#สรุป พฤติกรรม “ต่อต้านเงียบ” ไม่กิน ไม่เข้า ไม่อุดหนุนร้านคนจีน ธุรกิจคนจีน ร้านอาหารจีนในไทยจึงไปไม่รอด ปิดกิจการเพียบ เมื่อเปิดร้านไม่สนคนเจ้าของประเทศจะขายแต่คนจีนด้วยกัน แต่กลับตาลปัตรคนจีนเที่ยวไทยเปลี่ยนพฤติกรรมมาทัวร์ลดลง มาเองมากขึ้น เน้นเข้าร้านท้องถิ่นแทน แถมรสนิยมลิ้นคนไทยสูง จ่ายแพงไม่ว่าแต่ของต้องดี คุ้มค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากร้านคนจีน
.
ย้อนกลับไปในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมากระแสการไหลบ่าของธุรกิจคนจีน ทั้งร้านอาหาร หม้อไฟ มินามาร์ท จนไปถึงโรงแรม คอนโดฯ และธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ต่างแห่เข้ามาเปิดในไทยชนิดที่เรียกว่าไม่ต่างอะไรกับคลื่นสึนามิโหมซัดกระหน่ำ จนทำให้ธุรกิจคนไทยในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และเปลี่ยนโฉมหน้าของย่านต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ ให้กลายเป็น "มณฑล" หนึ่งของจีนทั้งย่านห้วยขวาง รัชดาภิเษก พระราม 9 ลามไปถึงจังหวัดท่องเที่ยวที่ชาวจีนนิยมมาเยือนก็มีธุรกิจจีนผุดขึ้นเต็มไปหมดทั้งที่แบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ เชียงราย หรือเมืองพัทยา เป็นต้น
.
ยังไม่รวมถึงธุรกิจ "ทัวร์ 0 เหรียญ" ที่เข้ามาหากินกับทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวของไทย แต่เงินกลับไหลเข้าไปยังกระเป๋าเงินคนจีน เพราะตั้งแต่แพคเกจทัวร์ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ล้วนเป็นของคนจีนแทบทั้งสิ้น ซึ่งในช่วงนั้นเรียกว่าสร้างความเสียหายเป็นอย่างมากต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว กระทบต่อวิถีชีวิตในสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนหลายคนมองว่าไทยกำลังถูกทุนจีนกินรวบทุกระดับชั้นไปแล้ว
.
แต่ ณ ปัจจุบัน สถานการณ์กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนไทยกังวล เพราะกลายเป็นว่า เกิดกระแสการปิดตัวของธุรกิจและร้านอาหารจีนในไทยเป็นวงกว้าง แม้ช่วงแรกจะดูเหมือนบุกตลาดอย่างหนัก แต่ความจริงแล้วมีหลายปัจจัยซ้อนทับกันที่ทำให้หลายรายไปต่อไม่ไหว ยังไม่รวมธุรกิจขนาดใหญ่บางรายเช่นรถยนต์ไฟฟ้าที่ก็ม้วนเสื่อกลับบ้าน หรือถึงขั้นล้มละลายที่ประเทศแม่ก็ทำให้การดำเนินธุรกิจในไทยหยุดชะงักเช่นกัน
.
มีปัจจัยมากมายที่ทำให้ธุรกิจจีนต้องถอยทัพกลับ ซึ่งผู้เขียนได้วิเคราะห์มุมมองเอาไว้หลากลายด้านในบทความนี้ (ร้านที่มาเปิดขายของจริงๆ ไม่ใช่มาเพื่อฟอก)
.
1. การแข่งขันที่รุนแรงเกินจุดสมดุล (Market Oversupply) : ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจจีนไหลทะลักเข้ามาในไทยพร้อมกันในลักษณะ "เลียนแบบ" กันมา เช่น หมาล่าสายพาน ร้านชาผลไม้ หรือร้านสินค้าเบ็ดเตล็ด
.
