เย็นวันศุกร์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาทุกปี
จะมีรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของ bec
ซึ่งไตรมาสแรกมีกำไรเช่นเดิม แต่ก็ลดลงจากปีที่แล้ว
และเริ่มเห็นทิศทางที่ลดลงไปเรื่อย ๆ
กับรายได้จากโฆษณาที่ปีนี้ลดลงเหลือระดับ 600 ล้าน
ปีหน้าคงจะลดลงกว่านี้แน่ ๆ แต่ก็ยังมีรายได้โฆษณาสูงสุดในกลุ่มหุ้นสื่อ
แต่ไม่ได้มีรายได้สูงสุดในบรรดากลุ่มหุ้นสื่อ ยกตัวอย่าง
bec มีรายได้จากการขายโฆษณาของช่อง 3 607 ล้าน จากรายได้รวม 840 ล้าน
onee มีรายได้จากการขายโฆษณาของทั้ง ช่อง 31 และ 25 รวม 468 ล้าน จากรายได้รวม 1829 ล้าน
แม้รายได้จากโฆษณาจะน้อยลงแต่รายจ่ายในไตรมาสแรกก็ลดลงตาม
จนทำให้ไตรมาสแรกสถานียังมีกำไร และมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2
เป็นอีกครั้งที่สถานีจัดงานฟุตบอลครบรอบสถานีมาเป็นเดือนเมษายนแทนเดือนมีนาคม
ไม่ใช่ความบังเอิญแต่เป็นการแก้ปัญหารายจ่ายประจำไตรมาสด้วย
ทำให้เลื่อนวันงานเป็นต้นเดือนเมษา โดยส่วนนี้จะคิดรวมในไตรมาส 2
ตัวเลขเรตติ้งที่ได้ 2.489 / 2.99 จะคุ้มกับรายจ่ายที่จัดไปไหม
ตัวเลขที่ไม่มีสื่อรายงานแต่เป็นตัวเลขที่มีความสำคัญสำหรับคอละคร
ค่าเช่าภาพยนตร์ ค่าละคร และค่าลิขสิทธิ์รอตัดจำหน่าย
จาก 1,200 ล้าน เหลือ 1,061 ล้านในไตรมาสนี้
กับละครและซีรีส์รวมกันในไตรมาสแรก 4 เรื่อง
ตอนนี้ในไตรมาส 2 มีละครและซีรีส์รวมกัน 5 เรื่องนับถึงตอนนี้
และอาจจะมี 6-7 เรื่องในไตรมาสนี้ จะทำตัวเลขส่วนนี้ลดลงแค่ไหน
แต่ทำให้มีรายจ่ายในต้นทุนขายส่วนนี้ของไตรมาสนี้สูงกว่าปีที่แล้ว
โอกาสที่ไตรมาส 2 อาจจะมีกำไรเหลือหลักหน่วยหรือไม่ดีเลยคือขาดทุนอาจเกิดขึ้นได้
แต่ก็แลกกับการระบายละครให้มากที่สุดในไตรมาสนี้ แม้ทุกเรื่องจะได้ฉายร่วมกับ Netflix ก็ตาม
ทำให้เกิดเลื่อนวันฉายภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่นำแสดงโดย หมาก ปริญ และ มินท์ รัญชน์รวี
จากปลายเดือน มิ.ย. ไปเป็นเดือน พ.ย. แทน
ไตรมาสสุดท้ายสถานีคงหวังพึ่งรายได้พิเศษจากกิจกรรมต่าง ๆ
รวมทั้งภาพยนตร์ที่ฉายถึง 2 เรื่องคือ สมิงเขาขวาง และ สุขสุดท้าย
ที่พ่วงกับการประชาสัมพันธ์ที่พ่วงรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นด้วย
ทำให้ต้องรีบระบายละครในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ให้ได้มากที่สุด
ซึ่งเป็นเหตุผลที่จะทำให้ยังไม่สามารถเปิดละครใหม่ ๆ ได้มากขึ้นในตอนนี้
เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายไม่ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น
