ไส้กรอกแดงแหลมทอง ตำนานที่เคยกินในวัยเด็ก วันนี้บริษัทเบื้องหลังทำรายได้ปีละ 6,000 ล้านบาท

ตัวเลขจากผลประกอบการ 3 ปีหลังสุด ของแหลมทองสหการ

2566 รายได้ 7,841 ล้านบาท กำไร 453 ล้านบาท
2567 รายได้ 7,284 ล้านบาท กำไร 361 ล้านบาท
2568 รายได้ 6,096 ล้านบาท กำไร 548 ล้านบาท





ภาพจำในวัยเด็กของใครหลายคนน่าจะรู้จักร้านไส้กรอกทอด เป็นแบบรถเข็นหรือมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง พบได้ทั่วไปตามหน้าโรงเรียนหรือตามชุมชนต่างๆ

หนึ่งในของที่ขาดไปไม่ได้คือ “ไส้กรอกแดง” ที่ทอดในน้ำมันร้อน ให้บานเป็นแฉกๆ

ยี่ห้อที่ยอดนิยมก็คือ “แหลมทอง” จนมีหลายคนเรียกติดปากว่า “ไส้กรอกแดงแหลมทอง”

และยังมีไส้กรอกอีกหลายแบบที่ขายดี เช่น ไส้กรอกนม และไส้กรอกรมควัน

ตำนานไส้กรอกแดงนี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และมีผู้อยู่เบื้องหลังเป็นบริษัทเก่าแก่ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

ทุกวันนี้มีรายได้ปีละมากกว่า 6,000 ล้านบาท

นั่นคือ “บริษัท แหลมทองสหการ จำกัด”

หากย้อนประวัติกลับไป แหลมทองสหการไม่ได้เริ่มต้นจากธุรกิจไส้กรอกตั้งแต่แรก

เพราะเริ่มจากธุรกิจอาหารแห้งมาตั้งแต่สมัยปี พ.ศ. 2484 หรือ 85 ปีที่แล้ว เป็นยุคตั้งแต่ก่อนมีสงครามโลกครั้งที่ 2

ต่อมาก็มีการปรับธุรกิจมาเป็นธุรกิจเกษตรและอาหารจนถึงปัจจุบัน มีทั้งฟาร์มเลี้ยง โรงงานผลิตและแปรรูปสินค้า มีผลิตภัณฑ์หลายกลุ่ม ทั้งอาหารแปรรูป และอาหารสัตว์

หนึ่งในนั้นก็คือผลิตภัณฑ์ “ไส้กรอกแดงแหลมทอง” ซึ่งอยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 30 ปีแล้ว

เพราะแหลมทองเป็นผู้ผลิตไส้กรอกไก่รายแรกๆ ในไทย ที่ชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพ และมีส่วนผสมเนื้อไก่ ทำออกมาเป็นสีแดงเพราะกระบวนการผลิต

แหลมทองไม่ได้ทำเป็นไส้กรอกพรีเมียมสำหรับวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต

แต่ทำออกมาเป็นไส้กรอกที่ “ทอดง่าย อร่อยสม่ำเสมอ และคุ้มราคาสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย”

พอคนจำรสชาติและความกรอบของไส้กรอกแบรนด์นี้ได้ พ่อค้าแม่ค้าก็ต้องซื้อต่อเรื่อยๆ

หรือมีบางร้านก็ต้องบอกลูกค้าว่า ไส้กรอกทอดร้านนี้เป็นของแบรนด์แหลมทอง มีการใช้ป้ายหรือซองไส้กรอกให้ลูกค้าเห็น

มาถึงยุคสมัยปัจจุบันที่มีโซเชียลมีเดีย แหลมทองก็ลงมาทำการตลาดเองเพื่อให้คนทั่วไปได้รู้ว่าไส้กรอกทอดที่ทุกคนรู้จักตลอดมาคือแบรนด์แหลมทอง

แม้ในตลาดไส้กรอกขายให้ผู้ประกอบการรายย่อยไปแบ่งทอดขายยังมีอีกหลายแบรนด์ และหลายบริษัท