เมื่อมีร้านประเภทเดียวกันเปิดติดๆ กันในย่านเดียว เช่น ห้วยขวาง หรือบรรทัดทอง ลูกค้าจึงถูกหารแบ่งออกไป จากตลาดที่มีผู้ซื้อมากว่าผู้ขายกลายเป็นตลาดที่ผู้ขายรุมแย่งคนซื้อ กลายเป็น Red Ocean ในธุรกิจเดียวกัน จนยอดขายไม่คุ้มค่าเช่าที่พุ่งสูงขึ้น
.
กลยุทธ์ที่ธุรกิจจีนชอบนำมาใช้ในการแย่งลูกค้าคือ สงครามราคา (Price War) การตัดราคากันเองเพื่อดึงลูกค้า ทำให้กำไรต่ำจนบริหารจัดการลำบาก ซึ่งสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นในขนาดตลาดและธุรกิจที่ใหญ่มากอย่างรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน ที่ทำสงครามราคาใส่กันเองจนบิดเบือนกลไกราคา ผลที่ตามมาคือ ยิ่งขายยิ่งขาดทุน ทำให้ธุรกิจอยู่ยากทั้งที่ต้นทุนที่ต้องจ่ายยังเท่าเดิมหรือสูงขึ้น
.
2. โมเดลธุรกิจแบบ "ฉาบฉวย" (Fast Fashion Model) : มักเห็นได้ในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารจีนหลายแห่งเน้นการตกแต่งที่สวยงามเพื่อลงโซเชียลจนเป็นไวรัล แต่ละเลยปัจจัยพื้นฐานโดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพวัตถุดิบ และรสชาติ
.
คนไทยมีลิ้นที่ไวต่อมิติที่ซับซ้อนของรสชาติอาหารอย่างที่หลายคนไม่รู้ตัว สามารถแยกแยะวัถุดิบได้ว่าแบบไหนคือดีหรือไม่ดี แม้กระทั่งแยกรสชาติน้ำเปล่าบรรจุขวดแต่ละยี่ห้อก็ยังได้ เมื่อร้านจีนทำรสชาติไม่ถูกปากคนไทย เพียงเพื่อต้องการรักษารสชาติแบบจีนแท้ Authentic มากเกินไป ซึ่งหลายอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่ลิ้นของคนไทยโดยทั่วไปตีความว่านี่คือความอร่อย โดยเฉพาะอาหารจีนที่ส่วนใหญ่มักมีรสชาติพื้นฐานคือรสเค็ม ซึ่งระดับความเค็มที่คนจีนกิน แต่กับลิ้นคนไทยกินมันอาจจะเค็มเกินไปในระยะยาว รวมทั้งอาหารจีนส่วนใหญ่ค่อนข้างมัน เพราะใช้น้ำมันในการปรุงเยอะกว่าอาหารไทย ทำให้เมื่อกินไปมากๆ ก็เกิดอาหารเลี่ยน กินได้ครั้งเดียวก็พอถือว่าได้ลองแล้ว และน้อยครั้งที่จะกลับไปกินอีก ถ้ากินครั้งแรกแล้วไม่ถูกปาก อาจจะด้วยเพราะตั้งใจเปิดขึ้นมาเพื่อรองรับคนจีน นักท่องเที่ยวจีน ทัวร์จีน แตปัจจุบันพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนจีนนั้นเปลี่ยนแปลงไป คนจีนรุ่นใหม่ๆ มาเที่ยวเองมากขึ้น เข้าร้านท้องถิ่นเพื่อสัมผัสประสบการณ์แบบ Local จริงๆ ส่วนทัวร์จีนก็ลดลง ทำให้ร้านคนจีนด้วยกันเอง คนจีนยังไม่เข้าไปอุดหนุน เพราะถ้าจะกินอาหารจีนแบบต้นตำหรับก็กลับไปกินที่บ้านก็ได้
.
นอกจากนี้คุณภาพบริการก็เป็นสิ่งที่คนไทยให้ความสำคัญ การจัดการหลังบ้านที่ยังไม่เป็นระบบเท่าเชนร้านอาหารท้องถิ่น ยิ่งร้านจีนที่ต้องจ่ายราคาแทบไม่ต่างจากร้านไทยขึ้นห้าง แต่ได้รับการบริการที่ด้อยกว่า ทำให้เกิดกระแสลบในรีวิวได้ง่าย ซึ่งสำหรับคนไทยแล้วนอกจากอาหารต้องอร่อย การบริการก็ต้องใส่ใจลูกค้าให้สมกับราคาที่จ่าย เพราะนั่นคือหนึ่งในอรรถรสของการกินอาหาร หากรสชาติอาหารไม่ถูกปาก การบริการยังด้อยกว่า แต่ต้องจ่ายในราคาที่สูงพอๆ กับร้านดีๆ ในไทย คนไทยก็พร้อมไม่เข้าร้านเช่นกัน
.
3. มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น (Legal & Regulatory Crackdown) : ด้วยการที่ธุรกิจคนจีนถูกร้องเรียนอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และกลายเป็นข่าวดังกระทบชิ่งไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลยให้ร้านเหล่านี้เข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างไม่ถูกต้อง เรียกได้ว่าประชาชนด่าการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ของข้าราชการ จนสุดท้ายกระทบไปยังบุคคลระดับสูงในรัฐบาล ทำให้ต้องมีคำสั่งจี้ลงมาให้ภาครัฐไทยต้องขยับตัวตรวจสอบอย่างจริงจังในหลายมิติ ทั้งการตรวจสอบกลุ่มนอมินีคนไทยที่ถือหุ้นแทนคนต่างชาติเข้มข้นขึ้น ทำให้ธุรกิจที่ทำผิดกฎหมายต้องรีบปิดตัวเพื่อเลี่ยงคดี
.
การตรวจสอบมาตรฐานสาธารณสุขและภาษี ที่เกิดการกวาดล้างสินค้าหนีภาษี หรือวัตถุดิบที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพมาตรฐานทั้ง อย. และ มอก. ทำให้ต้นทุนแฝงของร้านเหล่านี้สูงขึ้นทันที เมื่อต้นทุนที่ไม่เคยต้องจ่าย กลับต้องมาทำให้ถูกต้อง ทั้งเสียภาษี เสียค่าทำเอกสารใบรับรองตามกฎหมายซึ่งมีความยุ่งยากและซับซ้อนสำหรับชาวต่างชาติ ทำให้คนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจแบบตั้งใจไม่ให้ถูกกฎหมายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งรวมไปถึงการเอาเงินมาฟอกย่อมเลือกที่จะปิดธุรกิจหนีมากกว่า แทนที่จะทำให้ถูกกฎหมาย เพราะความตั้งใจเริ่มต้นที่หอบเงินมาไม่ได้อยากเข้ามาแบบถูกต้องตั้งแต่ต้นนั่นเอง
.
4. กำลังซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป : ก่อนหน้านี้กระแส "หมาล่าฟีเวอร์" ในไทยทำให้คนแห่ไปลองอาหารที่มีส่วนประกอบของหมาล่า สินค้า อาหารต่างๆ ก็มีการชูรสหมาล่าจนเกลื่อนเมือง แต่เมื่อกระแสมันเริ่มถึงจุดอิ่มตัว คนไทยเริ่มมองหาความหลากหลายใหม่ๆ หมาล่าที่เคยเป็นตัวชูโรงของอาหารจีนรสเผ็ดร้อนที่คนไทยที่ต้องการลองของใหม่ ก็ไม่ใช่ของใหม่ที่น่าสนใจอีกต่อไป เพราะด้วยพื้นฐานคนไทยกินอาหารรสที่ซับซ้อนมากกว่าแค่เผ็ดชา ทำให้หมาล่าคือรสชาติธรรมดารสหนึ่งไปแล้ว
.
ประกอบกับเศรษฐกิจชะลอตัว เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้บริโภคระมัดระวังการจ่ายเงินกับมื้ออาหารที่มีราคาสูงหรือฟุ่มเฟือยมากขึ้น และอาหารจีนก็ไม่ใช่อาหารที่จะกินได้ทุกวันในชีวิตประจำวันเหมือนข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ หรืออาหารตามสั่ง ดังนั้นถ้าจะจ่ายแพงในมื้ออาหารพิเศษ คนไทยก็เลือกที่จะกินในสิ่งที่คุ้มค่า อร่อย และราคาสมเหตุสมผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาไม่ได้ในร้านอาหารจีนทั่วไป
.
5. ต้นทุนการดำเนินงานในไทยที่สูงกว่าคาด : นักลงทุนจีนหลายรายอาจประเมินค่าใช้จ่ายในไทยต่ำไป โดยเฉพาะค่าเช่าที่ในทำเลทอง ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นตามดีมานด์นักลงทุนต่างชาติ
.
ค่าแรงและกฎหมายแรงงาน การบริหารจัดการพนักงานไทยมีบริบทที่ต่างจากจีน ทำให้เกิดปัญหาหมุนเวียนพนักงาน (Turnover) สูง
.
6. กำแพงด้านภาษาและการสื่อสาร : หลายร้านใช้พนักงานชาวจีนหรือแรงงานต่างด้าวที่พูดภาษาไทยไม่ได้เลย หรือพูดได้น้อยมาก สิ่งนี้ส่งผลให้การสั่งอาหารลำบาก เมื่อลูกค้าต้องการสอบถามรายละเอียดเมนู การปรับรสชาติ หรือขอความช่วยเหลือพิเศษแล้วสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ทำให้เกิดความอึดอัด (Frustration)
.
เกิดความรู้สึกแปลกแยก เพราะลูกค้าบางส่วนรู้สึกเหมือนไปกินข้าวในต่างประเทศทั้งที่อยู่ในไทย ซึ่งความตื่นเต้นนี้จะหายไปอย่างรวดเร็วและกลายเป็นความลำบากใจแทน
.
7. ทัศนคติต่อ "ภาพลักษณ์สินค้าจีน" : แม้คนไทยจะยอมรับเทคโนโลยีจีน เช่น รถ EV และโทรศัพท์สมาร์โฟน แต่กับ "ของกิน" คนไทยยังมีความระแวงสูงในบางเรื่อง
.
โดยเฉพาะความสะอาดและความปลอดภัย ข่าวเรื่องวัตถุดิบปลอมหรือโรงงานใต้ดินในจีนที่หลุดออกมาบ่อยๆ ทำให้คนไทยบางกลุ่มตั้งการ์ดสูงกับร้านที่ดู "จีนจ๋า" เกินไปจนดูไม่ถูกสุขลักษณะ และยิ่งเป็นร้านที่เข้ามาแบบไม่ถูกต้อง ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพจากหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐ ยิ่งทำให้ความไว้วางใจที่จะเอาเข้าปากของคนไทยยิ่งยากไปใหญ่ ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาว่ากินไปแล้วจะเป็นอะไรหรือไม่ ก็เลือกที่จะไม่เข้าไปกินเสียแต่ทีแรกดีกว่า
.
สุดท้ายคือความชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ที่เริ่มมีกระแสในโซเชียลเกี่ยวกับการ "ไม่สนับสนุนทุนจีนที่มาแย่งอาชีพคนไทย" ทัศนคตินี้เริ่มขยายตัวทำให้คนไทยบางส่วนเลือกอุดหนุนร้านของคนไทยด้วยกันเองมากขึ้น
.
สำหรับคนไทยแล้ว "ถ้าต้องจ่ายเงินเท่ากัน คนไทยจะเลือกไปร้านที่มีแอร์เย็น บริการยิ้มแย้ม สื่อสารเข้าใจ และรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจคนไทยจริงๆ"
.
