอียด ว่าความดันโลหิตสูงคืออะไร และหากปล่อยให้สูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน
จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

ความดันโลหิต คือ แรงดันของเลือดที่กระทบผนังหลอดเลือดแดง ขณะที่หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ค่าความดันจะมีอยู่ 2 ค่า ได้แก่
ความดันตัวบน (Systolic Blood Pressure)
เป็นค่าความดันขณะที่หัวใจบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจ
ความดันตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure)
เป็นค่าความดันขณะที่หัวใจคลายตัว
โดยทั่วไปค่าความดันปกติจะอยู่ประมาณ
ต่ำกว่า 120/80 mmHg
หากวัดได้ตั้งแต่
140/90 mmHg ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง
ถือว่าเข้าสู่ภาวะความดันโลหิตสูง
ทำไมความดันโลหิตสูงถึงอันตราย 
เวลาที่ความดันโลหิตสูง เลือดจะไปกระแทกผนังหลอดเลือดแรงกว่าปกติ ทำให้หลอดเลือดต้องรับแรงดันมากอยู่ตลอดเวลา
ในช่วงแรก ๆ ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการใดเลย แต่ภายในร่างกาย หลอดเลือดและอวัยวะสำคัญกำลังถูกทำลายอย่างช้า ๆ
เมื่อปล่อยไว้นานหลายปี จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงต่าง ๆ ได้อย่างมาก
อวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากความดันโลหิตสูง
1. หัวใจพัง เสี่ยงหัวใจวาย
หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดต้านแรงดันที่สูงอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเวลาผ่านไป อาจเกิดภาวะต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว หัวใจโต
หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการ
เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น นอนราบไม่ได้
และในบางกรณีอาจเกิด “หัวใจวายเฉียบพลัน” ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้
2. สมอง เสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต
ความดันสูงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง
เมื่อหลอดเลือดในสมองตีบ แตก หรืออุดตัน จะทำให้สมองขาดเลือดทันที
อาการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง เดินเซ
ชาครึ่งซีก หมดสติ บางรายอาจพิการถาวร หรือเสียชีวิตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
3. ไตเสื่อม ไตวาย
ไตมีหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งต้องอาศัยหลอดเลือดขนาดเล็กจำนวนมาก
เมื่อความดันสูงต่อเนื่อง หลอดเลือดในไตจะถูกทำลาย ทำให้ประสิทธิภาพการกรองลดลง
ระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อไตเสื่อมมากขึ้น อาจเริ่มมี บวม ปัสสาวะผิดปกติ
อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ซีด เหนื่อยง่าย หากรุนแรงอาจเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง ต้องฟอกไตตลอดชีวิต
4. ดวงตา เสี่ยงตาพร่ามัวจนถึงตาบอด
หลอดเลือดที่จอประสาทตาเป็นเส้นเลือดขนาดเล็กที่เปราะบางมาก
หากความดันสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้ เส้นเลือดจอประสาทตาเสื่อม
มีเลือดออกในจอประสาทตา จอประสาทตาบวม การมองเห็นลดลง
บางรายมารู้ตัวอีกทีเมื่อเริ่มมองไม่ชัด หรือสูญเสียการมองเห็นไปแล้ว
5. หลอดเลือดทั่วร่างกายแข็งและตีบ
ความดันสูงทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมเร็วขึ้น
เมื่อหลอดเลือดแข็งตัว จะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี เพิ่มความเสี่ยงต่อ
โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เส้นเลือดตีบที่ขา
เส้นเลือดโป่งพอง บางคนอาจมีอาการปวดน่องเวลาเดิน หรือปลายมือปลายเท้าเย็นได้

ทำไมบางคน “ไม่รู้ตัว” ว่าเป็นความดันสูง
สิ่งที่น่ากลัวของโรคนี้คือ ผู้ป่วยจำนวนมาก “ไม่มีอาการ”
บางคนใช้ชีวิตปกติได้หลายปี ทั้งที่ความดันสูงมาก
อาการที่อาจพบได้ในบางราย เช่น ปวดศีรษะ มึนหัว เวียนหัว
ตาพร่า ใจสั่น เหนื่อยง่าย เลือดกำเดาไหล
แต่หลายครั้งอาการจะเกิดเมื่อเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว
ดังนั้นการตรวจสุขภาพและวัดความดันเป็นประจำจึงสำคัญมาก
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูง ปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อย ได้แก่
อายุเพิ่มมากขึ้น กินเค็มจัด น้ำหนักเกิน ออกกำลังกายน้อย สูบบุหรี่
ดื่มแอลกอฮอล์ เครียดสะสม นอนน้อย มีประวัติคนในครอบครัวเป็นความดันสูง
มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันสูง
ถ้าเป็นความดันโลหิตสูง ต้องดูแลตัวเองอย่างไร
1. กินยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ
หลายคนหยุดยาเองเมื่อความดันเริ่มปกติ ซึ่งอาจทำให้ความดันพุ่งสูงขึ้นอีกได้
การกินยาต่อเนื่องช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้มาก
2. ลดเค็ม
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของหมักดอง น้ำปลา ซอสต่าง ๆ ขนมขบเคี้ยว
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก
อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
4. ควบคุมน้ำหนัก
เพียงลดน้ำหนักได้บางส่วน ก็ช่วยลดความดันได้ดีขึ้น
5. นอนหลับให้เพียงพอ และลดความเครียด
การพักผ่อนไม่พอและความเครียดเรื้อรัง ส่งผลต่อระดับความดันได้โดยตรง

โรคความดันโลหิตสูง แม้อาจดูเป็นโรคทั่วไป แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา
สามารถทำลายอวัยวะสำคัญของร่างกายได้แทบทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ สมอง ไต ดวงตา และหลอดเลือดทั่วร่างกาย
สิ่งสำคัญคือ “อย่ารอให้มีอาการ” เพราะหลายครั้งกว่าจะรู้ตัว ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงแล้ว
การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ วัดความดันเป็นประจำ ปรับพฤติกรรม และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายในระยะยาวได้ค่ะ
ความรู้เพ้มเติม
https://www.thonburihospital.com/



ปล่อยความดันโลหิตสูงไว้นาน ๆ ร่างกายจะพังอะไรบ้าง? ภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม
จึงละเลยการรักษา แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคความดันโลหิตสูง ถือเป็น “ภัยเงียบ”
ที่สามารถทำลายอวัยวะสำคัญของร่างกายได้แบบค่อยเป็นค่อยไปโดยที่เราไม่รู้ตัว
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
หลายคนเข้ามาถามพี่หมอฝั่งธนว่า “ถ้าเป็นความดันโลหิตสูงแล้วต้องทำอย่างไร?”
“ถ้าปล่อยไว้นาน ๆ จะอันตรายไหม?”
วันนี้พี่หมอฝั่งธนจะพามาทำความเข้าใจแบบละเอียด ว่าความดันโลหิตสูงคืออะไร และหากปล่อยให้สูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน
จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
ค่าความดันจะมีอยู่ 2 ค่า ได้แก่
ความดันตัวบน (Systolic Blood Pressure)
เป็นค่าความดันขณะที่หัวใจบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจ
ความดันตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure)
เป็นค่าความดันขณะที่หัวใจคลายตัว
โดยทั่วไปค่าความดันปกติจะอยู่ประมาณ
ต่ำกว่า 120/80 mmHg
หากวัดได้ตั้งแต่
140/90 mmHg ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง
ถือว่าเข้าสู่ภาวะความดันโลหิตสูง
ทำไมความดันโลหิตสูงถึงอันตราย
เวลาที่ความดันโลหิตสูง เลือดจะไปกระแทกผนังหลอดเลือดแรงกว่าปกติ ทำให้หลอดเลือดต้องรับแรงดันมากอยู่ตลอดเวลา
ในช่วงแรก ๆ ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการใดเลย แต่ภายในร่างกาย หลอดเลือดและอวัยวะสำคัญกำลังถูกทำลายอย่างช้า ๆ
เมื่อปล่อยไว้นานหลายปี จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงต่าง ๆ ได้อย่างมาก
1. หัวใจพัง เสี่ยงหัวใจวาย
หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดต้านแรงดันที่สูงอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเวลาผ่านไป อาจเกิดภาวะต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว หัวใจโต
หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการ
เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น นอนราบไม่ได้
และในบางกรณีอาจเกิด “หัวใจวายเฉียบพลัน” ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้
2. สมอง เสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต
ความดันสูงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง
เมื่อหลอดเลือดในสมองตีบ แตก หรืออุดตัน จะทำให้สมองขาดเลือดทันที
อาการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง เดินเซ
ชาครึ่งซีก หมดสติ บางรายอาจพิการถาวร หรือเสียชีวิตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
3. ไตเสื่อม ไตวาย
ไตมีหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งต้องอาศัยหลอดเลือดขนาดเล็กจำนวนมาก
เมื่อความดันสูงต่อเนื่อง หลอดเลือดในไตจะถูกทำลาย ทำให้ประสิทธิภาพการกรองลดลง
ระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อไตเสื่อมมากขึ้น อาจเริ่มมี บวม ปัสสาวะผิดปกติ
อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ซีด เหนื่อยง่าย หากรุนแรงอาจเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง ต้องฟอกไตตลอดชีวิต
4. ดวงตา เสี่ยงตาพร่ามัวจนถึงตาบอด
หลอดเลือดที่จอประสาทตาเป็นเส้นเลือดขนาดเล็กที่เปราะบางมาก
หากความดันสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้ เส้นเลือดจอประสาทตาเสื่อม
มีเลือดออกในจอประสาทตา จอประสาทตาบวม การมองเห็นลดลง
บางรายมารู้ตัวอีกทีเมื่อเริ่มมองไม่ชัด หรือสูญเสียการมองเห็นไปแล้ว
5. หลอดเลือดทั่วร่างกายแข็งและตีบ
ความดันสูงทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมเร็วขึ้น
เมื่อหลอดเลือดแข็งตัว จะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี เพิ่มความเสี่ยงต่อ
โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เส้นเลือดตีบที่ขา
เส้นเลือดโป่งพอง บางคนอาจมีอาการปวดน่องเวลาเดิน หรือปลายมือปลายเท้าเย็นได้
สิ่งที่น่ากลัวของโรคนี้คือ ผู้ป่วยจำนวนมาก “ไม่มีอาการ”
บางคนใช้ชีวิตปกติได้หลายปี ทั้งที่ความดันสูงมาก
อาการที่อาจพบได้ในบางราย เช่น ปวดศีรษะ มึนหัว เวียนหัว
ตาพร่า ใจสั่น เหนื่อยง่าย เลือดกำเดาไหล
แต่หลายครั้งอาการจะเกิดเมื่อเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว
ดังนั้นการตรวจสุขภาพและวัดความดันเป็นประจำจึงสำคัญมาก
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูง ปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อย ได้แก่
อายุเพิ่มมากขึ้น กินเค็มจัด น้ำหนักเกิน ออกกำลังกายน้อย สูบบุหรี่
ดื่มแอลกอฮอล์ เครียดสะสม นอนน้อย มีประวัติคนในครอบครัวเป็นความดันสูง
มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันสูง
1. กินยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ
หลายคนหยุดยาเองเมื่อความดันเริ่มปกติ ซึ่งอาจทำให้ความดันพุ่งสูงขึ้นอีกได้
การกินยาต่อเนื่องช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้มาก
2. ลดเค็ม
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของหมักดอง น้ำปลา ซอสต่าง ๆ ขนมขบเคี้ยว
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก
อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
4. ควบคุมน้ำหนัก
เพียงลดน้ำหนักได้บางส่วน ก็ช่วยลดความดันได้ดีขึ้น
5. นอนหลับให้เพียงพอ และลดความเครียด
การพักผ่อนไม่พอและความเครียดเรื้อรัง ส่งผลต่อระดับความดันได้โดยตรง
สามารถทำลายอวัยวะสำคัญของร่างกายได้แทบทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ สมอง ไต ดวงตา และหลอดเลือดทั่วร่างกาย
สิ่งสำคัญคือ “อย่ารอให้มีอาการ” เพราะหลายครั้งกว่าจะรู้ตัว ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงแล้ว
การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ วัดความดันเป็นประจำ ปรับพฤติกรรม และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายในระยะยาวได้ค่ะ
ความรู้เพ้มเติม
https://www.thonburihospital.com/