โอกาสที่จะได้เห็นการเปิดกล้องมากขึ้นน่าเริ่มเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3
เพราะละครและซีรีส์ที่ควรจะออกอากาศน่าจะน้อยกว่าไตรมาส 2
คืออยู่ประมาณ 3 - 5 เรื่อง และ 3 เรื่องนี้ที่เปิดกล้องปลายปีแล้วและต้นปีนี้จะออกอากาศ
คือ สองหัวใจ ตะวันลวง และ วาดฝันวันวิวาห์
ซึ่งเป็นโครงสร้างการผลิตแบบใหม่ ที่มีต้นทุนน้อยกว่าละครที่เปิดกล้องในช่วงปี 65-66
แต่แลกกับความหวังจากต้นทุนของนักแสดงทั้งสามเรื่องจะทำรายรับอย่างที่หวังไหม
และถ้าสถานีสามารถจัดการละครทุกเรื่องที่ผลิตตั้งแต่ปี 65-66
ให้ออกอากาศได้หมดในปีนี้ ปีหน้าสถานีน่าจะมีต้นทุนขายจากส่วนนี้น้อยลง
แม้จะต้องรับแรงกระแทกที่รายได้โฆษณาอาจจะเหลือไม่ถึง 500 ล้านต่อไตรมาสในปีหน้า
ใครที่ถือหุ้น bec ทั้งคุณ stardom และ คุณน้ำดำ คงอาจจะเบาใจขึ้น
ตั้งแต่ปีหน้าที่กำไรต่อไตรมาสคงทำให้หุ้นดีดขึ้น แต่ถ้าถึง 5 บาทก็รีบขายเถอะหุ้นตัวนี้
เพราะครั้งนี้คงเป็นการรีดรายจ่ายส่วนเกินที่สุดครั้งสุดท้ายจากทุกรายจ่ายของสถานี
เพราะไม่รู้ว่าหมดจากตรงนี้จะรีดส่วนเกินจากตรงไหนอีก
มาถึงตรงนี้มีคนสงสัยทำไมต้องสนใจผลประกอบการแต่ละไตรมาสของสถานีด้วย
เพราะทุกอย่างมันเกี่ยวกับทุกคำถามที่พวกคุณถามถึงงานผลิตของสถานีจะเริ่มมีอีกเมื่อไหร่
ในช่วงเปลี่ยนผ่านกับอนาคตที่เหลืออีก 2 ปี
เจาะผลประกอบการช่อง 3 69/1 กับอนาคตสถานี
จะมีรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของ bec
ซึ่งไตรมาสแรกมีกำไรเช่นเดิม แต่ก็ลดลงจากปีที่แล้ว
และเริ่มเห็นทิศทางที่ลดลงไปเรื่อย ๆ
กับรายได้จากโฆษณาที่ปีนี้ลดลงเหลือระดับ 600 ล้าน
ปีหน้าคงจะลดลงกว่านี้แน่ ๆ แต่ก็ยังมีรายได้โฆษณาสูงสุดในกลุ่มหุ้นสื่อ
แต่ไม่ได้มีรายได้สูงสุดในบรรดากลุ่มหุ้นสื่อ ยกตัวอย่าง
bec มีรายได้จากการขายโฆษณาของช่อง 3 607 ล้าน จากรายได้รวม 840 ล้าน
onee มีรายได้จากการขายโฆษณาของทั้ง ช่อง 31 และ 25 รวม 468 ล้าน จากรายได้รวม 1829 ล้าน
แม้รายได้จากโฆษณาจะน้อยลงแต่รายจ่ายในไตรมาสแรกก็ลดลงตาม
จนทำให้ไตรมาสแรกสถานียังมีกำไร และมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2
เป็นอีกครั้งที่สถานีจัดงานฟุตบอลครบรอบสถานีมาเป็นเดือนเมษายนแทนเดือนมีนาคม
ไม่ใช่ความบังเอิญแต่เป็นการแก้ปัญหารายจ่ายประจำไตรมาสด้วย
ทำให้เลื่อนวันงานเป็นต้นเดือนเมษา โดยส่วนนี้จะคิดรวมในไตรมาส 2
ตัวเลขเรตติ้งที่ได้ 2.489 / 2.99 จะคุ้มกับรายจ่ายที่จัดไปไหม
ตัวเลขที่ไม่มีสื่อรายงานแต่เป็นตัวเลขที่มีความสำคัญสำหรับคอละคร
ค่าเช่าภาพยนตร์ ค่าละคร และค่าลิขสิทธิ์รอตัดจำหน่าย
จาก 1,200 ล้าน เหลือ 1,061 ล้านในไตรมาสนี้