อย่างไรก็ตาม ร้านจีนที่เป็นเชนใหญ่ (Global Chain) เช่น Haidilao หรือ Mixue ยังคงมีคนไทยเข้าใช้บริการ เพราะด้วยมาตรฐานการบริการและการสื่อสารที่เป็นระบบ (Localization) ซึ่งต่างจากร้านจีน "ตึกแถว" หรือร้านรายย่อยที่ปิดตัวลงไป
https://www.facebook.com/share/p/1CKSfRopT3/
🚫 สรุปพฤติกรรม “ต่อต้านเงียบ” ไม่กิน ไม่เข้า ไม่อุดหนุนร้านคนจีน ธุรกิจคนจีน ร้านอาหารจีนในไทยจึงไปไม่รอด
.
ย้อนกลับไปในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมากระแสการไหลบ่าของธุรกิจคนจีน ทั้งร้านอาหาร หม้อไฟ มินามาร์ท จนไปถึงโรงแรม คอนโดฯ และธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ต่างแห่เข้ามาเปิดในไทยชนิดที่เรียกว่าไม่ต่างอะไรกับคลื่นสึนามิโหมซัดกระหน่ำ จนทำให้ธุรกิจคนไทยในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และเปลี่ยนโฉมหน้าของย่านต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ ให้กลายเป็น "มณฑล" หนึ่งของจีนทั้งย่านห้วยขวาง รัชดาภิเษก พระราม 9 ลามไปถึงจังหวัดท่องเที่ยวที่ชาวจีนนิยมมาเยือนก็มีธุรกิจจีนผุดขึ้นเต็มไปหมดทั้งที่แบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ เชียงราย หรือเมืองพัทยา เป็นต้น
.
ยังไม่รวมถึงธุรกิจ "ทัวร์ 0 เหรียญ" ที่เข้ามาหากินกับทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวของไทย แต่เงินกลับไหลเข้าไปยังกระเป๋าเงินคนจีน เพราะตั้งแต่แพคเกจทัวร์ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ล้วนเป็นของคนจีนแทบทั้งสิ้น ซึ่งในช่วงนั้นเรียกว่าสร้างความเสียหายเป็นอย่างมากต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว กระทบต่อวิถีชีวิตในสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนหลายคนมองว่าไทยกำลังถูกทุนจีนกินรวบทุกระดับชั้นไปแล้ว
.
แต่ ณ ปัจจุบัน สถานการณ์กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนไทยกังวล เพราะกลายเป็นว่า เกิดกระแสการปิดตัวของธุรกิจและร้านอาหารจีนในไทยเป็นวงกว้าง แม้ช่วงแรกจะดูเหมือนบุกตลาดอย่างหนัก แต่ความจริงแล้วมีหลายปัจจัยซ้อนทับกันที่ทำให้หลายรายไปต่อไม่ไหว ยังไม่รวมธุรกิจขนาดใหญ่บางรายเช่นรถยนต์ไฟฟ้าที่ก็ม้วนเสื่อกลับบ้าน หรือถึงขั้นล้มละลายที่ประเทศแม่ก็ทำให้การดำเนินธุรกิจในไทยหยุดชะงักเช่นกัน
.
มีปัจจัยมากมายที่ทำให้ธุรกิจจีนต้องถอยทัพกลับ ซึ่งผู้เขียนได้วิเคราะห์มุมมองเอาไว้หลากลายด้านในบทความนี้ (ร้านที่มาเปิดขายของจริงๆ ไม่ใช่มาเพื่อฟอก)
.
1. การแข่งขันที่รุนแรงเกินจุดสมดุล (Market Oversupply) : ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจจีนไหลทะลักเข้ามาในไทยพร้อมกันในลักษณะ "เลียนแบบ" กันมา เช่น หมาล่าสายพาน ร้านชาผลไม้ หรือร้านสินค้าเบ็ดเตล็ด
.
เมื่อมีร้านประเภทเดียวกันเปิดติดๆ กันในย่านเดียว เช่น ห้วยขวาง หรือบรรทัดทอง ลูกค้าจึงถูกหารแบ่งออกไป จากตลาดที่มีผู้ซื้อมากว่าผู้ขายกลายเป็นตลาดที่ผู้ขายรุมแย่งคนซื้อ กลายเป็น Red Ocean ในธุรกิจเดียวกัน จนยอดขายไม่คุ้มค่าเช่าที่พุ่งสูงขึ้น
.
