ชาวขอนแก่นประสานเสียง ค้านสูตรค่าไฟแบบขั้นบันได เรียกร้องรัฐบาลคิดค่าไฟตามหน่วยใช้จริง
https://ch3plus.com/news/social/morning/462042
.

.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังรัฐบาลเตรียมปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่แบบขั้นบันได ซึ่งมีกำหนดเริ่มใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยกำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรก ได้รับสิทธิอัตราพิเศษไม่เกินหน่วยละ 3 บาท กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า 200–400 หน่วย จะมีการปรับเพิ่มขึ้นไม่มาก และถูกลงประมาณ 10% ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วยขึ้นไป ส่วนที่เกินจะต้องจ่ายในอีกอัตราหนึ่ง ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะใช้เฉพาะภาคครัวเรือนหรือที่อยู่อาศัยเท่านั้น ไม่ครอบคลุมกิจการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ภาคเกษตรกร รวมถึงผู้ใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบมิเตอร์ทีโอยู (TOU)
.
ประชาชนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นจำนวนมาก ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว
.
นางพัชรี เจ้าของร้านอาหารครัวแม่ยาย อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า โดยปกติ ร้านของตนมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละ 3,500–4,500 บาท แม้ผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยจะได้รับประโยชน์จากอัตราหน่วยละ 3 บาท แต่เห็นว่าอัตราเริ่มต้นดังกล่าวยังถือว่าสูง เมื่อเทียบกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทั้งราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ได้ช่วยบรรเทาภาระประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละครัวเรือนต้องพึ่งพาตนเองมาโดยตลอด
.
ขณะที่ นางสง่า เจ้าของร้านขายของชำ ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงซบเซา ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อค่าครองชีพโดยรวม มองว่ามาตรการดังกล่าวเปรียบเสมือนการซ้ำเติมประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีสมาชิกจำนวนมาก ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูง
.
ด้าน นายวิมล พ่อค้าหอยทอด กล่าวว่า หลักการที่ผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยจ่ายน้อย ผู้ใช้มากจ่ายมาก เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ควรใช้แนวทางคิดค่าไฟตามหน่วยการใช้จริง มากกว่าการกำหนดเพดานขั้นบันได ในเดือนที่ผ่านมา ตนมีค่าไฟฟ้าสูงถึง 6,000 บาท จึงต้องการให้คงโครงสร้างเดิมมากกว่า
.
ทั้งนี้ เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ ยังคงเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยให้คำนึงถึงภาระค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นสำคัญ
.
.
ปกรณ์วุฒิ ขู่บุกป.ป.ช. จี้เปิดหลักฐานตีตกคำร้อง‘ศักดิ์สยาม’ซุกหุ้น มั่นใจล่าชื่อได้ครบ
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10228249
.
ปกรณ์วุฒิ ฟาด ป.ป.ช. เข้าใจหน้าที่ตัวเองผิด ชี้เป็นอำนาจศาลพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย จี้เปิดหลักฐานตีตกคำร้องปมซุกหุ้น ‘ศักดิ์สยาม’ ขู่ บุก ป.ป.ช. หากอาทิตย์หน้ายังไม่เห็นข้อมูล
.
นที่ 30 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นาย
ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตีตกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ซึ่งเป็นคำร้องที่พรรคประชาชนได้ยื่นในสมัยที่แล้ว ว่า ป.ป.ช. ให้เหตุผลว่ามีการโอนหุ้นทางบัญชีอย่างถูกต้อง และหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยนายศักดิ์สยามได้ปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน และฟ้องคดีนาย ส. ซึ่งเป็นนอมินีในการถือหุ้น
.
ขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. พิสูจน์เจตนาของนายศักดิ์สยาม ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินก่อนปี 2562 ว่าก่อนหน้านี้มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินหรือไม่ โดยเหตุการณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ไม่ได้พิสูจน์ว่าเหตุการณ์ก่อนปี 62 นาย
ศักดิ์สยาม มีเจตนาปิดบังหรือไม่ ทั้งนี้ คำชี้แจงของ ป.ป.ช. พยายามอ้างมาตรฐานการพิสูจน์ทางอาญา หากจะชี้มูลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า สิ้นสงสัยว่ามีเจตนาทุจริต
.