กับละครและซีรีส์รวมกันในไตรมาสแรก 4 เรื่อง
ตอนนี้ในไตรมาส 2 มีละครและซีรีส์รวมกัน 5 เรื่องนับถึงตอนนี้
และอาจจะมี 6-7 เรื่องในไตรมาสนี้ จะทำตัวเลขส่วนนี้ลดลงแค่ไหน
แต่ทำให้มีรายจ่ายในต้นทุนขายส่วนนี้ของไตรมาสนี้สูงกว่าปีที่แล้ว
โอกาสที่ไตรมาส 2 อาจจะมีกำไรเหลือหลักหน่วยหรือไม่ดีเลยคือขาดทุนอาจเกิดขึ้นได้
แต่ก็แลกกับการระบายละครให้มากที่สุดในไตรมาสนี้ แม้ทุกเรื่องจะได้ฉายร่วมกับ Netflix ก็ตาม
ทำให้เกิดเลื่อนวันฉายภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่นำแสดงโดย หมาก ปริญ และ มินท์ รัญชน์รวี
จากปลายเดือน มิ.ย. ไปเป็นเดือน พ.ย. แทน
ไตรมาสสุดท้ายสถานีคงหวังพึ่งรายได้พิเศษจากกิจกรรมต่าง ๆ
รวมทั้งภาพยนตร์ที่ฉายถึง 2 เรื่องคือ สมิงเขาขวาง และ สุขสุดท้าย
ที่พ่วงกับการประชาสัมพันธ์ที่พ่วงรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นด้วย
ทำให้ต้องรีบระบายละครในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ให้ได้มากที่สุด
ซึ่งเป็นเหตุผลที่จะทำให้ยังไม่สามารถเปิดละครใหม่ ๆ ได้มากขึ้นในตอนนี้
เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายไม่ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น
โอกาสที่จะได้เห็นการเปิดกล้องมากขึ้นน่าเริ่มเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3
เพราะละครและซีรีส์ที่ควรจะออกอากาศน่าจะน้อยกว่าไตรมาส 2
คืออยู่ประมาณ 3 - 5 เรื่อง และ 3 เรื่องนี้ที่เปิดกล้องปลายปีแล้วและต้นปีนี้จะออกอากาศ
คือ สองหัวใจ ตะวันลวง และ วาดฝันวันวิวาห์
ซึ่งเป็นโครงสร้างการผลิตแบบใหม่ ที่มีต้นทุนน้อยกว่าละครที่เปิดกล้องในช่วงปี 65-66
แต่แลกกับความหวังจากต้นทุนของนักแสดงทั้งสามเรื่องจะทำรายรับอย่างที่หวังไหม
และถ้าสถานีสามารถจัดการละครทุกเรื่องที่ผลิตตั้งแต่ปี 65-66
ให้ออกอากาศได้หมดในปีนี้ ปีหน้าสถานีน่าจะมีต้นทุนขายจากส่วนนี้น้อยลง
แม้จะต้องรับแรงกระแทกที่รายได้โฆษณาอาจจะเหลือไม่ถึง 500 ล้านต่อไตรมาสในปีหน้า
ใครที่ถือหุ้น bec ทั้งคุณ stardom และ คุณน้ำดำ คงอาจจะเบาใจขึ้น
ตั้งแต่ปีหน้าที่กำไรต่อไตรมาสคงทำให้หุ้นดีดขึ้น แต่ถ้าถึง 5 บาทก็รีบขายเถอะหุ้นตัวนี้
เพราะครั้งนี้คงเป็นการรีดรายจ่ายส่วนเกินที่สุดครั้งสุดท้ายจากทุกรายจ่ายของสถานี
เพราะไม่รู้ว่าหมดจากตรงนี้จะรีดส่วนเกินจากตรงไหนอีก
มาถึงตรงนี้มีคนสงสัยทำไมต้องสนใจผลประกอบการแต่ละไตรมาสของสถานีด้วย
เพราะทุกอย่างมันเกี่ยวกับทุกคำถามที่พวกคุณถามถึงงานผลิตของสถานีจะเริ่มมีอีกเมื่อไหร่
ในช่วงเปลี่ยนผ่านกับอนาคตที่เหลืออีก 2 ปี