เย็นวันศุกร์ที่ 3 ของเดือนกุมภาพันธ์เกือบทุกปี
จะมีรายงานผลดำเนินงานของกลุ่ม bec ให้ได้เห็นกัน
ปีนี้ผลออกมาได้กำไร 205 ล้าน ดีกว่าปีที่แล้วอยู่มาก
แต่
ถ้ามองในทุกรายละเอียดจะมีความน่าสนใจ
อย่างกำไรสุทธิที่ดูดีเลย แต่ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว
ที่ถ้าไม่มีรายจ่ายพิเศษเกือบ 250 ล้าน
ก็ถือว่ากำไรในปีนี้ก็น้อยลงกว่าปีที่แล้ว
ถ้าประเมินหยาบ ๆ สถานีมีกำไรไตรมาส 4 น่าจะอยู่ระดับเกือบ 100 ล้าน
ถึงดันกำไรให้มาอยู่ที่ตัวเลขที่รายงานได้
ในที่สุดกลุ่มก็เริ่มสามารถหารายได้ที่นอกเหนือจากการขายโฆษณาและเริ่มมีสัดส่วนมากขึ้น
รายได้จากการขายโฆษณาจากมากกว่า 80% ลดเหลือ 75 %
และรายได้ 25 % หรือ 1 ใน 4 เป็นรายได้ขายลิขสิทธิ์และบริหารศิลปิน
ซึ่งพอผลออกมาแบบนี้ด้อมก็ดีใจสามารถประกาศได้แล้วอย่างน้อยรายได้ 20%
สามารถ claim ว่าเมนตัวเองก็รับบทแบกตึกได้แบบไม่ค้านสายตา
รายจ่ายลดลงทุกภาคส่วนทั้งต้นทุนขายและบริหาร
ถึงรายรับจะน้อยลงแต่ยังคงไปต่อได้แบบหายใจคล่องขึ้น
รายได้จาก joint venture กิจการร่วมทุนผลิตภาพยนตร์
รายได้พี่ยักษ์ 3 ที่กลับมาให้สถานีก็น้อยลงกว่าปีที่แล้ว ปีนี้อยู่ที่ 45 ล้าน และน้อยกว่าภาคแรกอีก
เป็นความไม่แน่นอนอีกครั้งในธุรกิจนี้ที่จะทำรายได้มาให้สถานี
พร้อมการลงทุนภาพยนตร์ในปีนี้ที่ได้พระนางทั้ง ณเดชน์ โบว์ เมลดา และ หมาก ปริญ นำแสดง
จะให้ผลตอบแทนกลับมาแบบไหน
ปีนี้ที่สนใจจากรายงานนี้คือสถานะทางการเงินของสถานี
รายการที่สนใจคือ ค่าเช่าภาพยนตร์ ค่าละคร และค่าลิขสิทธิ์รอตัดจำหน่าย
จากอยู่ระดับเกือบ 2000 ล้าน เหลือ 1200 ล้าน ลดลง 800 ล้านหรือเกือบ 40 %
ถ้าจะประมาณหลวม ๆ ละครปีที่แล้วไม่ใช่ละครอนุมัติใหม่
แล้วนำออกอากาศไป 18 เรื่อง ลดลงได้ขนาดนี้
ปีนี้ยังเหลือละครสถานะแบบนี้ในสถานีอีกเกือบ 15 เรื่อง จะลดส่วนนี้ได้ขนาดไหน
แต่คงต้องควบคู่กับการเปิดเพิ่มด้วยคิดว่าตัวเลขส่วนนี้รวม ๆ ตัวเลขคงต่ำ 1000 ล้านในปีหน้า
ใครที่ครหาว่าตึกเตยติดหนี้จากการทำละคร
ปีนี้สามารถจัดการลดลงเกือบ 800 ล้านแล้ว
และหนี้สำคัญที่สามารถผ่านมาได้คือ การชำระหุ้นกู้ที่อนุมัติตั้งแต่ปี 65
ที่ต้องมีการชำระในการไถ่ถอนหุ้นกู้ชุดแรกในปี 68 อีกชุดในปี 70
เมื่อชำระเงินส่วนนี้ทำให้หนี้สินลดลง 38.7%
ความน่าสนใจที่ถูกรายงานคือ การลงทุนสถานีเปลี่ยนไป
โดยนำงบที่เกิดจากการชะลอลงทุนจากการผลิตละคร
เป็นการลงทุนในเงินฝากประจำธนาคารเพิ่มขึ้น
เมื่อผลประกอบการออกมาแบบนี้ก็เห็นว่าปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้น
และจะเกิดอะไรขึ้นในปีนี้ รวมถึงทิศทางต่าง ๆ
ทิศทางของนักแสดงและละครที่จะผลิตขึ้นในปีนี้เพื่อออกอากาศในปีนี้และปีหน้า
จะเป็นแบบไหนจะมานำเสนอต่อไป
ผลการดำเนินงาน bec 68 กำไร 205 ล้าน เพิ่มขึ้น แต่ ...
