ความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรก
สวรรค์และนรกอยู่ในมิติฝ่ายวิญญาณ ซึ่งอยู่คนละมิติกับโลก
สภาพของสวรรค์และนรกจึงแตกต่างจากโลกนี้อย่างสิ้นเชิง
และไม่มีมนุษย์คนใดทราบความจริงว่าสภาพในสวรรค์และนรกเป็นอย่างไร
ผู้ที่อ้างว่าได้เห็นสวรรค์และนรก ก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้าง
เนื่องจากไม่สามารถทำการพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง
จึงสันนิษฐานว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นเป็นเพียงนิมิต
ซึ่งนิมิตอาจเป็นเรื่องจริงหรือเท็จก็ได้
สำหรับศาสนาคริสต์ที่เชื่อในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งได้กล่าวถึงสภาพในสวรรค์และนรก
ก็อาจเป็นเรื่องจริงหรือเท็จด้วยเช่นกัน
ดังนั้นสวรรค์และนรกจึงเป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง
ความเชื่อส่วนตัว
1. สวรรค์และนรกไม่มีกลางวันและกลางคืน
โดยทุกดวงวิญญาณในสวรรค์และนรกทำการสื่อสารต่อกันทางกระแสจิต
จึงเสมือนว่ามีตาทิพย์ โดยไม่ต้องมีแสงสว่างมาช่วยให้มองเห็น
2. สวรรค์และนรกไม่มีฝนตก / ลูกเห็บตก / หิมะตก และไม่มีฤดูกาลต่างๆ เหมือนกับบนโลก
3. ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงที่
=> สวรรค์มีแต่ความสุขโดยไม่มีความทุกข์
=> นรกเต็มไปด้วยความทุกข์ แต่อาจมีความสุขปะปนอยู่ด้วย
=> ทุกดวงวิญญาณที่อยู่ในสวรรค์และนรก ล้วนเป็นอมตะโดยไม่มีวันดับสูญ
และจะต้องอยู่ในสวรรค์หรือนรกตลอดไปชั่วนิรันดร์
พระเยซูคริสต์ได้ตรัสดังนี้ : อ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล
=> ผู้ที่วางใจพระเจ้าผู้ประเสริฐ จะได้ไปอยู่ในสวรรค์ชั่วนิรันดร์
ซึ่งผู้นั้นจะต้องผ่านกระบวนการสารภาพบาปต่อพระเจ้าผู้ประเสริฐ
โดยมีการสำนึกผิดจากใจจริง และยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป
จึงมาขอให้พระเจ้าผู้ประเสริฐยกโทษบาปทั้งหมดให้แก่ตน
พระเจ้าผู้ประเสริฐก็จะยกโทษบาปและชำระบาปทั้งหมดให้แก่เขา
แล้วเปลี่ยนเขาจากคนบาปให้เป็นคนชอบธรรม
หลักความเชื่อของศาสนาคริสต์
1. ผู้ที่เดินในทางชอบธรรมของพระเจ้า พระเจ้าจะช่วยนำชีวิตให้ดีและมีสันติสุข
2. ผู้ที่เดินในทางชอบธรรมของพระเจ้า
อย่างมั่นคง พระเจ้าจะรับไปอยู่ในสวรรค์ชั่วนิรันดร์
ส่วนผู้ที่ไม่เดินในทางชอบธรรมของพระเจ้า จะต้องตกนรกชั่วนิรันดร์
3. การเดินในทางชอบธรรมของพระเจ้า ประกอบด้วย
วางใจพระเจ้า ไม่ทำบาป และมุ่งทำความดี
*วางใจพระเจ้า หมายถึง เชื่อมั่นในพระเจ้าในพระนามพระเยซูคริสต์
โดยเชื่อว่าพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดี
สวรรค์และนรก
สวรรค์และนรกอยู่ในมิติฝ่ายวิญญาณ ซึ่งอยู่คนละมิติกับโลก
สภาพของสวรรค์และนรกจึงแตกต่างจากโลกนี้อย่างสิ้นเชิง
และไม่มีมนุษย์คนใดทราบความจริงว่าสภาพในสวรรค์และนรกเป็นอย่างไร
ผู้ที่อ้างว่าได้เห็นสวรรค์และนรก ก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้าง
เนื่องจากไม่สามารถทำการพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง
จึงสันนิษฐานว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นเป็นเพียงนิมิต ซึ่งนิมิตอาจเป็นเรื่องจริงหรือเท็จก็ได้
สำหรับศาสนาคริสต์ที่เชื่อในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งได้กล่าวถึงสภาพในสวรรค์และนรก
ก็อาจเป็นเรื่องจริงหรือเท็จด้วยเช่นกัน ดังนั้นสวรรค์และนรกจึงเป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง
ความเชื่อส่วนตัว
1. สวรรค์และนรกไม่มีกลางวันและกลางคืน
โดยทุกดวงวิญญาณในสวรรค์และนรกทำการสื่อสารต่อกันทางกระแสจิต
จึงเสมือนว่ามีตาทิพย์ โดยไม่ต้องมีแสงสว่างมาช่วยให้มองเห็น
2. สวรรค์และนรกไม่มีฝนตก / ลูกเห็บตก / หิมะตก และไม่มีฤดูกาลต่างๆ เหมือนกับบนโลก
3. ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงที่
=> สวรรค์มีแต่ความสุขโดยไม่มีความทุกข์
=> นรกเต็มไปด้วยความทุกข์ แต่อาจมีความสุขปะปนอยู่ด้วย
=> ทุกดวงวิญญาณที่อยู่ในสวรรค์และนรก ล้วนเป็นอมตะโดยไม่มีวันดับสูญ
และจะต้องอยู่ในสวรรค์หรือนรกตลอดไปชั่วนิรันดร์
พระเยซูคริสต์ได้ตรัสดังนี้ : อ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล
=> ผู้ที่วางใจพระเจ้าผู้ประเสริฐ จะได้ไปอยู่ในสวรรค์ชั่วนิรันดร์
ซึ่งผู้นั้นจะต้องผ่านกระบวนการสารภาพบาปต่อพระเจ้าผู้ประเสริฐ
โดยมีการสำนึกผิดจากใจจริง และยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป
จึงมาขอให้พระเจ้าผู้ประเสริฐยกโทษบาปทั้งหมดให้แก่ตน
พระเจ้าผู้ประเสริฐก็จะยกโทษบาปและชำระบาปทั้งหมดให้แก่เขา
แล้วเปลี่ยนเขาจากคนบาปให้เป็นคนชอบธรรม
หลักความเชื่อของศาสนาคริสต์
1. ผู้ที่เดินในทางชอบธรรมของพระเจ้า พระเจ้าจะช่วยนำชีวิตให้ดีและมีสันติสุข
2. ผู้ที่เดินในทางชอบธรรมของพระเจ้าอย่างมั่นคง พระเจ้าจะรับไปอยู่ในสวรรค์ชั่วนิรันดร์
ส่วนผู้ที่ไม่เดินในทางชอบธรรมของพระเจ้า จะต้องตกนรกชั่วนิรันดร์
3. การเดินในทางชอบธรรมของพระเจ้า ประกอบด้วย วางใจพระเจ้า ไม่ทำบาป และมุ่งทำความดี
*วางใจพระเจ้า หมายถึง เชื่อมั่นในพระเจ้าในพระนามพระเยซูคริสต์
โดยเชื่อว่าพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดี