เปิดเทอมปีสุดท้าย
ฝนต้นฤดูโปรยลงมาตั้งแต่เช้า หมอกสีขาวลอยคลุมภูเขาหลังโรงเรียนจนแทบมองไม่เห็นยอดไม้ ห้องเรียน ม.6 เงียบกว่าทุกปี บางคนเริ่มพูดเรื่องมหาวิทยาลัย บางคนเริ่มอ่านหนังสือหนักขึ้น ราวกับทุกคนกำลังเดินเข้าสู่ประตูบานใหม่พร้อมกัน
ผมนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางคิดว่า อีกไม่นานสถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งนี้ อาจเหลือเพียงความทรงจำ
ตอน ม.4 มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในห้อง เธอเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด แต่เวลาเรียนกลับดูโดดเด่นอย่างประหลาด คะแนนดีเสมอ ตั้งใจทุกอย่าง และเหมือนมีโลกของตัวเองอยู่รอบตัวเธอ ผมไม่เคยกล้าเข้าไปคุยมากนัก แต่กลับเผลอมองเธอบ่อยขึ้นทุกวัน
เธอกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมเริ่มตั้งใจเรียน
จากคนที่เคยปล่อยเวลาไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น พยายามสอบให้ได้คะแนนดีขึ้น แค่เพราะอยากยืนอยู่ใกล้จุดที่เธอยืนอยู่บ้าง
แต่พอขึ้น ม.5 ผมก็รู้ว่าเธอชอบผู้หญิงเหมือนกัน
วันนั้นเหมือนอะไรบางอย่างในใจแตกเงียบ ๆ ไม่มีเสียง ไม่มีใครรู้ ผมไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ฟูมฟาย แค่รู้สึกเหมือนฝนตกอยู่ข้างในนานมาก
ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่ได้ทิ้งการเรียน
ผมยังคงนั่งอ่านหนังสือ ยังสอบ ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม จนผลการเรียนอยู่ระดับปานกลางค่อนไปทางดี เป็นพวก “ท็อปห้องแบบไม่สุด” แต่ก็พอภูมิใจกับตัวเองได้บ้าง
และเมื่อเวลาผ่านมาถึง ม.6 สิ่งที่ทำให้ผมเหงากว่าเรื่องความรัก กลับเป็นเรื่องของ “การจากลา”
เพื่อนที่เคยนั่งเล่นด้วยกัน เพื่อนที่ชอบแอบหลับในห้อง เพื่อนที่หยิบกีตาร์มาดีดตอนพักกลางวัน เสียงเพลง เสียงแซว เสียงหัวเราะที่เคยดังทุกวัน ตอนนี้เริ่มมีคำว่า “ครั้งสุดท้าย” ซ่อนอยู่ในนั้นทีละนิด
บางคนกำลังจะไปเชียงใหม่
บางคนจะเข้ากรุงเทพฯ
บางคนอาจไม่ได้เจอกันอีกเลยหลังเรียนจบ
ผมนั่งมองหมอกหลังโรงเรียนอีกครั้ง แล้วก็รู้ตัวว่า ช่วงเวลาที่ธรรมดาที่สุดในวันนั้น อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่คิดถึงที่สุดในอนาคตก็ได้
เรื่องราว ปีสุดท้ายของม.6
ฝนต้นฤดูโปรยลงมาตั้งแต่เช้า หมอกสีขาวลอยคลุมภูเขาหลังโรงเรียนจนแทบมองไม่เห็นยอดไม้ ห้องเรียน ม.6 เงียบกว่าทุกปี บางคนเริ่มพูดเรื่องมหาวิทยาลัย บางคนเริ่มอ่านหนังสือหนักขึ้น ราวกับทุกคนกำลังเดินเข้าสู่ประตูบานใหม่พร้อมกัน
ผมนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางคิดว่า อีกไม่นานสถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งนี้ อาจเหลือเพียงความทรงจำ
ตอน ม.4 มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในห้อง เธอเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด แต่เวลาเรียนกลับดูโดดเด่นอย่างประหลาด คะแนนดีเสมอ ตั้งใจทุกอย่าง และเหมือนมีโลกของตัวเองอยู่รอบตัวเธอ ผมไม่เคยกล้าเข้าไปคุยมากนัก แต่กลับเผลอมองเธอบ่อยขึ้นทุกวัน
เธอกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมเริ่มตั้งใจเรียน
จากคนที่เคยปล่อยเวลาไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น พยายามสอบให้ได้คะแนนดีขึ้น แค่เพราะอยากยืนอยู่ใกล้จุดที่เธอยืนอยู่บ้าง
แต่พอขึ้น ม.5 ผมก็รู้ว่าเธอชอบผู้หญิงเหมือนกัน
วันนั้นเหมือนอะไรบางอย่างในใจแตกเงียบ ๆ ไม่มีเสียง ไม่มีใครรู้ ผมไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ฟูมฟาย แค่รู้สึกเหมือนฝนตกอยู่ข้างในนานมาก
ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่ได้ทิ้งการเรียน
ผมยังคงนั่งอ่านหนังสือ ยังสอบ ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม จนผลการเรียนอยู่ระดับปานกลางค่อนไปทางดี เป็นพวก “ท็อปห้องแบบไม่สุด” แต่ก็พอภูมิใจกับตัวเองได้บ้าง
และเมื่อเวลาผ่านมาถึง ม.6 สิ่งที่ทำให้ผมเหงากว่าเรื่องความรัก กลับเป็นเรื่องของ “การจากลา”
เพื่อนที่เคยนั่งเล่นด้วยกัน เพื่อนที่ชอบแอบหลับในห้อง เพื่อนที่หยิบกีตาร์มาดีดตอนพักกลางวัน เสียงเพลง เสียงแซว เสียงหัวเราะที่เคยดังทุกวัน ตอนนี้เริ่มมีคำว่า “ครั้งสุดท้าย” ซ่อนอยู่ในนั้นทีละนิด
บางคนกำลังจะไปเชียงใหม่
บางคนจะเข้ากรุงเทพฯ
บางคนอาจไม่ได้เจอกันอีกเลยหลังเรียนจบ
ผมนั่งมองหมอกหลังโรงเรียนอีกครั้ง แล้วก็รู้ตัวว่า ช่วงเวลาที่ธรรมดาที่สุดในวันนั้น อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่คิดถึงที่สุดในอนาคตก็ได้