จะมีรายงานผลดำเนินงานของกลุ่ม bec ให้ได้เห็นกัน
ปีนี้ผลออกมาได้กำไร 205 ล้าน ดีกว่าปีที่แล้วอยู่มาก
แต่
ถ้ามองในทุกรายละเอียดจะมีความน่าสนใจ
อย่างกำไรสุทธิที่ดูดีเลย แต่ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว
ที่ถ้าไม่มีรายจ่ายพิเศษเกือบ 250 ล้าน
ก็ถือว่ากำไรในปีนี้ก็น้อยลงกว่าปีที่แล้ว
ถ้าประเมินหยาบ ๆ สถานีมีกำไรไตรมาส 4 น่าจะอยู่ระดับเกือบ 100 ล้าน
ถึงดันกำไรให้มาอยู่ที่ตัวเลขที่รายงานได้
ในที่สุดกลุ่มก็เริ่มสามารถหารายได้ที่นอกเหนือจากการขายโฆษณาและเริ่มมีสัดส่วนมากขึ้น
รายได้จากการขายโฆษณาจากมากกว่า 80% ลดเหลือ 75 %
และรายได้ 25 % หรือ 1 ใน 4 เป็นรายได้ขายลิขสิทธิ์และบริหารศิลปิน
ซึ่งพอผลออกมาแบบนี้ด้อมก็ดีใจสามารถประกาศได้แล้วอย่างน้อยรายได้ 20%
สามารถ claim ว่าเมนตัวเองก็รับบทแบกตึกได้แบบไม่ค้านสายตา
รายจ่ายลดลงทุกภาคส่วนทั้งต้นทุนขายและบริหาร
ถึงรายรับจะน้อยลงแต่ยังคงไปต่อได้แบบหายใจคล่องขึ้น
รายได้จาก joint venture กิจการร่วมทุนผลิตภาพยนตร์
รายได้พี่ยักษ์ 3 ที่กลับมาให้สถานีก็น้อยลงกว่าปีที่แล้ว ปีนี้อยู่ที่ 45 ล้าน และน้อยกว่าภาคแรกอีก
เป็นความไม่แน่นอนอีกครั้งในธุรกิจนี้ที่จะทำรายได้มาให้สถานี
พร้อมการลงทุนภาพยนตร์ในปีนี้ที่ได้พระนางทั้ง ณเดชน์ โบว์ เมลดา และ หมาก ปริญ นำแสดง
จะให้ผลตอบแทนกลับมาแบบไหน
ปีนี้ที่สนใจจากรายงานนี้คือสถานะทางการเงินของสถานี
รายการที่สนใจคือ ค่าเช่าภาพยนตร์ ค่าละคร และค่าลิขสิทธิ์รอตัดจำหน่าย
จากอยู่ระดับเกือบ 2000 ล้าน เหลือ 1200 ล้าน ลดลง 800 ล้านหรือเกือบ 40 %
ถ้าจะประมาณหลวม ๆ ละครปีที่แล้วไม่ใช่ละครอนุมัติใหม่
แล้วนำออกอากาศไป 18 เรื่อง ลดลงได้ขนาดนี้
ปีนี้ยังเหลือละครสถานะแบบนี้ในสถานีอีกเกือบ 15 เรื่อง จะลดส่วนนี้ได้ขนาดไหน
แต่คงต้องควบคู่กับการเปิดเพิ่มด้วยคิดว่าตัวเลขส่วนนี้รวม ๆ ตัวเลขคงต่ำ 1000 ล้านในปีหน้า
ใครที่ครหาว่าตึกเตยติดหนี้จากการทำละคร
ปีนี้สามารถจัดการลดลงเกือบ 800 ล้านแล้ว
และหนี้สำคัญที่สามารถผ่านมาได้คือ การชำระหุ้นกู้ที่อนุมัติตั้งแต่ปี 65
ที่ต้องมีการชำระในการไถ่ถอนหุ้นกู้ชุดแรกในปี 68 อีกชุดในปี 70
เมื่อชำระเงินส่วนนี้ทำให้หนี้สินลดลง 38.7%
ความน่าสนใจที่ถูกรายงานคือ การลงทุนสถานีเปลี่ยนไป
โดยนำงบที่เกิดจากการชะลอลงทุนจากการผลิตละคร
เป็นการลงทุนในเงินฝากประจำธนาคารเพิ่มขึ้น
เมื่อผลประกอบการออกมาแบบนี้ก็เห็นว่าปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้น
และจะเกิดอะไรขึ้นในปีนี้ รวมถึงทิศทางต่าง ๆ
ทิศทางของนักแสดงและละครที่จะผลิตขึ้นในปีนี้เพื่อออกอากาศในปีนี้และปีหน้า
จะเป็นแบบไหนจะมานำเสนอต่อไป