Central Retail Corporation หรือ CRC ประกาศแผนธุรกิจปี
2026 โดยเตรียมทุ่มงบลงทุนประมาณ
16,000 – 18,000 ล้านบาท เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจหลัก พร้อมขยายแบรนด์ดาวรุ่ง และรุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น
โฟกัส 4 ธุรกิจหลัก
1. กลุ่มฟู้ด (ซูเปอร์มาร์เก็ต)
แบรนด์หลักอย่าง Tops และ
Tops Daily กำลังปรับโมเดลใหม่เป็น
Hybrid Store เช่น เพิ่มโซนอาหารพร้อมทาน
- มุมเบเกอรี่
- พิซซ่า
- ร้านกาแฟ
- พื้นที่นั่งพักผ่อน
รวมถึงแนวคิด
Tops Daily Hybrid Format ที่รวมหลายร้านไว้ในพื้นที่เดียว เช่น
- Tops Wine Cellar
- ร้านกาแฟ The Baker
- โซนสุขภาพและความงาม LOOKS
2. กลุ่มฮาร์ดไลน์ (บ้านและอุปกรณ์)
ธุรกิจนี้นำโดย Thai Watsadu ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็น
ผู้นำตลาดร้านวัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านในไทย
- ส่วนแบ่งตลาดประมาณ
25%
- ยอดขายเติบโตเฉลี่ย
9% ต่อปีในช่วง 10 ปี
บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้า
Private Brand ให้เป็น
20–30% เพื่อเพิ่มอัตรากำไร
3. กลุ่มแฟชั่น
แบรนด์หลักในเครือ เช่น
- Central Department Store
- Robinson Department Store
- Supersports
กำลังปรับกลยุทธ์เพื่อจับตลาดคนรุ่นใหม่ โดยเน้นร้านสเปเชียลตี้สโตร์ด้านความงาม ซึ่งตอนนี้มีรวมกว่า
240 สาขา
4. กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้
เช่นศูนย์การค้า
- Robinson Lifestyle
- กลยุทธ์หลักคือ
- โนเวตสาขาเดิม
- เพิ่มประสบการณ์การใช้ชีวิตในศูนย์การค้า
เพื่อดึงคนให้มาใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น
Go Wholesale
ธุรกิจค้าส่งที่กำลังเติบโต และเริ่มทำกำไรได้ดีขึ้น ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านค้า
ตลาดเวียดนาม = โอกาสใหญ่
ตลาดต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของ CRC คือ Vietnam ปัจจุบันสร้างรายได้ประมาณ
20% ของบริษัท ด้วยประชากรกว่า
100 ล้านคน แต่ CRC มีสาขาเพียง
127 แห่ง จึงยังมีช่องว่างให้ขยายอีกมาก
ตัวเลขธุรกิจล่าสุด
ผลประกอบการปี 2025
- รายได้รวม
253,165 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ
7,432 ล้านบาท
- ปัจจุบัน CRC มีร้านค้ารวม
- 3,596 สาขา
แผนขยายสาขาในไทยปี 2026
ตัวอย่างแผนขยาย
- Tops เปิดเพิ่ม
8–10 สาขา
- Thai Watsadu เปิดเพิ่ม
3–5 สาขา
- Go Wholesale เปิดเพิ่ม
2 สาขา
ที่มา
Marketeer Online
เซ็นทรัล รีเทล ทุ่มงบเกือบ 2 หมื่นล้าน ลุยปี 2026 เร่งขยายสาขา + โมเดลไฮบริด บุกไทยและเวียดนาม
โฟกัส 4 ธุรกิจหลัก
1. กลุ่มฟู้ด (ซูเปอร์มาร์เก็ต)
แบรนด์หลักอย่าง Tops และ Tops Daily กำลังปรับโมเดลใหม่เป็น Hybrid Store เช่น เพิ่มโซนอาหารพร้อมทาน
- มุมเบเกอรี่
- พิซซ่า
- ร้านกาแฟ
- พื้นที่นั่งพักผ่อน
รวมถึงแนวคิด Tops Daily Hybrid Format ที่รวมหลายร้านไว้ในพื้นที่เดียว เช่น
- Tops Wine Cellar
- ร้านกาแฟ The Baker
- โซนสุขภาพและความงาม LOOKS
2. กลุ่มฮาร์ดไลน์ (บ้านและอุปกรณ์)
ธุรกิจนี้นำโดย Thai Watsadu ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็น ผู้นำตลาดร้านวัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านในไทย
- ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25%
- ยอดขายเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปีในช่วง 10 ปี
บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Brand ให้เป็น 20–30% เพื่อเพิ่มอัตรากำไร
3. กลุ่มแฟชั่น
แบรนด์หลักในเครือ เช่น
- Central Department Store
- Robinson Department Store
- Supersports
กำลังปรับกลยุทธ์เพื่อจับตลาดคนรุ่นใหม่ โดยเน้นร้านสเปเชียลตี้สโตร์ด้านความงาม ซึ่งตอนนี้มีรวมกว่า 240 สาขา
4. กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้
เช่นศูนย์การค้า
- Robinson Lifestyle
- กลยุทธ์หลักคือ
- โนเวตสาขาเดิม
- เพิ่มประสบการณ์การใช้ชีวิตในศูนย์การค้า
เพื่อดึงคนให้มาใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น
Go Wholesale
ธุรกิจค้าส่งที่กำลังเติบโต และเริ่มทำกำไรได้ดีขึ้น ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านค้า
ตลาดเวียดนาม = โอกาสใหญ่
ตลาดต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของ CRC คือ Vietnam ปัจจุบันสร้างรายได้ประมาณ 20% ของบริษัท ด้วยประชากรกว่า 100 ล้านคน แต่ CRC มีสาขาเพียง 127 แห่ง จึงยังมีช่องว่างให้ขยายอีกมาก
ตัวเลขธุรกิจล่าสุด
ผลประกอบการปี 2025
- รายได้รวม 253,165 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ 7,432 ล้านบาท
- ปัจจุบัน CRC มีร้านค้ารวม
- 3,596 สาขา
แผนขยายสาขาในไทยปี 2026
ตัวอย่างแผนขยาย
- Tops เปิดเพิ่ม 8–10 สาขา
- Thai Watsadu เปิดเพิ่ม 3–5 สาขา
- Go Wholesale เปิดเพิ่ม 2 สาขา
ที่มา Marketeer Online