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไส้กรอกแหลมทองจะเป็นชื่อแรกๆ ที่คนนึกถึงเมื่อกินไส้กรอกรถเข็น

ธุรกิจปัจจุบันของแหลมทอง นับเฉพาะธุรกิจอาหาร มีกลุ่มสินค้าเกี่ยวกับไส้กรอกเป็นตัวหลัก

ส่วนใหญ่จะเป็นแบบห่อใหญ่ เช่น ครึ่งกิโลกรัม หรือ 1 กิโลกรัม เพื่อเจาะกลุ่มร้านไส้กรอกทอดโดยเฉพาะ

มีหลายรสชาติ เช่น ไส้กรอกแดง ฮอทดอกแดง รมควัน รสกะเพรา ไส้ชีส และไส้กรอกอีสาน

ขณะเดียวกันยังมีพอร์ตผลิตภัณฑ์กลุ่มไก่ปรุงสุกด้วย ทั้งไก่เสียบไม้ย่าง นักเก็ต ไก่คาราเกะ และไก่ทอดไม่มีกระดูก

สินค้ากลุ่มนี้ก็เข้ากันได้ดีกับช่องทางการขายเดิม คือ ร้านผู้ประกอบการรายย่อยที่รับไปแบ่งทอดขาย

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมไส้กรอกแหลมทองถึงยืนหยัดอยู่ได้นานขนาดนี้ในตลาดที่มีคู่แข่งและสินค้าใหม่ๆ เข้ามาตลอด

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ “กลุ่มลูกค้า” ที่ชัดเจนมาก

ผลิตภัณฑ์ของแหลมทองไม่ได้ทำมาขายให้ทุกคน แต่ขายให้ “ร้านไส้กรอกทอด” ซึ่งมีอยู่มากมายกระจายไปทั่วประเทศ และมีความต้องการสม่ำเสมอตลอดทั้งปี

แหลมทองเน้นทำสินค้าแพ็คใหญ่ เพื่อขายให้ร้านของรายย่อยไปแบ่งทอดขายเอง หรือไปเพิ่มน้ำจิ้มเองตามสูตรของพ่อค้าแม่ค้าแต่ละคน

หรือถ้าใครอยากขายเป็นไก่ทอด ก็รับไก่ไม่มีกระดูกไปแบ่งทอดขายได้เช่นกัน

คนทั่วไปที่ซื้อจากร้านแบ่งขายก็ได้กินของทอดใหม่ร้อนๆ ในราคาหลักสิบบาท ไม่ต้องเหนื่อยหรือลงทุนไปซื้อน้ำมันมาทอดเอง

ลองดูตัวเลขจากผลประกอบการ 3 ปีหลังสุด ของแหลมทองสหการ

2566 รายได้ 7,841 ล้านบาท กำไร 453 ล้านบาท
2567 รายได้ 7,284 ล้านบาท กำไร 361 ล้านบาท
2568 รายได้ 6,096 ล้านบาท กำไร 548 ล้านบาท

แม้ตัวเลขรายได้และกำไรในแต่ละปีอาจมีการผันผวนบ้าง แต่จะเห็นได้ชัดเจนว่า มีกำไรยืนเหนือระดับ 300-400 ล้าน ได้ทุกปี

บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ธุรกิจของแหลมทองสหการมีความแข็งแกร่งและทำกำไรได้ดีพอตัว

ส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นได้จากกลุ่มไส้กรอก ที่ทำผลิตภัณฑ์ให้ติดตลาดก่อนได้เป็นรายแรกจนทุกคนจำได้ วางกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน

ของที่เป็นตำนานอยู่ในความทรงจำของคนก็ยังสามารถคงอยู่ได้ถึงทุกวันนี้

https://marketeeronline.co/archives/470231?fbclid=IwdGRjcASFgEhleHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZAo2NjI4NTY4Mzc5AAEe0emqyH3v9E4QJCwPulVJfU1kCBHsm3PG93JUEY4SpWTBtjJWU8TmT-EYXzA_aem_9YDj9p3B8zGjU7PFTEFjvg

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่