“
ผมคิดว่า ป.ป.ช. มีการเข้าใจผิดในการทำหน้าที่ของตัวเอง ในกระบวนการยุติธรรมผู้ที่ต้องพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัยทางคดีอาญาคือศาล ไม่ใช่ ป.ป.ช.” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว
.
นาย
ปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า ในคดีนี้ ป.ป.ช.ต้องทำหน้าที่เหมือนเป็นตำรวจหรืออัยการ หากเห็นว่ามีมูลต้องชี้มูลแล้วให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่านาย
ศักดิ์สยาม มีความผิดหรือไม่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานนี้ในชั้น ป.ป.ช.
.
ถ้าใช้มาตรฐานนี้ สงสัยว่าหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ หลักฐานการเงินในการโอนหุ้นของหจก.บุรีเจริญฯ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าต้นเงินมาจากนาย
ศักดิ์สยามและปลายทางอยู่ที่ นาย ส. ที่ถูกกล่าวหาเป็นนอมินี ทางป.ป.ช.ได้พิสูจน์หลักฐานนี้หรือไม่ และให้เหตุผลอะไรที่บอกว่าหลักฐานเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเจตนา ไม่มีมูลในการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
.
นาย
ปกรณ์วุฒิ กล่าวด้วยว่า จึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสาร ซึ่งประกอบด้วย รายงานแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมข้อเท็จจริง พยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดีนี้ ความเห็นของพนักงาน ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบทุกคน และรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
.
เนื่องจากศาลปกครอง ได้พิพากษาว่า เมื่อคดีจบแล้ว เอกสารนั้นไม่ได้อยู่ในชั้นความลับอีกต่อไป ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องเปิดเผย ซึ่งเคยมีบรรทัดฐานเรื่องนี้ไปแล้ว หากไม่เปิดเผยข้อมูล ก็จะมีการลงโทษ จึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารเหล่านี้ต่อสาธารณะ หากยังไม่เปิดเผย ภายในสัปดาห์หน้าตนจะเดินทางไปที่สำนักงานป.ป.ช. เพื่อยื่นเอกสารขอให้เปิดเผยหลักฐานทั้งหมด
.
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการรวบรวมรายชื่อที่ร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. นาย
ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตอนนี้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อร่างคำร้องและยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งรายชื่อคาดว่าไม่มีปัญหา
.
คาดว่าภายในเดือนพ.ค.นี้จะยื่นต่อประธานรัฐสภา ทั้งนี้ หากได้เห็นเอกสารหลักฐาน สำนวนคดีของนายศักดิ์สยามทั้งหมด ก็จะเป็นประโยชน์ในการเขียนคำร้อง
.
เมื่อถามว่ากรณีเข้าชื่อเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 236 เพื่อตัดการใช้ดุลพินิจของประธานสภาฯ จะลงชื่อร่วมกันในครั้งนี้เลยหรือไม่ นาย
ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ใช้คนละส่วนกัน ซึ่งการเข้าชื่อเสนอแก้ไขในกรณีดังกล่าว แค่เสียงสส.ของพรรคประชาชน ก็เพียงพอแล้ว
.
เมื่อถามว่ามีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร นาย
ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนไม่ได้เข้าประชุมวิปฝ่ายค้าน จึงไม่แน่ใจว่านาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้พูดคุยเรื่องนี้ด้วยแล้วหรือไม่
.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นาย
ปกรณ์วุฒิ แถลงข่าว พบว่า มี สส.พรรคภูมิใจไทย 2 คน มายืนรับฟังการแถลงข่าวตั้งแต่ต้นจนจบการแถลงข่าว คาดว่าจะมีการบันทึกเสียงด้วย
.
.
รอมฎอน ผิดหวังปธ.สภา เมินตั้งทีมตามคดียิงสมลศักดิ์ บี้ยกเป็นคดีพิเศษ ด้าน ชยพล ยันมีทำ IO เบี่ยงประเด็น. https://www.matichon.co.th/politics/news_5698879
.
“รอมฎอน” ผิดหวังประธานสภาฯ เมินตั้งทีมตามคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” ทั้งที่คดีมีข้อพิรุธ จี้ยกระดับเป็นคดีพิเศษ ด้าน “ชยพล” เผยมี IO สาดโคลนกลบข่าว หวังเบี่ยงประเด็น
.
เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นาย
รอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวภายหลัง นาย
โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เมินข้อเสนอตั้งคณะกรรมการติดตามคดีลอบยิง นาย
กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติว่า เมื่อช่วงเช้าประธานสภาฯได้สนทนากับตนเล็กน้อย โดยบอกว่า ข้อเสนอที่ให้ใช้อำนาจในฐานะประธานสภาฯ ตั้งกลไกติดตามตรวจสอบถ่วงดุลในคดีดังกล่าว เพื่อให้แน่ใจได้ว่าการดำเนินคดีนี้ของพนักงานสอบสวนจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ประธานสภาฯ กลับบอกว่ายังไม่เห็นอุปสรรคและปล่อยให้หน่วยงานดำเนินการ
.
นาย
รอมฎอน กล่าวว่า ทั้งที่ตอนนี้เรามีอุปสรรคอยู่พอสมควร มีข้อกังขาในการรวบรวมพยานหลักฐานและความคืบหน้าของคดี มีข้อกังวล ขณะนี้นายกมลศักดิ์จำเป็นจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความร้องทุกข์เอง ล่าสุดเพิ่งแจ้งความนาวิกโยธิน 2 นายในคดีพยายามฆ่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา รอความชัดเจนในเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีที่ตำรวจภูธรภาค 9 ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ จะสามารถสอบปากคำผู้ที่ถูกร้อง และผู้ที่ถูกแจ้งความหรือไม่ วันนี้ครบกำหนดที่จะต้องสอบปากคำ แต่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ประชาชนกังวลแม้จะจับกุมชุดสังหารได้ 5 คนแล้ว แต่นาย
กมลศักดิ์ก็ไปแจ้งความร้องทุกข์เพิ่ม คดีจะถูกแยกเป็น 2 คดีหรือไม่ จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อน สส.จากเขตเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือตนเองจะต้องระวังตัว ซึ่งถือเป็นผลกระทบโดยตรง สัมพันธ์กับการทำงานในฐานะส.ส. ทั้งนี้ นายกมลศักดิ์ลาประชุมเป็นสัปดาห์ที่ 2 แล้ว เพราะต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่
.
นาย
รอมฎอน กล่าวต่อว่า การลอบยิงไม่ใช่โจมตีต่อ ส.ส.คนใดคนหนึ่ง แต่กำลังท้าทายต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีมาตรการป้องกัน ในฐานะที่เป็น ส.ส.จะติดตามคดีนี้ และจะสื่อสารกับประธานสภาฯ อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ในความรู้สึกของประชาชนคดีนี้ไม่ใช่เป็นคดีส่วนตัว เพราะเกี่ยวโยงไปที่บางหน่วยงาน ไม่ใช่คดีสังคมเหมือนที่บางหน่วยงานกำลังจะบอก แต่เป็นคดีความมั่นคงที่กระทบต่อสถาบันทางการเมือง เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมืองบางอย่าง ประชาชนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามในการตัดตอนหรือเบี่ยงเบนประเด็นหรือไม่ ต้องจับตาว่าพนักงานสอบสวนจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐานหรือไม่
.
นาย
รอมฎอน กล่าวอีกว่า มีข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาลขอให้ยกระดับคดีลอบยิงนาย
กมลศักดิ์ เป็นคดีพิเศษเพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นกลาง เป็นมืออาชีพ จริงๆ เพราะคาดหวังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่อาจจะไม่เพียงพอแล้ว จึงอยากฝากเรื่องนี้ให้รัฐบาลได้พิจารณา หลักประกันเรื่องความโปร่งใส ถูกต้อง เที่ยงธรรม และความเป็นมืออาชีพเป็นเรื่องสำคัญในคดีนี้ นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของการเบี่ยงเบนประเด็น มีความพยายามที่มีปฏิบัติการข่าวสาร (ไอโอ) ที่พยายามด้อยค่าแพร่มลทินไปยังนักการเมือง ผู้สื่อข่าว นักกิจกรรม และภาคประชาสังคมที่โดนโจมตีอย่างหนัก เราตีความว่ามันเกิดเป็นระลอกและมีแบบแผน จึงขอให้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพราะกระทบต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จำเป็นจะต้องมีพื้นที่ปลอดภัยในการส่งเสียงประชาชน ไม่เช่นนั้นเราจะแก้ปัญหาของภาคใต้ด้วยแนวทางสันติได้อย่างยากลำบาก ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งไข่ อยู่ในช่วงของการจัดตั้ง คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์นี้น่าจะมีความชัดเจน กลไกคณะกรรมาธิการฯ จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล ถือเป็นกลไกถ่วงดุล แต่ช่วงเวลาที่เป็นช่องว่างนี้ จากข่าวพนักงานสอบสวนจะรีบสรุปสำนวนคดีในสัปดาห์หน้า ประธานสภาฯ มีอำนาจตั้งคณะกรรมการหรือกลไกภายในสภาฯ เท่าที่มีอยู่ในการติดตาม น่าเสียดายที่ประธานสภาฯ บอกปัด
.
“
จากนี้คงต้องใช้กลไกคณะกรรมาธิการฯ การตั้งญัตติอภิปรายเรื่องนี้ในที่ประชุมสภา รวมถึงตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญอย่างจริงจัง ให้คำมั่นว่าสภาฯ จะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด และทำให้คดีนี้มีความโปร่งใส มืออาชีพ เป็นวิทยาศาสตร์ ผลักดันให้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของดีเอสไอ” นาย
รอมฎอน กล่าว
JJNY : 5in1 ชาวขอนแก่นค้านสูตรค่าไฟ│ปกรณ์วุฒิขู่บุกป.ป.ช.│รอมฎอนผิดหวังปธ.สภา│ปชน.จี้กม.เเข่งขัน│ปชน.แฉยับหนังสือ สกร.
https://ch3plus.com/news/social/morning/462042
.
.
.
.
.
.
.
ปกรณ์วุฒิ ขู่บุกป.ป.ช. จี้เปิดหลักฐานตีตกคำร้อง‘ศักดิ์สยาม’ซุกหุ้น มั่นใจล่าชื่อได้ครบ
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10228249
.
ปกรณ์วุฒิ ฟาด ป.ป.ช. เข้าใจหน้าที่ตัวเองผิด ชี้เป็นอำนาจศาลพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย จี้เปิดหลักฐานตีตกคำร้องปมซุกหุ้น ‘ศักดิ์สยาม’ ขู่ บุก ป.ป.ช. หากอาทิตย์หน้ายังไม่เห็นข้อมูล
.
นที่ 30 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตีตกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ซึ่งเป็นคำร้องที่พรรคประชาชนได้ยื่นในสมัยที่แล้ว ว่า ป.ป.ช. ให้เหตุผลว่ามีการโอนหุ้นทางบัญชีอย่างถูกต้อง และหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยนายศักดิ์สยามได้ปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน และฟ้องคดีนาย ส. ซึ่งเป็นนอมินีในการถือหุ้น
.
ขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. พิสูจน์เจตนาของนายศักดิ์สยาม ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินก่อนปี 2562 ว่าก่อนหน้านี้มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินหรือไม่ โดยเหตุการณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ไม่ได้พิสูจน์ว่าเหตุการณ์ก่อนปี 62 นายศักดิ์สยาม มีเจตนาปิดบังหรือไม่ ทั้งนี้ คำชี้แจงของ ป.ป.ช. พยายามอ้างมาตรฐานการพิสูจน์ทางอาญา หากจะชี้มูลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า สิ้นสงสัยว่ามีเจตนาทุจริต
.
“ผมคิดว่า ป.ป.ช. มีการเข้าใจผิดในการทำหน้าที่ของตัวเอง ในกระบวนการยุติธรรมผู้ที่ต้องพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัยทางคดีอาญาคือศาล ไม่ใช่ ป.ป.ช.” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว
.
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า ในคดีนี้ ป.ป.ช.ต้องทำหน้าที่เหมือนเป็นตำรวจหรืออัยการ หากเห็นว่ามีมูลต้องชี้มูลแล้วให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่านายศักดิ์สยาม มีความผิดหรือไม่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานนี้ในชั้น ป.ป.ช.
.
ถ้าใช้มาตรฐานนี้ สงสัยว่าหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ หลักฐานการเงินในการโอนหุ้นของหจก.บุรีเจริญฯ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าต้นเงินมาจากนายศักดิ์สยามและปลายทางอยู่ที่ นาย ส. ที่ถูกกล่าวหาเป็นนอมินี ทางป.ป.ช.ได้พิสูจน์หลักฐานนี้หรือไม่ และให้เหตุผลอะไรที่บอกว่าหลักฐานเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเจตนา ไม่มีมูลในการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
.
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวด้วยว่า จึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสาร ซึ่งประกอบด้วย รายงานแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมข้อเท็จจริง พยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดีนี้ ความเห็นของพนักงาน ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบทุกคน และรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
.
เนื่องจากศาลปกครอง ได้พิพากษาว่า เมื่อคดีจบแล้ว เอกสารนั้นไม่ได้อยู่ในชั้นความลับอีกต่อไป ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องเปิดเผย ซึ่งเคยมีบรรทัดฐานเรื่องนี้ไปแล้ว หากไม่เปิดเผยข้อมูล ก็จะมีการลงโทษ จึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารเหล่านี้ต่อสาธารณะ หากยังไม่เปิดเผย ภายในสัปดาห์หน้าตนจะเดินทางไปที่สำนักงานป.ป.ช. เพื่อยื่นเอกสารขอให้เปิดเผยหลักฐานทั้งหมด
.
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการรวบรวมรายชื่อที่ร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตอนนี้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อร่างคำร้องและยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งรายชื่อคาดว่าไม่มีปัญหา
.
คาดว่าภายในเดือนพ.ค.นี้จะยื่นต่อประธานรัฐสภา ทั้งนี้ หากได้เห็นเอกสารหลักฐาน สำนวนคดีของนายศักดิ์สยามทั้งหมด ก็จะเป็นประโยชน์ในการเขียนคำร้อง
.
เมื่อถามว่ากรณีเข้าชื่อเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 236 เพื่อตัดการใช้ดุลพินิจของประธานสภาฯ จะลงชื่อร่วมกันในครั้งนี้เลยหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ใช้คนละส่วนกัน ซึ่งการเข้าชื่อเสนอแก้ไขในกรณีดังกล่าว แค่เสียงสส.ของพรรคประชาชน ก็เพียงพอแล้ว
.
เมื่อถามว่ามีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนไม่ได้เข้าประชุมวิปฝ่ายค้าน จึงไม่แน่ใจว่านายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้พูดคุยเรื่องนี้ด้วยแล้วหรือไม่
.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายปกรณ์วุฒิ แถลงข่าว พบว่า มี สส.พรรคภูมิใจไทย 2 คน มายืนรับฟังการแถลงข่าวตั้งแต่ต้นจนจบการแถลงข่าว คาดว่าจะมีการบันทึกเสียงด้วย
.
.
รอมฎอน ผิดหวังปธ.สภา เมินตั้งทีมตามคดียิงสมลศักดิ์ บี้ยกเป็นคดีพิเศษ ด้าน ชยพล ยันมีทำ IO เบี่ยงประเด็น. https://www.matichon.co.th/politics/news_5698879
.
“รอมฎอน” ผิดหวังประธานสภาฯ เมินตั้งทีมตามคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” ทั้งที่คดีมีข้อพิรุธ จี้ยกระดับเป็นคดีพิเศษ ด้าน “ชยพล” เผยมี IO สาดโคลนกลบข่าว หวังเบี่ยงประเด็น
.
เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวภายหลัง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เมินข้อเสนอตั้งคณะกรรมการติดตามคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติว่า เมื่อช่วงเช้าประธานสภาฯได้สนทนากับตนเล็กน้อย โดยบอกว่า ข้อเสนอที่ให้ใช้อำนาจในฐานะประธานสภาฯ ตั้งกลไกติดตามตรวจสอบถ่วงดุลในคดีดังกล่าว เพื่อให้แน่ใจได้ว่าการดำเนินคดีนี้ของพนักงานสอบสวนจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ประธานสภาฯ กลับบอกว่ายังไม่เห็นอุปสรรคและปล่อยให้หน่วยงานดำเนินการ
.
นายรอมฎอน กล่าวว่า ทั้งที่ตอนนี้เรามีอุปสรรคอยู่พอสมควร มีข้อกังขาในการรวบรวมพยานหลักฐานและความคืบหน้าของคดี มีข้อกังวล ขณะนี้นายกมลศักดิ์จำเป็นจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความร้องทุกข์เอง ล่าสุดเพิ่งแจ้งความนาวิกโยธิน 2 นายในคดีพยายามฆ่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา รอความชัดเจนในเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีที่ตำรวจภูธรภาค 9 ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ จะสามารถสอบปากคำผู้ที่ถูกร้อง และผู้ที่ถูกแจ้งความหรือไม่ วันนี้ครบกำหนดที่จะต้องสอบปากคำ แต่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ประชาชนกังวลแม้จะจับกุมชุดสังหารได้ 5 คนแล้ว แต่นายกมลศักดิ์ก็ไปแจ้งความร้องทุกข์เพิ่ม คดีจะถูกแยกเป็น 2 คดีหรือไม่ จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อน สส.จากเขตเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือตนเองจะต้องระวังตัว ซึ่งถือเป็นผลกระทบโดยตรง สัมพันธ์กับการทำงานในฐานะส.ส. ทั้งนี้ นายกมลศักดิ์ลาประชุมเป็นสัปดาห์ที่ 2 แล้ว เพราะต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่
.
นายรอมฎอน กล่าวต่อว่า การลอบยิงไม่ใช่โจมตีต่อ ส.ส.คนใดคนหนึ่ง แต่กำลังท้าทายต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีมาตรการป้องกัน ในฐานะที่เป็น ส.ส.จะติดตามคดีนี้ และจะสื่อสารกับประธานสภาฯ อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ในความรู้สึกของประชาชนคดีนี้ไม่ใช่เป็นคดีส่วนตัว เพราะเกี่ยวโยงไปที่บางหน่วยงาน ไม่ใช่คดีสังคมเหมือนที่บางหน่วยงานกำลังจะบอก แต่เป็นคดีความมั่นคงที่กระทบต่อสถาบันทางการเมือง เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมืองบางอย่าง ประชาชนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามในการตัดตอนหรือเบี่ยงเบนประเด็นหรือไม่ ต้องจับตาว่าพนักงานสอบสวนจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐานหรือไม่
.
นายรอมฎอน กล่าวอีกว่า มีข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาลขอให้ยกระดับคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ เป็นคดีพิเศษเพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นกลาง เป็นมืออาชีพ จริงๆ เพราะคาดหวังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่อาจจะไม่เพียงพอแล้ว จึงอยากฝากเรื่องนี้ให้รัฐบาลได้พิจารณา หลักประกันเรื่องความโปร่งใส ถูกต้อง เที่ยงธรรม และความเป็นมืออาชีพเป็นเรื่องสำคัญในคดีนี้ นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของการเบี่ยงเบนประเด็น มีความพยายามที่มีปฏิบัติการข่าวสาร (ไอโอ) ที่พยายามด้อยค่าแพร่มลทินไปยังนักการเมือง ผู้สื่อข่าว นักกิจกรรม และภาคประชาสังคมที่โดนโจมตีอย่างหนัก เราตีความว่ามันเกิดเป็นระลอกและมีแบบแผน จึงขอให้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพราะกระทบต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จำเป็นจะต้องมีพื้นที่ปลอดภัยในการส่งเสียงประชาชน ไม่เช่นนั้นเราจะแก้ปัญหาของภาคใต้ด้วยแนวทางสันติได้อย่างยากลำบาก ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งไข่ อยู่ในช่วงของการจัดตั้ง คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์นี้น่าจะมีความชัดเจน กลไกคณะกรรมาธิการฯ จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล ถือเป็นกลไกถ่วงดุล แต่ช่วงเวลาที่เป็นช่องว่างนี้ จากข่าวพนักงานสอบสวนจะรีบสรุปสำนวนคดีในสัปดาห์หน้า ประธานสภาฯ มีอำนาจตั้งคณะกรรมการหรือกลไกภายในสภาฯ เท่าที่มีอยู่ในการติดตาม น่าเสียดายที่ประธานสภาฯ บอกปัด
.
“จากนี้คงต้องใช้กลไกคณะกรรมาธิการฯ การตั้งญัตติอภิปรายเรื่องนี้ในที่ประชุมสภา รวมถึงตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญอย่างจริงจัง ให้คำมั่นว่าสภาฯ จะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด และทำให้คดีนี้มีความโปร่งใส มืออาชีพ เป็นวิทยาศาสตร์ ผลักดันให้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของดีเอสไอ” นายรอมฎอน กล่าว