กลยุทธ์ที่ธุรกิจจีนชอบนำมาใช้ในการแย่งลูกค้าคือ สงครามราคา (Price War) การตัดราคากันเองเพื่อดึงลูกค้า ทำให้กำไรต่ำจนบริหารจัดการลำบาก ซึ่งสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นในขนาดตลาดและธุรกิจที่ใหญ่มากอย่างรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน ที่ทำสงครามราคาใส่กันเองจนบิดเบือนกลไกราคา ผลที่ตามมาคือ ยิ่งขายยิ่งขาดทุน ทำให้ธุรกิจอยู่ยากทั้งที่ต้นทุนที่ต้องจ่ายยังเท่าเดิมหรือสูงขึ้น
.
2. โมเดลธุรกิจแบบ "ฉาบฉวย" (Fast Fashion Model) : มักเห็นได้ในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารจีนหลายแห่งเน้นการตกแต่งที่สวยงามเพื่อลงโซเชียลจนเป็นไวรัล แต่ละเลยปัจจัยพื้นฐานโดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพวัตถุดิบ และรสชาติ
.
คนไทยมีลิ้นที่ไวต่อมิติที่ซับซ้อนของรสชาติอาหารอย่างที่หลายคนไม่รู้ตัว สามารถแยกแยะวัถุดิบได้ว่าแบบไหนคือดีหรือไม่ดี แม้กระทั่งแยกรสชาติน้ำเปล่าบรรจุขวดแต่ละยี่ห้อก็ยังได้ เมื่อร้านจีนทำรสชาติไม่ถูกปากคนไทย เพียงเพื่อต้องการรักษารสชาติแบบจีนแท้ Authentic มากเกินไป ซึ่งหลายอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่ลิ้นของคนไทยโดยทั่วไปตีความว่านี่คือความอร่อย โดยเฉพาะอาหารจีนที่ส่วนใหญ่มักมีรสชาติพื้นฐานคือรสเค็ม ซึ่งระดับความเค็มที่คนจีนกิน แต่กับลิ้นคนไทยกินมันอาจจะเค็มเกินไปในระยะยาว รวมทั้งอาหารจีนส่วนใหญ่ค่อนข้างมัน เพราะใช้น้ำมันในการปรุงเยอะกว่าอาหารไทย ทำให้เมื่อกินไปมากๆ ก็เกิดอาหารเลี่ยน กินได้ครั้งเดียวก็พอถือว่าได้ลองแล้ว และน้อยครั้งที่จะกลับไปกินอีก ถ้ากินครั้งแรกแล้วไม่ถูกปาก อาจจะด้วยเพราะตั้งใจเปิดขึ้นมาเพื่อรองรับคนจีน นักท่องเที่ยวจีน ทัวร์จีน แตปัจจุบันพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนจีนนั้นเปลี่ยนแปลงไป คนจีนรุ่นใหม่ๆ มาเที่ยวเองมากขึ้น เข้าร้านท้องถิ่นเพื่อสัมผัสประสบการณ์แบบ Local จริงๆ ส่วนทัวร์จีนก็ลดลง ทำให้ร้านคนจีนด้วยกันเอง คนจีนยังไม่เข้าไปอุดหนุน เพราะถ้าจะกินอาหารจีนแบบต้นตำหรับก็กลับไปกินที่บ้านก็ได้
.
นอกจากนี้คุณภาพบริการก็เป็นสิ่งที่คนไทยให้ความสำคัญ การจัดการหลังบ้านที่ยังไม่เป็นระบบเท่าเชนร้านอาหารท้องถิ่น ยิ่งร้านจีนที่ต้องจ่ายราคาแทบไม่ต่างจากร้านไทยขึ้นห้าง แต่ได้รับการบริการที่ด้อยกว่า ทำให้เกิดกระแสลบในรีวิวได้ง่าย ซึ่งสำหรับคนไทยแล้วนอกจากอาหารต้องอร่อย การบริการก็ต้องใส่ใจลูกค้าให้สมกับราคาที่จ่าย เพราะนั่นคือหนึ่งในอรรถรสของการกินอาหาร หากรสชาติอาหารไม่ถูกปาก การบริการยังด้อยกว่า แต่ต้องจ่ายในราคาที่สูงพอๆ กับร้านดีๆ ในไทย คนไทยก็พร้อมไม่เข้าร้านเช่นกัน
.
3. มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น (Legal & Regulatory Crackdown) : ด้วยการที่ธุรกิจคนจีนถูกร้องเรียนอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และกลายเป็นข่าวดังกระทบชิ่งไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลยให้ร้านเหล่านี้เข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างไม่ถูกต้อง เรียกได้ว่าประชาชนด่าการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ของข้าราชการ จนสุดท้ายกระทบไปยังบุคคลระดับสูงในรัฐบาล ทำให้ต้องมีคำสั่งจี้ลงมาให้ภาครัฐไทยต้องขยับตัวตรวจสอบอย่างจริงจังในหลายมิติ ทั้งการตรวจสอบกลุ่มนอมินีคนไทยที่ถือหุ้นแทนคนต่างชาติเข้มข้นขึ้น ทำให้ธุรกิจที่ทำผิดกฎหมายต้องรีบปิดตัวเพื่อเลี่ยงคดี
.
การตรวจสอบมาตรฐานสาธารณสุขและภาษี ที่เกิดการกวาดล้างสินค้าหนีภาษี หรือวัตถุดิบที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพมาตรฐานทั้ง อย. และ มอก. ทำให้ต้นทุนแฝงของร้านเหล่านี้สูงขึ้นทันที เมื่อต้นทุนที่ไม่เคยต้องจ่าย กลับต้องมาทำให้ถูกต้อง ทั้งเสียภาษี เสียค่าทำเอกสารใบรับรองตามกฎหมายซึ่งมีความยุ่งยากและซับซ้อนสำหรับชาวต่างชาติ ทำให้คนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจแบบตั้งใจไม่ให้ถูกกฎหมายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งรวมไปถึงการเอาเงินมาฟอกย่อมเลือกที่จะปิดธุรกิจหนีมากกว่า แทนที่จะทำให้ถูกกฎหมาย เพราะความตั้งใจเริ่มต้นที่หอบเงินมาไม่ได้อยากเข้ามาแบบถูกต้องตั้งแต่ต้นนั่นเอง
.
4. กำลังซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป : ก่อนหน้านี้กระแส "หมาล่าฟีเวอร์" ในไทยทำให้คนแห่ไปลองอาหารที่มีส่วนประกอบของหมาล่า สินค้า อาหารต่างๆ ก็มีการชูรสหมาล่าจนเกลื่อนเมือง แต่เมื่อกระแสมันเริ่มถึงจุดอิ่มตัว คนไทยเริ่มมองหาความหลากหลายใหม่ๆ หมาล่าที่เคยเป็นตัวชูโรงของอาหารจีนรสเผ็ดร้อนที่คนไทยที่ต้องการลองของใหม่ ก็ไม่ใช่ของใหม่ที่น่าสนใจอีกต่อไป เพราะด้วยพื้นฐานคนไทยกินอาหารรสที่ซับซ้อนมากกว่าแค่เผ็ดชา ทำให้หมาล่าคือรสชาติธรรมดารสหนึ่งไปแล้ว
.
ประกอบกับเศรษฐกิจชะลอตัว เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้บริโภคระมัดระวังการจ่ายเงินกับมื้ออาหารที่มีราคาสูงหรือฟุ่มเฟือยมากขึ้น และอาหารจีนก็ไม่ใช่อาหารที่จะกินได้ทุกวันในชีวิตประจำวันเหมือนข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ หรืออาหารตามสั่ง ดังนั้นถ้าจะจ่ายแพงในมื้ออาหารพิเศษ คนไทยก็เลือกที่จะกินในสิ่งที่คุ้มค่า อร่อย และราคาสมเหตุสมผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาไม่ได้ในร้านอาหารจีนทั่วไป
.
5. ต้นทุนการดำเนินงานในไทยที่สูงกว่าคาด : นักลงทุนจีนหลายรายอาจประเมินค่าใช้จ่ายในไทยต่ำไป โดยเฉพาะค่าเช่าที่ในทำเลทอง ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นตามดีมานด์นักลงทุนต่างชาติ
.
ค่าแรงและกฎหมายแรงงาน การบริหารจัดการพนักงานไทยมีบริบทที่ต่างจากจีน ทำให้เกิดปัญหาหมุนเวียนพนักงาน (Turnover) สูง
.
6. กำแพงด้านภาษาและการสื่อสาร : หลายร้านใช้พนักงานชาวจีนหรือแรงงานต่างด้าวที่พูดภาษาไทยไม่ได้เลย หรือพูดได้น้อยมาก สิ่งนี้ส่งผลให้การสั่งอาหารลำบาก เมื่อลูกค้าต้องการสอบถามรายละเอียดเมนู การปรับรสชาติ หรือขอความช่วยเหลือพิเศษแล้วสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ทำให้เกิดความอึดอัด (Frustration)
.
เกิดความรู้สึกแปลกแยก เพราะลูกค้าบางส่วนรู้สึกเหมือนไปกินข้าวในต่างประเทศทั้งที่อยู่ในไทย ซึ่งความตื่นเต้นนี้จะหายไปอย่างรวดเร็วและกลายเป็นความลำบากใจแทน
.
7. ทัศนคติต่อ "ภาพลักษณ์สินค้าจีน" : แม้คนไทยจะยอมรับเทคโนโลยีจีน เช่น รถ EV และโทรศัพท์สมาร์โฟน แต่กับ "ของกิน" คนไทยยังมีความระแวงสูงในบางเรื่อง
.
โดยเฉพาะความสะอาดและความปลอดภัย ข่าวเรื่องวัตถุดิบปลอมหรือโรงงานใต้ดินในจีนที่หลุดออกมาบ่อยๆ ทำให้คนไทยบางกลุ่มตั้งการ์ดสูงกับร้านที่ดู "จีนจ๋า" เกินไปจนดูไม่ถูกสุขลักษณะ และยิ่งเป็นร้านที่เข้ามาแบบไม่ถูกต้อง ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพจากหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐ ยิ่งทำให้ความไว้วางใจที่จะเอาเข้าปากของคนไทยยิ่งยากไปใหญ่ ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาว่ากินไปแล้วจะเป็นอะไรหรือไม่ ก็เลือกที่จะไม่เข้าไปกินเสียแต่ทีแรกดีกว่า
.
สุดท้ายคือความชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ที่เริ่มมีกระแสในโซเชียลเกี่ยวกับการ "ไม่สนับสนุนทุนจีนที่มาแย่งอาชีพคนไทย" ทัศนคตินี้เริ่มขยายตัวทำให้คนไทยบางส่วนเลือกอุดหนุนร้านของคนไทยด้วยกันเองมากขึ้น
.
สำหรับคนไทยแล้ว "ถ้าต้องจ่ายเงินเท่ากัน คนไทยจะเลือกไปร้านที่มีแอร์เย็น บริการยิ้มแย้ม สื่อสารเข้าใจ และรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจคนไทยจริงๆ"
.
อย่างไรก็ตาม ร้านจีนที่เป็นเชนใหญ่ (Global Chain) เช่น Haidilao หรือ Mixue ยังคงมีคนไทยเข้าใช้บริการ เพราะด้วยมาตรฐานการบริการและการสื่อสารที่เป็นระบบ (Localization) ซึ่งต่างจากร้านจีน "ตึกแถว" หรือร้านรายย่อยที่ปิดตัวลงไป
https://www.facebook.com/share/p/1CKSfRopT3/